"มารูยาน เฟลไลนี" : ตำนานการขึ้นโหม่งที่กองหลังทั้งโลกป้องกันไม่ได้

"มารูยาน เฟลไลนี" : ตำนานการขึ้นโหม่งที่กองหลังทั้งโลกป้องกันไม่ได้
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

"ผมคือผู้เล่นที่รู้คุณสมบัติของตัวเอง ผมรู้ว่าอะไรผมทำได้ และอะไรที่ผมทำไม่ได้" มารูยาน เฟลไลนี กล่าวกับ New York Times

กองกลางชาวเบลเยียมอาจจะมีผลงานปนเปกันไปในสีเสื้อปีศาจแดง ก่อนจะอำลาทีมไปอยู่กับ ซานตง ลู่เหนิง ในลีกจีน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าครั้งหนึ่ง เขาคือนักเตะที่เล่นลูกกลางอากาศได้อันตรายที่สุดในเวทีพรีเมียร์ลีก

บางฤดูกาล เขามีสถิติดีกว่ากองหลังระดับท็อปอย่าง ริโอ เฟอร์ดินานด์ หรือบางปีเขาสามารถสถาปนาตัวเองเป็นกองกลางที่เล่นลูกกลางอากาศดีที่สุดในยุโรปเลยด้วยซ้ำ (เมื่อนับเฉพาะ 5 ลีกใหญ่ อังกฤษ อิตาลี สเปน เยอรมัน ฝรั่งเศส)

 

เขาทำได้อย่างไร ร่วมหาคำตอบไปพร้อมกับ Main Stand

จากนักวิ่งสู่นักฟุตบอล 

แม้ว่าฟุตบอลจะเป็นกีฬาอันดับ 1 ของเบลเยียม แต่ในวัยเด็ก เฟลไลนี ไม่ได้พิศมัยในเสน่ห์ในกีฬาชนิดนี้มากนัก เขากลับชื่นชอบการวิ่งอย่างเป็นชีวิตจิตใจ ถึงขนาดวิ่งไปโรงเรียนทุกวัน แทนที่จะนั่งรถบัสหรือรถยนต์เหมือนเพื่อนคนอื่น 

 1

แต่ อับเดลลาติฟ พ่อของเขาที่เป็นเป็นชาวโมร็อคโคอพยพ และเคยเป็นอดีตนักฟุตบอลอาชีพมาก่อน ไม่ได้คิดเช่นนั้น เขาอยากให้ลูกเดินตามรอยเขา จึงส่ง มารูยาน ไปเรียนฟุตบอลกับอะคาเดมีของ อันเดอร์เลช ทีมยักษ์ใหญ่ของประเทศตอนเขาอายุ 8 ขวบ 

และ มารูยาน ก็ทำผลงานได้อย่างสุดยอดกับกีฬาใหม่ของเขา เมื่อจัดการยิงไปถึง 26 ประตูในฤดูกาลแรก และ 37 ประตูในฤดูกาลต่อมาให้กับทีมเยาวชนอันเดอร์เลช แต่ถึงอย่างนั้น ในใจของเขาก็ยังคิดถึงการเป็นนักวิ่งไม่เปลี่ยนแปลง 

“เขาเป็นนักวิ่งระยะไกลที่ดี ในตอนนั้นเขามุ่งมั่นที่จะเป็นนักวิ่ง” พอล แชร์เปน ที่เคยดูแลอคาเดมีของอันเดอร์เลช สมัยที่เฟลไลนีอยู่ที่นั่น กล่าวกับ BBC Sport

“ตอนเขาอายุ 10 หรือ 11 ขวบนี่แหละ เราคุยกับพ่อของเขาว่าจะเซ็นสัญญาเขา แต่เขาอยากเป็นนักกรีฑามากกว่า ระยะ 10,000 เมตรคือสิ่งที่เขาถนัด” 

แม้สุดท้ายทั้งการเซ็นสัญญากับอันเดอร์เลช และการเป็นนักวิ่งจะไม่ได้เกิดขึ้นทั้งคู่ เมื่อเฟลไลนีต้องออกจากทีม เพราะพ่อของเขาได้งานใหม่ที่ไกลออกไปจากที่เดิมถึง 60 กิโลเมตร แต่เขาก็ยังอยู่ในเส้นทางฟุตบอล เขาย้ายไปเล่นให้กับทีมเยาวชนอีกหลายสโมสร ก่อนจะได้เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกกับ สตองดาร์ด ลีแอช ทีมดังของเบลเยียม

 2

และมันก็กลายเป็นโอกาสสำคัญในชีวิตของเขา เมื่อ เฟลไลนี ก้าวขึ้นมานักเตะตัวหลักของ ลีแอช ตั้งแต่อายุ 19 ปี และมีชื่อติดทีมชาติชุดใหญ่ในเดือนพฤษภาคม 2007 หรือหลังเล่นลีกอาชีพได้ไม่ถึงปี ก่อนฤดูกาลต่อมา เขาจะมีส่วนสำคัญช่วยให้ลีแอช คว้าแชมป์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 25 ปี 

“โจฮาน (บอสแคมป์ ผู้จัดการทีมลีแอช) เอาเขามาที่ลีแอช และให้เขาขึ้นมาเล่นในทีมชุดใหญ่เมื่อปี 2006 เขาให้โอกาสเขา ที่ไม่มีใครทำอย่างนั้นได้ 6 เดือนต่อมาเขาก็อยู่ในทีมชาติเบลเยียม” แชร์เปนอธิบาย
ผลงานที่ยอดเยี่ยมของเฟลไลนี ทำให้เขาได้รับการจับตามองไปทั่วยุโรป เขากลายเป็นดาวรุ่งเนื้อหอม ที่ทั้ง ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์, แอสตัน วิลลา, เรอัล มาดริด และ บาเยิร์น มิวนิค ต่างให้ความสนใจ 
แต่สุดท้ายก็กลายเป็น เอฟเวอร์ตัน ที่ได้ลายเซ็นเขาไปครอง หลัง เดวิด มอยส์ นั่งเครื่องบินเจ็ตไปเบลเยียม เพื่อเซ็นสัญญากับเขาในวันสุดท้ายของตลาดนักเตะหน้าร้อน ด้วยค่าตัว 15 ล้านปอนด์ ที่เป็นสถิติสโมสร และสถิตินักเตะเบลเยียมค่าตัวแพงที่สุดในตอนนั้น และพรีเมียร์ลีก ก็กลายเป็นเวทีที่ทำให้ทั่วโลกได้รู้จักเขา

ลูกโหม่งคือเครื่องหมายการค้า

เอฟเวอร์ตัน อาจจะไม่ได้ประสบความสำเร็จในตลาดนักเตะเมื่อฤดูกาล 2008-09 เพราะนอกจากเฟลไลนี พวกเขาได้นักเตะมาเสริมทัพเพียงแค่ 3 คนคือ ลาร์ส ยาร์คอบเซน, คาร์โล แนช และ หลุยส์ ซาฮา แต่นั่นก็กลายเป็นหนึ่งในฤดูกาลที่น่าจดจำของพวกเขา

 3

เฟลไลนี เข้ามาเป็นส่วนผสมผสานที่ลงตัวของเอฟเวอร์ตัน เขาใช้เวลาไม่นานก็สามารถปรับตัวเข้ากับบอลอังกฤษ ก่อนจะแผลงฤทธิ์ด้วยลูกโหม่งซึ่งเป็นอาวุธเด็ด ที่ทำให้เอฟเวอร์ตัน กลายเป็นทีมที่น่ากลัวในลูกกลางอากาศ 

ฤดูกาลแรก เฟลไลนียิงให้ทีมไปถึง 9 ประตูในทุกรายการ คว้ารางวัลดาวซัลโวร่วมของสโมสรร่วมกับ ทิม เคฮิลล์ จอมโหม่งชาวออสเตรเลีย และช่วยให้ทีมเข้าไปถึงนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ก่อนจะทำได้เพียงแค่รองแชมป์หลังพ่ายเชลซีในนัดชิงดำ 

“มาโร (เฟลไลนี) ตัวใหญ่และเร็ว แน่นอนเขามีลักษณะทางร่างกายที่เหมาะกับการเล่นในอังกฤษ” อิกอร์ เด คามาร์โก นักเตะทีมชาติเบลเยียมเชื้อสายบราซิลที่เคยเล่นกับเฟลไลนีที่ลีแอชกล่าวกับ BBC Sport

“และมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องน่าแปลกใจสำหรับผมที่เขายิงประตูได้มากมาย ที่ลีแอช เขามักจะเล่นในตำแหน่งกองกลาง แต่เขามีเท้าที่ยาวที่จะขึ้นไปข้างหน้าได้เร็ว และทำประตูได้ด้วยการโหม่ง สำหรับเขา การเล่นในแดนหน้าก็ไม่ใช่ปัญหา”

และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เฟลไลนี ได้ความสนใจมากขึ้น ในขณะเดียวกันเขาเองก็ค่อยๆ พัฒนาฝีเท้าและก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตัวอันตรายของลีก ลูกโหม่งกลางอากาศของเขานั้นยากจะรับมือ เพราะมันทั้งแม่นยำ และทรงพลัง ที่กลายเป็นเครื่องหมายการค้า ทั้งตอนที่เล่นให้ท็อฟฟีสีน้ำเงิน และตอนย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 

 4

บางฤดูกาลเฟลไลนี มีสถิติที่ดีกว่ากองหลังระดับท็อปหลายคน ตัวอย่างเช่นฤดูกาล 2012-13 ซึ่งเป็นฤดูกาลสุดท้ายกับ เอฟเวอร์ตัน เฟลไลนี มีสถิติการเล่นลูกกลางอากาศที่ดีกว่านักเตะของปีศาจแดง ว่าที่ทีมใหม่ของเขา ทุกคน โดยมากกว่า เนมันยา วิดิช 2 เท่า และ ฟิล โจนส์ถึง 5 เท่า 

ในซีซั่นนั้น เขาลงเล่นไป 31 เกม ขึ้นดวลลูกกลางอากาศ 253 ครั้ง และชนะถึง 151 ครั้ง ส่วนวิดิช นักเตะที่มีสถิติดีที่สุดของ แมนฯ ยูไนเต็ด ขึ้นดวล 120 ครั้งและชนะ 80 ครั้ง รองลงมาเป็น ปาทริซ เอฟรา ขึ้นดวล 111 ครั้งชนะ 69 ครั้ง ในขณะที่ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ขึ้นดวลทั้งสิ้น 81 ครั้งและเอาชนะได้เพียง 46 ครั้ง 

หรือในฤดูกาล 2016-17 กองกลางทีมชาติเบลเยียม กลายเป็นนักเตะที่มีสถิติกลางอากาศไร้เทียมทานของทวีป เมื่อเขาสามารถเอาชนะคู่แข่งได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ มากที่สุดในตำแหน่งกองกลางของพรีเมียร์ลีก และดีที่สุดสำหรับผู้เล่นตำแหน่งกองกลางใน 5 ลีกใหญ่ของยุโรป จากการรายงานของ Squawka.com 

“เขาสามารถใช้อกควบคุมบอลได้อย่างยอดเยี่ยม เขาคือคนที่ใช้อกคุมบอลได้ดีที่สุดในโลก” เดวิด มอยส์ ที่เคยร่วมงานกับเฟลไลนี ที่เอฟเวอร์ตัน และ แมนฯ ยูไนเต็ด กล่าวกับ talkSPORT

“ไม่ว่าบอลจะมาแบบไหน เขาสามารถเอามันลงได้ เหมือนดูดเข้ามา และนุ่มนวล” 

 5

นอกจากนี้ ด้วยความที่โดดเด่นในเรื่องนี้ ทำให้เฟลไลนี มักจะถูกดันไปเล่นกองตัวเป้าหรือกองหน้าตัวต่ำอยู่บ่อยครั้ง ทั้งสมัยที่เล่นกับ เอฟเวอร์ตัน และกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในยุคของมอยส์, หลุยส์ ฟาน กัล และ โชเซ มูรินโญ และกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสารพัดประโยชน์ของทีม

“เขาเป็นจอมเทคนิคที่มีพรสวรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนใช้อกพักบอล เขาเป็นคนที่จัดการได้ยากในลูกกลางอากาศ แถมยังมีความฟิตที่ยอดเยี่ยม” มอยส์กล่าวในคอลัมน์ของเขาใน Sunday Times 

“มันยากที่จะจัดประเภทสำหรับเขา ในระดับทวีปเขาคือผู้เล่นหมายเลข 8 เป็นกองกลางแบบบ็อกซ์ทูบ็อกซ์ที่มีทักษะที่ยอดเยี่ยมและร่างกายที่แข็งแกร่งในกรอบเขตโทษทั้งสองฝั่ง”  

“เขาเป็นผู้เล่นที่ต่างออกไปจากที่เคยมีมา เป็นคนที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับเกม และสามารถช่วยทำประตู ผมรู้สึกว่าเขายังมีศักยภาพ และเป็นผู้เล่นที่ดีของยูไนเต็ดคนหนึ่ง”

และเฟลไลนี ก็ไม่ทำให้ผู้จัดการทีมต้องผิดหวังเมื่อได้รับโอกาส เขามักจะเป็นคนยิงประตูสำคัญให้ทีมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นประตูในเกมเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในศึกแมนเชสเตอร์ดาร์บีแมตช์ฤดูกาล 2014-15 ที่เขาโหม่งให้ทีมออกนำ 2-1 ก่อนจะเอาชนะไปได้ 4-2 หรือการถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองใน รอบรองชนะเลิศลีกคัพนัดที่ 2 ที่พบกับฮัลล์ เมื่อฤดูกาล 2016-17 ให้ทีมนำห่าง 2-0 ก่อนสุดท้ายจะเข้าไปคว้าแชมป์ในปีนั้น 

หรือประตูในนัดพบ เซลตา บิโก ในรอบรองชนะเลิศ ยูโรปาลีกนัดแรก ที่ท้ายที่สุดแมนฯ ยูไนเต็ด ก็คว้าแชมป์มาครองได้อีกรายการ โดยเฟลไลนีมีชื่อเป็นหนึ่งในผู้ทำแอสซิสต์ในนัดชิง หรือประตูสุดท้ายในพรีเมียร์ลีกในสีเสื้อปีศาจแดง ที่โหม่งพาทีมคว้าชัยเหนือ อาร์เซนอล ในนาทีสุดท้ายในฤดูกาล 2017-18 

 6

“ผมเป็นผู้เล่นรู้คุณสมบัติของตัวเอง ผมรู้ว่าผมทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้” เฟลไลนี กล่าวกับ New York Times 

“ถ้าผมทำได้ ผมจะทำมัน ถ้าผมทำไม่ได้ ผมจะส่งบอลให้คนอื่น” 

อย่างไรก็ดี การเล่นลูกกลางอากาศไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในลีกที่เต็มไปด้วยผู้เล่นสูงใหญ่อย่างพรีเมียร์ลีก แต่เฟลไลนีทำเหมือนปอกกล้วยเข้าปากได้อย่างไร?

ไม่ใช่แค่ส่วนสูง 

เฟลไลนี เป็นนักเตะทีมีร่างกายที่สูงใหญ่ เขามีส่วนสูงถึง 194 เซนติเมตร เปรียบเสมือนหอคอยที่เด่นตระหง่านในแผงกองกลาง แต่มันก็เป็นเพียงปัจจัยเสริมเท่านั้น เมื่อสิ่งสำคัญที่สุดของเขาคือการอยู่ถูกที่ถูกเวลา 

 7

แข้งหัวฟู ถือเป็นผู้เล่นที่หาพื้นที่เก่งไม่แพ้กองหน้าคนหนึ่ง แม้ส่วนสูงเขาจะเป็นเป้าหมายหลักที่ทำให้เขาโดนประกบ แต่เฟลไลนี ก็สลัดหนี หรือชิงจังหวะได้ก่อนแทบทุกครั้ง 

“การหาพื้นที่ว่างสำหรับผมค่อนข้างเป็นเรื่องยาก เนื่องจากผมมักจะเป็นจุดสนใจตอนที่อยู่ในพื้นที่นั้น แต่ตอนนี้ผมก็ชินกับมันแล้ว พอบอลเข้ามาในเขตโทษ ผมจะพยายามสลัดตัวเองออกจากกองหลัง ด้วยการเคลื่อนที่ให้มากที่สุด ผมจึงสามารถโหม่งบอลได้” เฟลไลนีเผยกับ FourFourTwo

และสิ่งที่ทำให้เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้คือจังหวะการกระโดด เขาพยายามฝึกฝนอย่างจริงจังในสนามซ้อม เพื่อหาจังหวะที่เหมาะสมกับตัวเอง และเตรียมพร้อมอยู่เสมอยามลงสนามจริง 

“ผมพยายามกระโดดให้มาก เพราะว่าจังหวะคือสิ่งสำคัญที่สุดเวลาที่คุณอยากเอาชนะการโหม่ง คุณต้องดีกว่าคู่แข่งในจังหวะของการกระโดด ในการฝึกซ้อม ผมจะฝึกโหม่งหน้าประตูให้มาก” เฟลไลนีกล่าวต่อ 

“คุณต้องซ้อมให้เป็นกิจวัตร คุณก็จะกลายเป็นคนที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดีระหว่างเกม ดังนั้นคุณต้องอยู่ที่นั่นในช่วงเวลาที่เหมาะสม การฝึกซ้อมให้มากเป็นเรื่องยาก เมื่อคุณต้องเล่นถึง 2 เกมต่อสัปดาห์ แต่ถ้ามีเวลาเมื่อไร ผมจะทำมัน” 

ในขณะเดียวกัน เฟลไลนี ก็ยอมรับว่าเขาจำเป็นต้องใช้จิตวิทยาเข้าช่วยในการต่อสู้หน้าปากประตู เขามักจะผลักหรือดึงเสื้อคู่แข่งอยู่เสมอ แต่พยายามไม่ให้ฟาวล์ ที่หากได้ผลมันจะทำให้คู่แข่งกระวนกระวายเมื่อต้องรับมือเขา 

“ถ้าคุณไม่ได้ว่าง คุณจำเป็นต้องดึงกองหลังโดยไม่ทำฟาวล์ ผมพยายามที่จะเอาชนะการดวลกับคู่แข่งอยู่เสมอ และบางครั้งคุณจะทำได้ดีกว่าด้วยประสบการณ์”  

“ผมจะลองผลักกองหลังเล็กน้อย และทำให้พวกเขารู้สึกไม่มั่นคง ถ้าคุณสามารถเริ่มด้วยการเอาชนะได้ในการโหม่งครั้งแรกหรือครั้งที่สองในเกม คุณจะเริ่มเหนือกว่ากองหลัง หลังจากนั้นเขาก็จะเริ่มกระวนกระวาย” 

 8

แต่สิ่งสำคัญที่สุคคือสภาพจิตใจ และความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ โดยเฉพาะในลีกที่เต็มไปด้วยผู้เล่นสูงใหญ่อย่างพรีเมียร์ลีก เขาเองอาจจะไม่ใช่ผู้เล่นขาโหดที่ไล่อัดคู่แข่ง แต่ในจังหวะชิงโหม่งเขามักจะแสดงความดุดันเพื่อเอาชนะอยู่เสมอ 

“เพราะว่าผมเป็นคนตัวสูง ลูกโหม่งจึงเป็นหนึ่งในความแข็งแกร่งของผม แต่ไม่ใช่แค่คุณสูง คุณต้องมีความมุ่งมั่นมากกว่าคู่แข่งด้วย” เฟลไลนีกล่าว 

“ในอังกฤษ การทำประตูเกิดขึ้นได้ยากเพราะกองหลังต่างแข็งแรงและดุดัน คุณต้องมีความดุดันมากกว่าพวกเขา และอยากจะเอาบอลมามากกว่าพวกเขา จากนั้นคุณต้องเอาหัวของคุณไปที่บอลให้ได้ซักครั้งหนึ่ง พลังที่หัวต้องถูกต้อง และแน่นอนต้องอยู่ในตำแหน่งที่ดี” 

อย่างไรก็ดี เหนือสิ่งอื่นใดคือการเล่นเป็นทีม เพราะฟุตบอลไม่ใช่กีฬาที่เล่นคนเดียว จำเป็นต้องมีเพื่อนร่วมทีมช่วยซัพพอร์ทกันและกัน ด้วยทัศนคตินี้จึงทำให้ทุกการโหม่งของเขาเต็มไปด้วยประสิทธิภาพ 

“มันไม่ใช่แค่การโหม่งเพื่อทำประตู บางครั้งคุณจำเป็นต้องโหม่งตั้งให้คนอื่น คุณต้องปรับวิธีการโหม่งด้วยความรู้สึก ทำให้แน่ใจว่าใช้พลังได้พอเหมาะและถูกทิศ”  

“คุณยังต้องจำเป็นมีมุมมองในกว้างว่าเพื่อนร่วมทีมอยู่ตรงไหน และเช่นกันคุณต้องทำอย่างต่อเนื่องจนชำนาญในการฝึกซ้อม ฝึกโหม่งบอลที่ผู้รักษาประตูเตะออกมา จังหวะในการกระโดดเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน” 

แม้ปัจจุบันเฟลไลนี จะยุติชีวิตกว่า 10 ปีในพรีเมียร์ลีก ด้วยการย้ายไปค้าแข้งกับ ซานตง ลู่เหนิง ในไชนีสซูเปอร์ลีก ของแดนมังกรตั้งแต่ต้นปี 2019 แต่เขาก็ทิ้งสถิติที่น่าทึ่งเอาไว้ในลีกแดนผู้ดี โดยเฉพาะในลูกกลางอากาศ 

มิดฟิลด์วัย 31 ปี ยิงไปถึง 37 ประตูกับอีก 16 แอสซิสต์ จาก 260 นัดซึ่งถือว่าไม่น้อยจากผู้เล่นในตำแหน่งกองกลางโดยธรรมชาติ โดย 15 ประตูหรือเกือบครึ่งที่ทำได้ยังมามาจากการโหม่งอีกด้วย 

แน่นอนว่าเขายังเป็นเจ้าของสถิติกองกลางที่เอาชนะลูกกลางอากาศได้มากที่สุดตลอดกาลของพรีเมียร์ลีก หลังเอาชนะคู่แข่งได้ถึง 895 ครั้ง และรั้งอยู่ในอันดับ 6 หากนับรวมจากทุกตำแหน่ง และมีสถิติโหม่งเคลียร์บอลถึง 413 ครั้ง รั้งอยู่ในอันดับ 3 ของตำแหน่งมิดฟิลด์  

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเขาคือผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้อย่างแท้จริง เขาสามารถทำได้ทั้งโหม่งทำประตู และโหม่งตั้งให้กับเพื่อนร่วมทีม รวมไปถึงการโหม่งสกัดยามต้องเล่นเกมรับ 

 9

อย่างไรก็ดี สิ่งสำคัญที่ทำให้เขามาได้ถึงจุดนี้คือหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ เพราะเฟลไลนี ต้องเจอกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ไม่น้อย รวมไปถึงเสียงดูถูกจากแฟนบอล แต่สุดท้ายเขาก็เอาชนะด้วยผลงานในสนาม 

“เขาคือนักสู้ คือชายที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ผมรู้สึกดีจริงๆ ที่ช่วยให้เขาขึ้นไปถึงระดับนี้ และสามารถเปลี่ยนความคิดของแฟนบอลได้” มูรินโญกล่าวกับ The Natonal 

มันคือความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะ ทั้งชนะคู่แข่ง และชนะใจแฟนบอล เหมือนกับตอนที่เขาดวลกับคู่ต่อสู้กลางอากาศ ที่เขาทำได้ดีเสมอมา จนได้รับการยอมรับว่าเป็นนักเตะที่เล่นลูกกลางอากาศได้ดีที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ 

“การเดินทางของผม ชีวิตของผม ไม่เคยมีอะไรง่าย ผมต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มันมา” 

“มันต้องเจอกับความกดดันและคำตำหนิมากมาย มันไม่ใช่ประสบการณ์ที่ดี แต่มันเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญของชีวิตที่ต้องก้าวผ่าน แต่สุดท้ายผมผ่านมาได้และแข็งแกร่งขึ้น ผมผ่านการทดสอบ ผมมีตัวตน และผมคว้าแชมป์” เฟลไลนีทิ้งท้าย