ฮันนาห์ กาวิออส : สาวอเมริกันจากคดีดังหาดไร่เลย์ กับชีวิตใหม่ที่ได้จาก "มาราธอน"

ฮันนาห์ กาวิออส : สาวอเมริกันจากคดีดังหาดไร่เลย์ กับชีวิตใหม่ที่ได้จาก "มาราธอน"
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"เชื่อสิ ใครๆ ก็วิ่งมาราธอนได้"...

นี่คือคำกล่าวของคนธรรมดาหลายคนที่พาตัวเองเข้าสู่วงการวิ่ง พวกเขาเหล่านั้นพบชีวิตใหม่ พวกเขารู้จักตัวเองดีขึ้น และสามารถผลักดันตัวเองให้วิ่งได้ไม่หยุดจนสุดระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

เอเลียด คิปโชเก้ มนุษย์คนแรกที่วิ่งมาราธอนด้วยเวลาต่ำกว่า 2 ชั่วโมงเคยบอกว่า มาราธอนคือสิ่งที่ทุกคนสามารถพาตัวเองไปถึงจุดนั้นได้ หากว่าคุณมีแรงบันดาลใจ ระเบียบวินัย ความสม่ำเสมอ และร่างกายที่พร้อมสำหรับออกวิ่ง ... 3 สิ่งแรกฝึกกันได้ แต่ถ้าร่างกายไม่พร้อมล่ะ? มาราธอนคือเรื่องที่เป็นไปได้จริงๆ หรือ?

นี่คือเรื่องราวของ ฮันนาห์ กาวิออส สาวชาวอเมริกันที่วิ่งมาราธอนจนจบได้ แม้ว่าเธอจะเป็นอัมพาต

เธอไม่ได้เป็นตั้งแต่กำเนิด แต่ความพิการบังเกิดกับเธอหลังจากมาเที่ยวที่หาดไร่เลย์ สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศไทย และที่นี่เองที่เธอได้วัดใจกับมัจจุราชจากความสูงระยะ 50 เมตร   

เกิดอะไรขึ้นกับเธอที่เมืองไทย และในสภาพที่อัมพาตท่อนล่าง เธอเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างจนประสบความสำเร็จในการวิ่งมาราธอน? ติดตามได้ที่นี่

สวัสดีไทยแลนด์

ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติไปซะทุกคน สำหรับการมาเที่ยวทะเลใต้ของประเทศไทยในช่วง "ไฮซีซั่น" เพราะบางคนต้องใช้เงินที่เก็บมาทั้งปีเพื่อการมาสัมผัสแดนสวรรค์ ที่ใครต่อใครเล่าว่าควรมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง


Photo : hinkhaotattoo.blogspot.com

ไร่เลย์ คือหาดหนึ่งที่อยู่ในจังหวัดกระบี่ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมเยือนมากมายตลอดทั้งปี นี่คือหาดที่อุดมไปด้วยความครบถ้วนที่ธรรมชาติสร้างไว้ หาดทราย, ทะเล และหน้าผา 

ฮันนาห์ กาวิออส เป็นชาวอเมริกันวัย 23 ปี หลังจากเรียนจบที่สหรัฐอเมริกาบ้านเกิด เธอข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นครูสอนภาษาที่ประเทศเวียดนาม จนกระทั่งเดือนกันยายน 2016 เธอตัดสินใจลาหยุด แพ็คของใส่กระเป๋า และใช้เงินเก็บที่มีบางส่วนจองตั๋วมายังประเทศไทย โดยจุดหมายปลายทางคือ หาดไร่เลย์ 

เธอคือแบ็คแพ็คเกอร์ที่เดินทางแบบลุยเดี่ยว ไม่มีใครรู้ว่าเธอวางแพลนทัวร์ครั้งนี้ไว้กี่วัน ทว่าแค่วันแรกเท่านั้นที่ไร่เลย์ ... ก็มีเรื่องที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเธอไปตลอดกาล

ฮันนาห์ ขึ้นเรือจากอ่าวนาง อีกสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมที่อยู่ไม่ห่างกัน และใช้เวลาเดินทางราว 15 นาทีเพื่อไปยังหาดไร่เลย์  ทว่าหลังจากได้ท่องเที่ยวตามสไตล์แบ็คแพ็คเกอร์ได้ไม่นาน พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า และความมืดก็เข้าปกคลุม ... ฮันนาห์ มีวันที่สุดเหวี่ยงและเธอค่อนข้างเหนื่อยกับกิจกรรมที่อัดแน่นตลอดทั้งวัน ดังนั้นเธอจึงคิดจะกลับรีสอร์ตที่เธอได้จองไว้ ทว่าเมื่อฟ้ามืดทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ไม่เว้นแม้แต่ถนนหนทางที่ไม่เหมือนตอนกลางวัน และเธอจำทางกลับรีสอร์ตของเธอไม่ได้ แน่นอนว่าตอนนี้เธอต้องการความช่วยเหลือจากคนท้องที่

วันเดียวที่ไร่เลย์

ฮันนาห์ ตั้งใจจะไปขอความช่วยเหลือที่จากศูนย์บริการนักท่องเที่ยว แต่ระหว่างทางเธอพบชายคนหนึ่งที่ชื่อว่า "โรเจอร์" ซึ่งอ้างตัวว่าเป็นไกด์ และเขาอาสาจะพาเธอไปส่งถึงที่พัก และเมื่อเหลือบไปดูนาฬิกา ณ ตอนนั้นก็เป็นเวลา 5 ทุ่มแล้ว 


Photo : www.telegraph.co.uk

"ฉันเดินทางมาเป็นเวลา 16 ชั่วโมง ตอนนั้นฉันเหนื่อยมากและรู้สึกไม่ค่อยดีนัก" เธอเผยถึงเหตุผลที่เธออยากจะกลับไปที่ห้องแทนที่จะปาร์ตี้แบบนักท่องเที่ยวต่างชาติคนอื่นๆ 

ด้วยรูปพรรณสัณฐาน "โรเจอร์" ดูเป็นคนท้องถิ่น และด้วยความที่ ฮันนาห์ เหนื่อยมาทั้งวัน เธอยอมรับความช่วยเหลือจากเขา และยอมให้เขานำทางไป ... ทว่ายิ่งเดินก็ยิ่งเปลี่ยว และบรรยากาศระหว่างเธอกับโรเจอร์ก็มีอะไรที่ไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น 

เขาพาเธอผ่านเส้นทางที่มีแต่ป่า, โขดหิน, ภูเขา และความมืด จนกระทั่งสุดท้าย ... โรเจอร์ หันหน้ากลับมาและใช้แรงทั้งหมดที่มีกระชากตัว ฮันนาห์ ลงมาตรึงกับพื้นและพยายามจะถอดเสื้อเธอ ... เมื่อมาถึงจุดนี้ไม่มีทางที่จะหยุดเขาได้ง่ายๆ โรเจอร์ หน้ามืดเกินกว่าจะยอมฟังคำขอร้องใดๆ ขณะที่ ฮันนาห์ แทบไม่เหลือพลังให้ต่อต้านแล้ว

อย่างไรก็ตามมนุษย์ทุกคนมีสัญชาตญาณเอาตัวรอด ต่อให้แขนและขาจะต้านไม่ไหว แต่ ฮันนาห์ ใช้ปากของเธอกัดเข้าที่ใบหูของ โรเจอร์ อย่างแรง ... แรงที่สุดเท่าที่เธอมีแรงเหลือ และมันทำให้เธอดิ้นหลุดจากการโดนตรึงแขนทั้ง 2 ข้างไว้ได้ 

"ขณะที่กำลังเดินอยู่ เขาจับฉันลงนอนกับพื้นและพยายามจะถอดเสื้อผ้าฉันออก ฉันจึงกัดไปที่หูของเขาจนเกือบขาดจนเขาบอกให้หยุด และมันทำให้ฉันเห็นหนทางเดียวที่จะรอด นั่นคือการวิ่งหนีออกจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด" 

เธอหนีออกจากการลวนลามครั้งนั้นได้ แต่โชคไม่ดีนักที่ตอนนั้นมันมืดมากเสียจนมองไม่เห็นทางข้างหน้า และด้วยความที่เธอวิ่งด้วยความตื่นตระหนกตกใจ เธอจึงจับทิศทางไม่ถูก และสุดท้ายความมืดทำให้เธอวิ่งไปยังหน้าผาสูง 45 เมตร (150 ฟุต) ซึ่งหากเปรียบเทียบกับตึกก็สูงถึง 10-15 ชั้น และพลาดตกลงมา ... กระแทกกับพื้นอย่างแรง

"มันมืดสนิท รู้ตัวอีกทีฉันก็รู้สึกว่าอยู่กลางอากาศและตกลงมาจากหน้าผา ตอนนั้นไม่มีความคิดเลยว่าตัวเองจะรอด หัวของฉันกระแทกกับหินก้อนโต และฉันกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด และนั่นคือความเจ็บปวดมากที่สุดเท่าที่เคยรู้สึกมาในชีวิตนี้ ... ฉันสิ้นสภาพอย่างสมบูรณ์ นอกจากปากที่ใช้พูดแล้ว ไม่มีอวัยวะเคลื่อนไหวได้อีกเลย"

เมื่อเหลือแต่ปากอย่างเดียวที่ใช้การได้ เธอจึงกรีดร้องสุดเสียง แต่น่าเสียดายที่คนเดียวที่ได้ยินเธอคือคนที่เธอวิ่งหนีออกมา ... โรเจอร์ เดินตามรอยลงมาจากหน้าผา ทว่าเมื่อเขาเห็นเธอในสภาพนั้น เขาเองก็สติแตกไปชั่วพักใหญ่ บาปของเขากำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และมากกว่าที่เขาจะรับผิดชอบได้ 

"เขาช็อคและรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้น ฉันได้ขอร้องให้เขาหยุดและช่วยโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือ แล้วเขาก็ทำจริงๆ ... ฉันคิดว่าจะมีใครสักคนมาช่วย แต่สุดท้ายก็ไม่มีเลยแม้แต่คนเดียว" ฮันนาห์ เล่าเรื่องนี้ในภายหลัง

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของ โรเจอร์ เกิดขึ้นได้พักเดียวเท่านั้น เขาปล่อยให้เวลาผ่านไปและครุ่นคิดว่าจะเอาอย่างไรต่อ และสุดท้ายเขาเลือกความคิดร่างมาร ... ไหนๆ คิดจะเลวแล้ว ก็ต้องเลวให้สุด อะไรประมาณนั้น และเมื่อเขาตัดสินใจได้ เขาก็ถอดกางเกงและขึ้นคร่อมร่างที่ไร้ทางสู้ของ ฮันนาห์

"เขาขึ้นมาคร่อมบนตัวของฉัน เขาช่วยตัวเองและทำทุกอย่างกับร่างกายฉัน แต่เขาไม่ได้ข่มขืน" ฮันนาห์ อธิบายอีกว่าเธอไม่ร้องเพราะทุกครั้งที่ร้องเขาจะบีบคอเธอ ดังนั้นการปล่อยไปตามสถานการณ์ และเอาชีวิตรอดคือสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับเธอในเวลานี้ 


Photo : www.irishmirror.ie

ไม่รู้เวลานานเท่าไหร่ที่เธอนอนหมดสภาพอย่างนั้น แต่สุดท้ายโชคก็เข้าข้าง แสงไฟส่องเข้ามาบ่งบอกให้รู้ว่ามีคนกำลังผ่านมาทางนี้ เธอตัดสินใจตะโกนอีกครั้งและตอนนี้ โรเจอร์ จวนตัวจนทำอะไรเธออีกไม่ได้ เขาวิ่งหนีจากจุดเกิดเหตุ และสุดท้ายฮันนาห์ก็ได้รับความช่วยเหลือจนได้

นรกระลอกที่ 2 

เมื่อได้รับการช่วยเหลือ เธอก็ถูกส่งถึงมือแพทย์ที่โรงพยายามกรุงเทพภูเก็ต ข่าวไม่ค่อยดียังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆ หมอบอกว่าหลังของเธอกระแทกพื้นแรงมากจนทำให้หลังหัก มิหนำซ้ำเธอต้องนอนรอความช่วยเหลือนานถึง 8 ชั่วโมง ซึ่งควรเป็นช่วงที่เธอถึงมือแพทย์ให้เร็วที่สุด และสิ่งนั้นส่งผลให้เธอเป็นอัมพาต ช่วงล่างของเธอไม่อาจขยับได้


Photo : www.nydailynews.com

ฮันนาห์ เข้ารับผ่าตัด นพ.นโรตม์ ตรีณรงค์ ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดส่องกล้องกระดูกสันหลัง แพทย์เจ้าของไข้ และ นพ.ชัยยุทธ สุรีรยงประเสริฐ ซึ่งเป็นทีมแพทย์ผ่าตัด ได้ให้สัมภาษณ์กับ ไทยรัฐ ว่า อาการของฮันนาห์นั้นไม่ได้อันตรายถึงชีวิต แต่ก็ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดตลอดระยะเวลาหลังจากเข้ารับการรักษา 

และเมื่อนักข่าวถามเรื่องสภาพจิตใจของ ฮันนาห์ ที่ ณ ตอนนั้นคนไทยทั้งประเทศแคร์เธอเป็นอย่างมาก และอยากขอโทษแทนกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่าเอาเข้าจริงแล้วคุณหมอเจ้าของไข้กลับบอกว่าสภาพจิตใจของเธออยู่ในขั้น "ดีมาก" 

ไม่ใช่แค่เรื่องยกเมฆสำหรับสภาพจิตใจของเธอ เพราะหลังจากผ่าตัดได้ไม่กี่วัน อารอน กาวิออส พ่อของเธอก็เดินทางมาถึงภูเก็ต แม้ว่าเขาจะตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้รู้สึกช็อคที่ลูกสาวของเขารอดจากการโดนข่มขืนได้ เพราะเขาเชื่อเสมอว่า ฮันนาห์ เป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งและแข็งแกร่งมาแต่ไหนแค่ไรแล้ว 

เธอใช้เวลารักษาตัวอยู่ที่ประเทศไทยเป็นเวลา 18 วัน ก่อนที่จะถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาล เมาท์ ไซนาย ในแมนฮัตตันที่บ้านเกิด

ใจแกร่งแค่ไหน...แต่ร่างกายล่ะ?

แม้สภาพจิตใจของเธอจะแข็งแกร่ง และเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะผ่านไปได้หากเธอมุ่งมั่นและมีความเชื่อมากพอ อย่างไรก็ตามร่างกายของเธอนั้นบอบช้ำกว่าจิตใจหลายเท่า แม้ว่าเธอจะพยายามแค่ไหนแต่มันก็ยากที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้


Photo : www.nbcnewyork.com

"ฉันไม่สามารถแม้จะนั่งเก้าอี้ได้ ฉันพยายามจะลุกยืนเป็นครั้งแรกแต่ก็รู้สึกมึนหัวจนต้องลมลงไป" เธอกล่าวกับสำนักข่าว CNN  

ผลจากอุบัติเหตุครั้งนั้นทำให้ฮันนาห์เป็นอัมพาตบางส่วน (Partial Paralysis) ขาและกล้ามเนื้อของเธอยังพอมีความรู้สึก แต่เธอไม่สามารถกลับไปเดินเป็นปกติได้เหมือนเดิม แม้ว่าฮันนาห์จะเป็นทุกข์ แต่เธอไม่ย่อท้อ โดยหลังอาการบาดเจ็บส่วนอื่นๆ เริ่มหายสนิทแล้ว ฮันนาห์ต้องใช้เวลานานมากในการฟื้นฟูร่างกาย ทั้งการทำกายภาพบำบัดและอื่นๆ เธอไม่อยากให้ชีวิตตัวเองต้องอับเฉาด้วยการนอนอยู่เฉยๆ ปล่อยให้พลังงานแห้งเหือดไปเรื่อย ๆ เธอจึงลุกขึ้นมาสู้ แม้ว่ามันจะยากก็ตาม

บางครั้งคนเราก็ต้องการใครสักคนที่เป็นแรงบันดาลใจ และทำให้รู้ว่าอย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่เราแค่คนเดียวที่ต้องโชคร้ายและยังต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป สำหรับ ฮันนาห์ เธอได้พบกับเรื่องราวที่คล้ายกับเธอไม่มีผิด มันคือเรื่องราวของ อแมนด้า ซัลลิแวน หญิงชาวอเมริกันที่ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ในปี 2008 จนไม่อาจกลับมาเดินได้ และต้องนอนติดเตียงเป็นเวลาถึง 4 ปี ไปไหนมาได้แค่รถเข็นเท่านั้น

อแมนด้า เกลียดช่วงเวลานั้นจนแทบอยากจะคิดฆ่าตัวตาย แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ทำ เธอคิดว่าต้องทำตัวเองให้มีความหวังเสมอ เธอจึงเริ่มหากิจกรรมทำด้วยการออกกำลังกาย จนสุดท้ายเธอสามารถใช้ไม้ค้ำยันได้โดยไม่ต้องพึ่งรถเข็น และตั้งเป้าไว้ที่การลงวิ่งในรายการ Tunnel to Towers ที่นิวยอร์กในปี 2012


Photo : www.projectpurple.org

แม้จะเป็นระยะทางแค่ 5 กิโลเมตร แต่สำหรับคนที่ใช้ไม้ค้ำยันมันไม่ใช่เรื่องง่าย แต่สุดท้าย อแมนด้า ก็ทำสำเร็จโดยใช้เวลาถึงราว 8 ชั่วโมง การวิ่งวันนั้นเปลี่ยนเธอไปตลอดกาล ผู้คนมากมายหยุดและให้กำลังใจเธอ ขณะที่เธอเข้าเส้นชัย ทุกคนที่อยู่ในงานนั้นร่วมกันเฮลั่นเหมือนกับเธอเป็นฮีโร่ และนั่นเองคือการจุดไฟที่ทำให้เธอกลับมาใช้ชีวิตปกติ ทำกิจกรรมช่วยเหลือสังคมต่างๆ เหมือนกับตอนที่เธอยังไม่เป็นผู้พิการ

ฮันนาห์ เองหลังจากได้ยินเรื่องราวของ อแมนด้า ทำให้เธอตั้งใจทำกายภาพบำบัดเต็มที่ เธอรู้สึกว่าตัวเองแกร่งขึ้นมากจนสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ แต่เธอยังไม่หยุดแค่นั้น เธอเริ่มหัดวิ่งอีกครั้งบนลู่วิ่ง โดยใช้สายรัดและมีผู้ช่วยเหลืออีก 3 คน  

การวิ่งบนลู่นำไปสู่การท้าทายตัวเองมากมาย เธอออกไปใช้ชีวิตด้วยการเดินป่าในเส้นทางที่ยากลำบาก นอกจากนี้เธอยังเป็นครูสอนโยคะอีกด้วย แต่นั่นยังไม่พอ สิ่งที่ทำให้เธอรู้สึกว่าต้องพยายามให้มากกว่านี้คือวันที่เธอเห็นคนอื่นๆ วิ่งในรายการมาราธอน มันทำให้เธอขมขื่นเพราะมันเคยเป็นสิ่งที่เธอเคยทำได้เมื่อครั้งอดีต

"มันเป็นสิ่งที่ฉันเริ่มคิดมากขึ้นและอยากจะทดสอบตัวเองให้หลุดจากขีดจำกัด ฉันจำได้เสมอว่ามันขมขื่นมากที่เห็นใครต่อใครก็วิ่งมาราธอนได้ เพราะก่อนหน้านี้ฉันเคยทำมาได้ทั้งหมด และนั่นทำให้ฉันฝึกซ้อม ซึ่งตลอดการฝึกซ้อมนั้นมีเรื่องราวของอแมนด้าที่เคียงข้างฉันเสมอ" ฮันนาห์ กล่าว 


Photo : www.huffpost.com

การฝึกซ้อมมาราธอน เริ่มขึ้นหลังจากนั้น ในเดือนมีนาคม 2018 และเป้าหมายของเธอคือรายการ นิวยอร์ก มาราธอน หนึ่งในรายการระดับเมเจอร์ที่มีผู้เข้าแข่งขันแต่ละปีนับหมื่นๆ คน

ครึ่งปีภายใต้การฝึกซ้อมและดูแลจาก Christopher & Dana Reeve Foundation ซึ่งเป็นมูลนิธิเพื่อผู้พิการ ที่ก่อตั้งโดย คริสโตเฟอร์ รีฟ พระเอกภาพยนตร์ดังอย่าง Superman ซึ่งประสบอุบัติเหตุตกม้าในปี 1995 จนเป็นอัมพาตเช่นเดียวกันฮันนาห์ ... ที่สุดแล้ว นิวยอร์ก มาราธอน 2018 รายการที่วัดใจของเธอก็มาถึงจนได้ในเดือนพฤศจิกายน 

ครั้งนั้น ฮันนาห์ กลายเป็นเป้าสายตาของทุกคน เธอปรากฎตัวด้วยท่าทางที่มันใจและเริ่มออกวิ่งกับนักวิ่งคนปกติทั่วไป โดยตัวของเธอนั้นใช้ไม้เท้าและที่รัดขาในการวิ่ง 

ฮันนาห์ ก้าวไปอย่างช้าๆ ทีละก้าวๆ โดยมีไม้ค้ำคอยพยุงเธอไปตลอดทาง เธอไม่เคยมั่นใจว่าเธอจะทำมันสำเร็จในช่วงการซ้อม แต่เมื่อเจอสถานการณ์จริง ทุกอย่างเหมือนเซ็ตเอาไว้เพื่อให้เธอพิชิตความกลัวในจิตใจจนหมดสิ้น เพราะการวิ่งครั้งนี้ไม่ใช่แค่เธอเท่านั้นที่อยากเข้าเส้นชัย 

"เดิมทีฉันตั้งใจไว้ว่าจะจบมาราธอนด้วยตัวเองทั้งหมดโดยไม่ต้องพึ่งพาใครเลย แต่มันเหลือเชื่อ เมื่อใกล้เข้าเส้นชัยฉันเห็นน้องสาวกับพ่อรออยู่ และมันเป็นเรื่องที่ดีมากที่เห็นพ่อถือเบอร์ริโต้ (อาหารเม็กซิกัน) ยืนรอฉัน และมีคนอื่นๆ ถือแก้วน้ำรอให้ฉันไปหยิบดื่ม" 

เส้นชัยของรายการนี้อยู่ที่ เซ็นทรัล พาร์ค และทุกคนรอ ฮันนาห์ อยู่ เมื่อเธอยิ่งเข้าใกล้เสียงก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ ในความมืดที่เคยเป็นฝันร้าย แต่ตอนนี้ผู้คนเริ่มโผล่มาทีละคนๆ จนรู้ตัวอีกทีก็เต็ม 2 ข้างทาง จนเธอเองไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง

"ณ จุดนั้นมันมืดนะ ฉันมาถึงช้าและคิดว่าทุกคนคงวิ่งเข้าเส้นชัยและกลับบ้านไปหมดแล้ว จนกระทั่งสายตาเริ่มปรับชัด ฉันเห็นคน 500 คนรออยู่ที่เส้นชัย และนั่นคือเรื่องที่น่าตกใจจริงๆ"


Photo : nypost.com

ทุกคนตระโกนส่งเสียงเชียร์  "สู้ๆ ฮันนาห์ อีกนิดเดียว คุณทำได้" จนเธอเองเก็บอารมณ์ไว้ไม่อยู่ เธอร้องไห้ แต่ครั้งนี้มันเป็นการร้องไห้ด้วยความยินดี ทุกคนรอที่จะเห็นเธอเข้าเส้นชัยและร่วมส่งแรงเฮือกสุดท้ายให้กับเธอ

ฮันนาห์ใช้เวลานานถึง 11 ชั่วโมง 20 นาที กว่าจะจบมาราธอนครั้งนี้ ซึ่งเมื่อเธอมาถึง พ่อของเธอก็ยื่นเบอร์ริโต้ให้ ... จริงอยู่ที่เธอไม่ได้กินมันเพราะเธอแทบหมดกำลัง แต่การเข้าเส้นชัยครั้งนั้นทำให้เธอรู้ว่าทำไมเธอจึงควรมีชีวิตอยู่อย่างแข็งแกร่งต่อไป

มาราธอนเปลี่ยนชีวิต 

ภายใต้การวิ่งมาราธอนครั้งนั้น ฮันนาห์ร่วมมือระดมทุนกับ Christopher & Dana Reeve Foundation และเธอได้เงินมากกว่า 15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเธอไม่เก็บไว้แม้แต่เซนต์เดียวโดยยกให้กับโครงการทั้งหมด เพื่อหวังว่าสักวันเงินจำนวนนี้ที่เธอมอบให้ จะกลับมาทำให้เธอ และคนอื่นๆ ที่เหมือนกับเธอกลับมาเดินได้อีกครั้ง


Photo : nypost.com

ไม่เพียงเท่านั้น ในนิวยอร์ก มาราธอน 2019 ฮันนาห์ตัดสินใจลงแข่งเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน หนนี้เธอทำเวลาได้ 11 ชั่วโมง 18 นาที ซึ่งดีกว่าเดิม รวมทั้ง 2 ครั้ง ฮันนาห์สามารถระดมทุนให้มูลนิธิมากเกือบ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ เลยทีเดียว

"โลกได้เห็นฉันเข็นตัวเองอย่างทุลักทุเลเข้าเส้นชัยในมาราธอน แต่อีกไม่นานหรอกฉันจะเข้าเส้นอีกครั้งและครั้งนี้ฉันจะทำมันด้วย 2 เท้าของฉันเอง"

สภาพจิตใจเธอในตอนนี้แกร่งกว่าผู้หญิงอายุ 26 ปีคนไหนๆ เธอไม่จบการท้าทายตัวเองแค่มาราธอน แต่ยังนำตัวเองไปถึงการวิ่งเทรล ซึ่งต้องผ่านภูเขาและหน้าผาอันเป็นปมเก่าของเธอที่เมืองไทย เธอมั่นใจว่าหากเธอผ่านมันไปได้ ก็จะไม่มีอะไรติดค้างในหัวใจและสมองอีกต่อไป

"หน้าผาและภูเขาเป็นสัญลักษณ์สำหรับอุบัติเหตุของฉัน" นั่นคือเหตุผลที่เธออยากจะพิชิตมัน

สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่าการเข้าเส้นชัยคือการทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง และปิดตายมันไว้ไม่ให้กลับมาทำร้ายเธอได้อีก แม้ทุกครั้งที่สื่อทั้งไทยและเทศนำเสนอเรื่องดังกล่าวพวกเขามักจะเขียนกันในแง่ของบทลงโทษของ "โรเจอร์" หรือ อภัย เรืองวร ที่ถูกตัดสินให้จำคุก 5 ปี ซึ่งในมุมมองของสื่อต่างประเทศนั้น แทบทุกสำนักต่างเขียนไปในเชิงที่ว่า "มันน้อยเกินไป" แต่สำหรับเธอทุกอย่างจบลงแล้วนับตั้งแต่ที่เธอรักษาชีวิตและกลับมาเจอความหมายของมันจนทุกวันนี้ 

มีใครหลายคนที่เคยจบมาราธอนและเล่าย้อนหลังว่า การวิ่งระยะ 42.195 กิโลเมตรนั้นเปลี่ยนแปลงชีวิตคนเราได้จริงๆ แต่สำหรับเรื่องราวของ ฮันนาห์ นั้นแตกต่าง 


Photo : edition.cnn.com

การวิ่งครั้งนี้มันไม่ได้เปลี่ยนแค่ชีวิตเธอเท่านั้น ยังมีผู้พิการอีกมากที่มองไม่เห็นคุณค่าและอนาคตของตัวเอง ทว่าหากพวกเขาได้เห็นการสู้ของผู้หญิงตัวเล็กที่น่าจะเสียชีวิตตั้งแต่เมืองไทยแล้วด้วยซ้ำ แต่สามารถกลับมาสร้างอิมแพ็คต่อสังคมและเป็นฮีโร่ในโลกแห่งความจริงได้ 

พวกเขาจะเข้าใจว่าความพิการนั้นไม่ใช่ตอนจบของชีวิต ...