วิชาชีวิตจากสนามซ้อม : "พี่เทพลึกลับ" ผู้เปลี่ยนให้ "ฮาคีม โอลาจูวอน" กลายเป็นตำนาน NBA

วิชาชีวิตจากสนามซ้อม : "พี่เทพลึกลับ" ผู้เปลี่ยนให้ "ฮาคีม โอลาจูวอน" กลายเป็นตำนาน NBA
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

หากมีคนบอกว่า ชาคีลล์ โอนีล คือหนึ่งในผู้เล่นเซ็นเตอร์ที่ดีที่สุดใน NBA จะต้องมีอีกคนหนึ่งแย้งขึ้นมาว่า "ไม่ๆ ฮาคีม โอลาจูวอน ต่างหากที่ดีกว่า"

คำถามว่าใครเก่งกว่ากันกันแน่? คือคำถามสุดคลาสสิกที่เถียงกันอย่างไรก็ไม่จบ บั้นปลายของทั้งคู่มีความสำเร็จอยู่เต็มกระบุง แต่จุดเริ่มต้นนั้นต่างกันลิบลับ 

แชค เติบโตแบบเด็กอเมริกันที่รักในกีฬา ลงเล่นบาสตั้งแต่ยังเด็ก และเป็นเด็กเทพตั้งแต่ระดับไฮสคูล ขณะที่ ฮาคีม นั้นออกสตาร์ทครั้งแรกตอนอายุ 15 ปี... แน่นอนว่าการเริ่มต้นนั้น ฮาคีม เป็นมวยรองทุกด้าน แต่สุดท้ายเขาได้รับการยกย่องในระดับเดียวกับ แชค ได้อย่างไร?

 

พรสวรรค์ก็แค่ส่วนหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วมันมีเบื้องหลังซ่อนอยู่ ฮาคีม โอลาจูวอน จะไม่มีทางไล่ตาม แชค ได้ทันเลย หากไม่มีอาจารย์คนหนึ่งที่ทำให้เขาเก่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด...

ติดตามเรื่องราวของศิษย์และอาจารย์ผู้ใส่แรงถีบแบบเหลือเชื่อ จน ฮาคีม กลายเป็นสุดยอดเซ็นเตอร์ของ NBA ได้ที่นี่

จุดบอดของบาสในแอฟริกา

นานมาแล้วที่ประเทศมหาอำนาจในทวีปยุโรปไล่ล่าประเทศอาณานิคมเพื่อขยายความยิ่งใหญ่... พวกเขาลุยข้ามมหาสมุทร และเจอกับทวีปแอฟริกา ดินแดนใหม่ที่ยังไม่มีใครค้นพบ ที่แห่งนี้มีทรัพยากรธรรมชาติมากมาย และจากนั้นการไล่ล่าก็เริ่มขึ้น

 1

คนยุโรปไม่เคยเห็นมนุษย์เผ่าพันธุ์นิกรอยด์มาก่อน และมันทำให้พวกเขาประหลาดใจ เพราะ "นิกรอยด์" (หรือคนผิวสี) คือมนุษย์ที่มีสายพันธุ์แข็งแกร่งที่สุด ร่างกายสูงใหญ่ กล้ามเนื้อมีความคงทนและแข็งแรงมาก หากสู้กันด้วยมือเปล่าแล้วยากที่เผ่าพันธุ์ไหนจะเอาชนะนิกรอยด์ได้ 

ทว่าในความจริง "คอเคซอยด์" (หรือฝรั่ง) มีสิ่งหนึ่งที่ทรงพลังกว่า นั่นคือ วิวัฒนาการ ในขณะที่ชาวแอฟริกันยังล่าสัตว์ด้วยของมีคมทีใช้เป็นอาวุธ พวกยุโรปไปไกลถึงขั้นใช้กระสุนดินดำเป็นเครื่องมือในการปลิดชีพศัตรูเรียบร้อยแล้ว

วิวัฒนาการทำให้หลายชาติในยุโรปเข้าปกครองดินแดนต่างๆในแอฟริกาได้มากมาย สิ่งที่มาพร้อมๆกับอาวุธและการปกครองคือ วัฒนธรรมของเหล่าคนขาวที่ชาวแอฟริกันได้รับอิทธิพลไปอย่างเลี่ยงไม่ได้...

ไม่เว้นแม้แต่เรื่องของกีฬา ชาติมหาอำนาจอย่าง โปรตุเกส, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, สเปน และอื่นๆ นิยมเล่นฟุตบอลและเป็นกีฬาอันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งนี้ทำให้ประเทศต่างๆในแอฟริกามักมีกีฬาฟุตบอลเป็นกีฬายอดนิยมไม่ต่างกัน 

กาลเวลาผ่านไปหลายปีดีดัก ยุคของการกดขี่แบบเต็มรูปแบบผ่านพ้นไป ชาวแอฟริกันจึงได้เริ่มรู้จักกีฬาอื่นๆมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐอเมริกาก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของโลก "บาสเกตบอล" จึงเป็น 1 ในทางเลือกของวัยรุ่นแอฟริกันขึ้นมา

อย่างไรก็ตาม แอฟริกันไม่ถนัดและไม่ค่อยประสบความสำเร็จในกีฬาประเภททีม (บนเวทีระดับโลก) ด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ กีฬาประเภททีมนั้นมีต้นทุนสูง และรวมถึงรายได้ของประชากรก็ไม่เหลือเฟือพอที่จะจ่ายเงินเข้าไปดูในสนาม โดยเฉพาะบาสเกตบอล ที่ไม่ใช่กีฬายอดนิยมแต่เดิมนั้นยิ่งยากจะประสบความสำเร็จ...

มีเพียง แองโกลา ชาติเดียวเท่านั้นที่มีบาสเกตบอลเป็นกีฬาอันดับ 1 ของประเทศ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขาก็ยังไม่ติดท็อป 10 ในอันดับโลกอยู่ดี

เด็กชายผู้แหกขนบ

ไม่ว่าที่ใดในโลกล้วนย่อมมีคนที่แตกต่าง และที่ ไนจีเรีย ประเทศที่มีกีฬาฟุตบอลเป็นอันดับ 1 ของประเทศ และเคยคว้าแชมป์โลกระดับเยาวชนมาแล้ว กลับมีเด็กชายคนหนึ่งที่ร่างกายสูงและผอมแห้ง เขาไม่เหมาะกับฟุตบอล และนั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้เขาต้องเลือกบาสเกตบอลแทน

 2

เด็กคนนั้นชื่อ ฮาคีม โอลาจูวอน ลูกชายของคนงานร้านขายปูนซีเมนต์... ตอนแรกเขาก็เล่นฟุตบอลเหมือนกับเด็กๆคนอื่น แต่ก็ต้องไปเล่นเป็นผู้รักษาประตูจากลักษณะทางร่างกาย สุดท้ายเขาก็เบื่อฟุตบอลและหันมาเล่นบาส แต่การปรับตัวก็เป็นไปอย่างยากลำบาก เพราะแม้จะตัวสูง แต่ตอนแรกๆที่เล่นบาส เขาดังก์ลูกไม่เป็นเลยด้วยซ้ำ ถึงกระนั้น เจ้าตัวกลับลุ่มหลงในกีฬาใหม่นี้อย่างยิ่ง

"บาสเกตบอลเป็นกีฬาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะนะ แค่ครั้งแรกที่ผมได้เล่น ผมก็รู้สึกว่า นี่คือชีวิตของผมแล้ว" นี่คือคำยืนยันจากปากของฮาคีม

แม้การเริ่มต้นจะตะกุกตะกัก แต่โอกาสของเขาก็มาถึง และมันประกอบด้วยโชคไม่น้อย เมื่อ คริสโตเฟอร์ ปอนด์ โค้ชบาสชาวอเมริกันที่ทำงานให้กับกระทรวงต่างประเทศของสหรัฐอเมริกาในไนจีเรียเกิดไปพบกับ ฮาคีม ในวัย 15 ปี 

ปอนด์ มั่นใจว่าหากเด็กคนนี้ได้วีซ่าไปเรียนมหาวิทยาลัยในอเมริกา เขาจะต้องกลายเป็นนักบาสเกตบอลที่ดีได้แน่นอน เขาแนะนำให้โค้ชระดับมหาวิทยาลัยในอเมริกาที่ชื่อ กาย ลูอิส ลองเอา ฮาคีม เข้าไปซ้อมดู ซึ่งกว่าทุกอย่างจะเป็นรูปเป็นร่างก็ต้องรอไปอีก 2 ปีที่ฮาคีมอายุ 17 ปี และจากนั้น เด็กหนุ่มจากร้านปูนซีเมนต์ก็ข้ามทวีปไปดินแดนแห่งความฝัน... สหรัฐอเมริกา 

เครื่องโบอิ้งลงจอดที่สนามบินเมืองฮิวส์ตัน หนุ่มวัย 17 ปีเดินลงมาจากเครื่องและทำอะไรไม่ถูก จะไปไหนดี? ใครจะมาขโมยของไหม? เขาจะไปสถานที่นัดหมายซึ่งได้แก่มหาวิทยาลัยฮิวส์ตันได้อย่างไร? เขาไม่รู้เลย นี่คือบททดสอบแรกของชีวิตในเมืองใหญ่

"ไม่มีใครสักคนมารับผม ผมลนลานมาก โทรหาคนที่นัดผมเขาก็บอกว่า 'เอ้อ! แกขึ้นรถแท็กซี่มามหาวิทยาลัยเองได้เลย'" เขาเล่าถึงครั้งแรกในอเมริกา

รถแท็กซี่เคลื่อนตัวไปเรื่อยๆ เขารู้สึกหนาวเพราะไม่คุ้นกับอากาศแบบนี้ แถมบรรยากาศก็วุ่นวาย เมื่อถึงที่หมาย เขาโทรหาโค้ชลูอิสคนที่ติดต่อเขาไว้อีกครั้ง

"สวัสดีครับโค้ชลูอิส นี่ผมฮาคีม" เขายกสายหาโค้ช คนๆเดียวที่เขารู้จักชื่อในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ และเสียงที่ตอบมาคือ... "ฮาคีม?... ฮาคีมไหนวะ?"

ฮาคีม นึกย้อนไปตอนที่ คริสโตเฟอร์ ปอนด์ บอกกับเขา "แล้วนายจะหลงรักฮิวส์ตัน" ซึ่งเขายังนึกภาพไม่ออกเลยว่าจะหลงรักได้อย่างไร? เพราะมันขรุขระตั้งแต่เริ่มขนาดนี้

ร่างกายสู้ตาย ฝีมือสู้ไม่ได้ 

แค่เริ่มต้นความบันเทิงก็บังเกิดแล้ว... แต่ใช่ว่ามันจะขรุขระไปเสียทุกเรื่อง สำหรับคนที่สูง 213 เซนติเมตรอย่างเขา สิ่งแรกที่ต้องทำ คือมองหารองเท้าเพื่อใส่ลงซ้อมกับสมาชิกคนอื่นๆ ตอนแรกเขาคิดว่าคงต้องหารองเท้าเบอร์ที่เขาใส่ได้นานเป็นวัน แต่เอาเข้าจริงที่นี่มีรองเท้าให้เลือกเพียบ... เขาชักจะชอบใจขึ้นมาบ้าง

 3

"ที่ไนจีเรียเนี่ย กว่าผมจะหารองเท้าที่ผมใส่ได้นี่ผมแทบพลิกประเทศหา คือผมไม่ต้องจำเบอร์รองเท้าเลย ผมแค่บอกว่าเอารองเท้าคู่ที่ใหญ่สุดในร้านมาลองหน่อย แบบนั้นจะง่ายกว่า"

"จริงๆแล้วผมใส่รองเท้าเบอร์ 16 แต่ผมต้องทนใส่รองเท้าเบอร์ 15 มาตลอด ผมระเบิดไซส์จนพังไปหลายคู่ แต่พอมาถึงที่นี่ โค้ชบอกว่า 'ถอดมันทิ้งซะ' แล้วเขาก็เอารองเท้าเบอร์ 16 มาให้... ทีนี้สวรรค์เลยคุณเอ๊ย ผมพูดไม่ออกเลย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมใส่รองเท้าบาสแล้วไม่รู้สึกเจ็บเพราะมันคับเกินไป" ฮาคีมเล่าต่อ

ฮาคีม มีเกือบทุกอย่างที่นักบาสควรจะมี เขามีร่างกายสูงใหญ่เป็นทุนเดิม หากเพิ่มความแข็งแกร่งเข้าหน่อยรับรองว่าชนกับคนอื่นสบาย นอกจากนี้เขายังมีพรสวรรค์ด้วย เซ็นเตอร์อเมริกันแท้หลายคนเป็นพวกยักษ์ปักหลั่นเน้นพละกำลังไว้ชนไว้กระแทก แต่เขานั้นแตกต่าง แม้จะสูงใหญ่ แต่ฮาคีมพริ้วกว่า และมีความนุ่มนวลกว่าเยอะ

อย่างไรก็ตาม 2 สิ่งนี้ไม่พอที่จะทำให้เขาเก่งกว่าเด็กอเมริกันที่ฝึกบาสตามหลักสูตรตั้งแต่ยังเด็ก ฮาคีมจึงต้องพยายามให้มากกว่าเด็กคนอื่นๆ 2 เท่า ทุกครั้งที่ลงทีมเขาทำเต็มที่ และถ้าโค้ชสั่งให้เขาพัก เขาจะไม่ไปไหน เขาจะนั่งอยู่ข้างสนามแล้วมองดูคนอื่นเพื่อหาข้อมูลว่า "คนเก่งๆ เขาเล่นกันยังไง"

"ผมฝึกที่ ฟอนดี เซ็นเตอร์ เจอกับพวกยอดฝีมือหลายคน ผู้เล่นบางคนเล่นอาชีพทั้งที่ยังเรียนอยู่ พวกเขาแข็งแกร่งและมีประสบการณ์ นั่นแหละที่ทำให้การได้เล่นและเรียนรู้กับพวกเขามันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก ผมบอกตัวเองเสมอว่า ราชาบาสมันไม่ได้เป็นกันง่ายๆ นะโว้ยไอ้กร๊วก" เขาเล่ากับ Houstonia

แม้เรียนรู้จากผู้เล่นคนอื่น รับฟังคำสอนจากโค้ชก็แล้ว พยายามก็แล้ว แต่ก็เขาก็ยังตามหลังอยู่ 2-3 ช่วงตัว เขาคิดว่าตัวเองต้องมีคนที่ชี้ให้เห็นชัดๆว่าเขาขาดอะไร แค่มองไม่พอ เขาต้องกล้าเข้าไปถามด้วยตัวเองเลยทุกอย่างจึงจะชัดเจน 

วันหนึ่ง ฮาคีมนั่งดูการซ้อมของผู้เล่นทีม ฮิวส์ตัน ร็อคเก็ตส์ ที่เข้ามาซ้อมที่สนาม เขาเห็นคนหนึ่งไวกว่าใคร แกร่งกว่าใคร และเทคนิคดีกว่า สายตาของฮาคีมเป็นประกายกว่าครั้งไหน เขาตั้งใจว่าหลักจากทีมชุดใหญ่ซ้อมเสร็จ เขาจะเข้าไปหาคนๆนั้นและขอกันตรงๆว่า "ได้โปรดสอนผมหน่อย"

อย่าอายที่จะขอวิชา 

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 1982 ฮาคีม อยู่ที่ฮิวส์ตัน และเล่นให้กับทีมมหาวิทยาลัยมาแล้ว 1 ปี ขณะ "พี่เทพ" ที่เขาเห็นนั้นมีชื่อว่า โมเซส มาโลน ผู้เล่นที่คว้ารางวัล MVP มาแล้ว 2 ครั้ง 

 4

โค้ชลูอิส เรียก ฮาคีม ลงไปซ้อมกับทีมร็อคเก็ตส์ เขาต้องเจอกับ โมเซส มาโลน คนที่เขาจับตาดูมาตลอด ในการซ้อมครั้งนั้น มาโลนบดขยี้ฮาคีมอย่างง่ายดาย ฮาคีมประกบไม่อยู่ จะให้เลี้ยงผ่านก็ทำไม่ได้ นั่นคือจุดที่เห็นถึงความต่างระหว่าง MVP กับ เด็กใหม่ 

หลังจบการซ้อม ฮาคีมเข้าไปยอมศิโรราบและทำในสิ่งที่ตรงไปตรงมาที่สุด คือการถามว่าจะทำอย่างไรถ้าอยากบดขยี้คู่แข่งอย่างที่มาโลนทำกับเขา

คำสอนนี้ไม่มีในหลักสูตร มาโลนตอบรับและกลายเป็นพี่เลี้ยงให้กับฮาคีม สิ่งที่เขาสอนไม่ใช่เทคนิค ไม่ใช่การฝึกซ้อม แต่มันคือการใส่ความคิดของการเป็นผู้ชนะให้ได้มากกว่าที่ฮาคีมเป็นอยู่

"ไอ้น้อง... ไม่มีความลับในกีฬาบาสเกตบอล แกฟังนะ มีอยู่ 3 ข้อง่ายๆเท่านั้น 1. ใครอยากได้ลูกมากกว่ากัน 2. ใครอยากทำแต้มมากกว่ากัน และ 3. ใครกระหายที่จะชนะการรีบาวด์มากกว่ากัน... ทีนี้ถ้าแกเข้าใจแล้วลงไปทำแบบที่ข้าบอกซะ" 

"จำไว้ไอ้น้อง ไม่เกี่ยวเลยว่าแกจะเพิ่งลงเครื่องมาจากแอฟริกา เพราะคนที่แข็งแกร่งที่สุดในสนามคือคนที่ไม่ยอมแพ้ และพยายามมากกว่าคนอื่นเท่านั้นแหละ" นี่คือสิ่งที่ฮาคีมเล่าให้กับเว็บไซต์ของ NBA ฟัง

คำสอนนี้เหมือนกับที่พ่อของฮาคีมเคยบอกกับเขาก่อนมาอเมริกา... อย่าเลียนแบบใคร แต่จงเชื่อมั่นในตัวเองให้มากที่สุดเข้าไว้ 

 5

"พ่อสอนให้เรา (ลูกๆ) ซี่อสัตย์ต่อตัวเอง ทำงานให้หนักปานรากเลือด ให้ความเคารพแก่ผู้อาวุโส แต่จงอย่าลืมเชื่อมั่นในความสามารถของตัวเองด้วย" คำสอนของพ่อเขาตีความได้ตรงกับที่ โมเซส มาโลน สอนในภายหลังไม่ผิดเพี้ยน 

หลังจากนั้น ทั้งคู่กลายเป็นคู่ซี้ต่างวัย มาโลน เป็นพี่ใหญ่ที่มีอิทธิพลต่อการเล่นของ ฮาคีม มาก ช่วงเวลาที่สนิทกัน ฮาคีมใช้เวลาเพียง 2 ปีก้าวเข้าสู่ระบบดราฟต์เข้าสู่ NBA ในปี 1984 และแน่นอน ฮิวส์ตัน ร็อคเก็ตส์ คือทีมที่ได้ตัวเขาไป แถมยังเป็นในฐานะ "ดราฟต์เบอร์ 1" เสียด้วย

ลุยเลยน้องชาย

แม้จะน่าเสียดายที่ โมเซส มาโลน ย้ายไปอยู่ ฟิลาเดลเฟีย เซเว่นตี้ซิกเซอร์ส หลังจากที่ได้สอน ฮาคีม ไม่นาน แต่มองอีกมุม มันก็เป็นการเปิดโอกาสให้ ฮาคีม ขึ้นมาฉายแสงแบบเต็มที่ในปีแรกที่ NBA

 6

และปี 1984 คือปีที่ยอดเยี่ยมที่สุดปีหนึ่งของ ร็อคเก็ตส์ การได้ ฮาคีม โอลาจูวอน เข้ามาเป็นสมาชิกเต็มตัว คือส่วนเติมเต็มในการไล่บดขยี้คู่แข่งขนานแท้ ฮาคีมได้คู่หูใหม่ด้วยเป็นสองประสานกับ ราล์ฟ แซมพ์สัน ที่สูง 224 เซนติเมตร ทั้งคู่ถูกเรียกว่า "หอคอยคู่แห่ง NBA" และตัวของ ฮาคีม ทำคะแนนเฉลี่ย 20.6 แต้ม, 11.9 รีบาวด์ และ 2.7 บล็อก ในฐานะรุกกี้   

ความจริงสถิตินี้ควรจะมากพอที่ทำให้เขาคว้ารางวัล รุกกี้ ออฟ เดอะ เยียร์ ได้สบายๆ แต่น่าเสียดายที่ปีนั้นกลับเป็นปีเดียวกับที่ ไมเคิล จอร์แดน แจ้งเกิดกับ ชิคาโก้ บูลส์ ซึ่งสุดท้าย จอร์แดน ก็คว้ารางวัลดังกล่าวไปครอง 

แต่ละปีผ่านไปด้วยการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ การติดต่อระหว่าง ฮาคีม และ มาโลน ยังดำเนินต่อไป เขารู้ว่าตัวเองจะเป็นผู้เล่นที่ดีขึ้นได้หากฟังคำวิจารณ์ของ มาโลน ซึ่งเขาไม่ได้คิดไปเองเพราะเขาพิสูจน์มันด้วยการลงมือทำแล้ว

 7

"เมื่อได้ลงสนาม โมเซส ไม่เคยหยุดพัก ไม่เคยเบรกอะไรทั้งสิ้น เขาทำงานหนักมากเมื่ออยู่บนสนาม ทำแต้ม รีบาวด์ และสไตล์นั้นทำให้ผมรู้สึกได้ด้วยตัวเองเลยว่ามันยอดมาก ทุกครั้งที่เขาเอาชนะในการดวลเขาจะหันมาหัวเราะใส่คุณ และถ้าคุณหยุดพักหายใจเมื่อไหร่ เขาจะฉีกและขยี้คุณแบบไม่มีปราณี" 

"ตอนนั้นผมผ่านเขาไม่ได้หรอก เพราะเขาแข็งแกร่งมาก แต่ผมได้เรียนรู้ที่จะใช้ความเร็วและความว่องไว เคลื่อนไหวให้มากที่สุด และนั่นคือวิธีการสร้างเกมของผมล่ะ" ฮาคีม เล่าถึงสไตล์ที่ได้อิทธิพลมาจากลูกพี่ 

สไตล์การเล่นแบบนั้นเองที่ทำให้เขาได้รับการยกย่องว่า เป็นผู้เล่นตำแหน่งเซ็นเตอร์ที่เล่นได้เนียนตาที่สุด นอกจากจะเรื่องการทำแต้มแล้วสิ่งที่พัฒนาเมื่อเขาโตขึ้น คือการเล่นเกมรับที่ยากที่ใครจะผ่านได้ จนคว้ารางวัลผู้เล่นเกมรับยอดเยี่ยมถึง 2 สมัย และที่สุดแล้วคือการคว้าแชมป์ NBA 2 ปีติดต่อกันกับ ร็อคเก็ตส์ ในปี 1994 และ 1995

ไม่มีวันลืม

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของ ฮาคีม โอลาจูวอน คือยุค '90s อันแสนคลาสสิก ในเวลานั้น โมเซส มาโลน ลงเล่นเป็นฤดูกาลสุดท้ายในปี 1995 ด้วยวัย 40 ปี เขาปิดตำนานผู้เล่น MVP 3 สมัย แต่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันคือการสร้างปรากฎการณ์ให้กับรุ่นน้องจากไนจีเรียที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะเก่งกาจได้ขนาดนี้ 

 8

ในปี 2003 ทั้งคู่กับมาพบอีกครั้งในเกม ออลสตาร์ ที่แอตแลนต้า ในสถานะเดียวกัน นั่นคือตำนานของ NBA พวกเขานั่งข้างกันและคุยกันเหมือนกับวันเก่าๆ วันที่ ฮาคีม ยังได้แต่นั่งมอง มาโลน ดังก์อย่างดุดันจนตาค้าง 

"ผ่านมานานแล้วนะน้องชาย" โมเซส มาโลน ยักไหล่และยิ้มให้กับ ฮาคีม ช่างเป็นภาพที่ประทับใจ แม้ฮาคีม จะเป็นใหญ่เป็นโตและเป็นผู้เล่นระดับปรากฎการณ์คนหนึ่งของ NBA แต่เมื่อมีคนถามถึงความสำเร็จของเขา เขามักจะบอกเสมอว่า "ไม่ได้ โมเซส ผมไม่รอดแน่"

"คุณเห็นสิ่งที่เขาทำมาตลอดทั้งอาชีพใน NBA หรือเปล่า? นั่นล่ะคือเหตุผลที่ว่าทำไมเด็กๆจำเป็นต้องมีคุณครูที่ดี" ฮาคีมกล่าวกับเว็บไซต์ NBA.com

"ผมเองคงไม่มีวันประสบความสำเร็จได้แน่ หากไม่ได้เจอกับโมเซสในสนามซ้อมที่ฟอนดี จริงอยู่ผมเรียนรู้เรื่องกฎ เบสิค และวิธีการต่างๆเองได้ แต่สิ่งที่ได้จากโมเซส คือเขาทำให้ผมเข้าใจว่ามีวิธีไหนบ้างที่ทำให้สิ่งที่ผมศึกษามาเป็นจริงได้" 

ฮาคีม ประกาศเลิกเล่นในปี 2002 และในปี 2008 เขาก็ถูกเสนอชื่อเข้าสู่ ฮอลล์ ออฟ เฟม ของ NBA... และนั่นคือเกียรติยศสูงสุดที่เขาได้รับ

ทว่าสำหรับอาจารย์ของเขา โมเซส มาโลน ในวัย 60 ปี เสียชีวิตในปี 2015 ด้วยโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ และในพิธีฝังศพที่ ฮิวส์ตัน รัฐเท็กซัส แขกคนแรกๆที่มาถึงคือ ฮาคีม โอลาจูวอน ที่มาส่งลูกพี่ของเขาขึ้นสวรรค์

 9

ช่วงเวลาที่ฮาคีมประสบความสำเร็จในฐานะนักบาส เขาบอกเสมอว่าเขาเก่งขึ้นได้เพราะมาโลน แต่ในวันที่ลูกพี่ของเขาเสียชีวิต คำกล่าวของฮาคีมเปลี่ยนไป... ไม่ใช่แค่วิธีการเล่นเท่านั้น แต่ โมเซส มาโลน คือคนที่เขากล้าก้มหัวให้ในฐานะผู้ชายผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ว่าจะมองจากมุมไหนก็ตาม

"โมเซส เป็นคนที่มีความหมายต่อผมมาก เขาสร้างผลกระทบมากมายในชีวิตผม ไม่ใช่แค่บาสเกตบอล แต่มันรวมถึงการเป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งด้วย... เขาเป็นคนดี สุภาพ และจิตใจดียิ่งกว่าใคร" ฮาคีมกล่าวส่งท้ายก่อนลูกพี่ของเขาจะถูกดินกลบหน้า

ร่างกายของ โมเซส มาโลน อาจจะมลายหายไปตามกาลเวลา แต่เรื่องราวความยิ่งใหญ่ของเขาจะถูกเล่าขานไปไม่รู้จบ อย่างน้อยๆ ก็จากปากของ ฮาคีม โอลาจูวอน ผู้ยิ่งใหญ่แห่ง NBA คนนี้