สงครามคืนวันพุธ : เกมหักเหลี่ยมโหดทางธุรกิจของ WWE vs AEW

สงครามคืนวันพุธ : เกมหักเหลี่ยมโหดทางธุรกิจของ WWE vs AEW
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

นานแค่ไหนแล้วที่คุณรู้สึกว่าวงการมวยปล้ำช่างน่าเบื่อ?

นับตั้งแต่การสิ้นสุดของ “สงครามคืนวันจันทร์” อันส่งผลถึงการล่มสลายของ WCW เมื่อปี 2001 นับแต่นั้น WWE ครองความเป็นใหญ่ในวงการมวยปล้ำมายาวนานเกือบ 20 ปี โดยไม่มีคู่แข่งรายได้เข้ามาสั่นคลอนบัลลังก์ของพวกเขาได้เลย

การผูกขาดทางธุรกิจ นำมาซึ่งคุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ลดน้อยถอยลง แฟนมวยปล้ำมากมายเบื่อหน่ายรายการโทรทัศน์เพื่อเด็กและเยาวชน พวกเขาต้องความบันเทิงที่บ้าคลั่งและแปลกใหม่ เหมือนที่เคยกันจนชินชาในช่วงสงครามวันจันทร์

 

ปี 2019 เวลาที่แฟนมวยปล้ำรอคอยกลับมาอีกครั้ง เมื่อค่ายมวยปล้ำน้องใหม่ไฟแรง AEW ท้าชน WWE ด้วยส่งรายการทีวีลงวัดเรตติ้งในคืนวันพุธ ก่อนกำเนิดสงครามครั้งใหม่ในวงการมวยปล้ำอีกครั้ง

“สงครามคืนวันพุธ” (Wednesday Night War) มีความเป็นมาอย่างไร? เราขอพาทุกท่านไปชมเรื่องราวการหักเหลี่ยมโหดของ WWE และ AEW ที่จะให้วงการมวยปล้ำร้อนแรง และดุเดือดกว่าที่เคยเป็นมา

ระเบิดไดนาไมต์

สงครามคืนวันพุธ เริ่มต้นขึ้นจากการถือกำเนิดของ AEW หรือ All Elite Wrestling (ออล อีลิท เรสลิ่ง) สมาคมมวยปล้ำที่การก่อตั้งจาก โทนี่ ข่าน นักธุรกิจรุ่นใหม่ไฟแรง ลูกชายของ ชาฮิด ข่าน มหาเศรษฐีเชื้อสายปากีสถาน ผู้มีทรัพย์สินเฉียด 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ เจ้าของทีมกีฬา ฟูแล่ม เอฟซี และ แจ็คสันวิลล์ จากัวร์ส

 1

ทันทีที่ AEW เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ภูมิทัศน์ของวงการมวยปล้ำที่เคยเป็นมายาวนานเกือบ 20 ปี นั่นคือการผูกขาดตลาดทั้งหมดโดยสมาคม WWE แทบจะเปลี่ยนไปทันที 

สื่อกีฬาชื่อดังอย่าง CBS Sports เรียกขาน AEW ว่าเป็น “สมาคมมวยปล้ำแห่งแรกในรอบ 2 ทศวรรษ ที่ได้รับการหนุนหลังจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่ และมีความสามารถที่จะแข่งขันกับ WWE”

คำคาดการณ์ของ CBS Sports ไม่ได้เกินจากความเป็นจริง ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019 AEW ตั๋ว 11,000 ใบ สำหรับอีเวนต์แรกของพวกเขา ALL OUT ซึ่งจะจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม ขายหมดลงภายในเวลาเพียง 4 นาที ความสำเร็จดังกล่าวปูทางให้ AEW ลงมือจัดอีเวนต์อีก 3 ครั้ง ลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงเดือนสิงหาคม

ถึงจะประสบความสำเร็จในการจัดโชว์เดี่ยว หรือ เพย์-เพอร์ วิว มากเท่าใด AEW รู้ดีว่า แนวทางนี้ไม่สามารถเทียบเคียงกับ WWE ได้เลย เพราะในช่วงเวลาเดียวกันนั้น WWE มีรายการมวยปล้ำรายสัปดาห์เป็นของตัวเองถึง 4 รายการ นั่นคือ RAW, SmackDown, NXT และ 205 Live

สองรายการจากทั้งหมด RAW และ SmackDown คือรายการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ ส่วน NXT และ 205 Live คือรายการออนไลน์ที่ออกฉายผ่าน WWE Network เมื่อเทียบกับ AEW แล้ว พวกเขาไม่มีโชว์รายสัปดาห์ แฟนมวยปล้ำจึงต้องอดทนรอราวหนึ่งเดือน กว่าจะได้ชมผลิตภัณฑ์ใหม่จาก AEW

ด้วยเหตุนี้ AEW จึงเดินเกมอย่างรวดเร็วเพื่อยกระดับสมาคมของตัวเองขึ้นมาเป็นคู่แข่งของ WWE เดือนพฤษภาคม ปี 2019 AEW เซ็นสัญญากับ TNT ช่องโทรทัศน์ที่เคยถ่ายทอดรายการมวยปล้ำในตำนาน “WCW Monday Nitro” พร้อมกับจดลิขสิทธ์คำว่า “Wednesday Night Dynamite” ทันทีในเดือนถัดมา

 2

เดือนกรกฎาคม ปี 2019 AEW ประกาศอย่างเป็นทางการว่า รายการทีวีรายการแรกของพวกเขา “AEW Dynamite” จะออกฉายครั้งแรกในวันที่ 2 ตุลาคม 2019 โดยเป็นรายการมวยปล้ำแบบถ่ายทอดสด ความยาว 2 ชั่วโมงต่อหนึ่งตอน ออกฉายทุกวันพุธในช่วงไพร์มไทม์ (1 ทุ่ม ถึง 4 ทุ่ม เวลาแปซิฟิค) ทางช่อง TNT  

การก่อกำเนิดรายการ AEW Dynamite ถือเป็นการเปิดสงครามอย่างไม่เป็นทางการระหว่าง WWE และ AEW แม้  AEW จะยืนยันว่าพวกเขาไม่ต้องการเป็นคู่แข่งของ WWE แต่การกระทำของ AEW หลังจากนี้ จะกลายเป็นสาเหตุสำคัญ ที่จุดชนวนให้ “สงครามคืนวันพุธ” เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในที่สุด

ภัยร้ายของ WWE

ก่อนจะกล่าวถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อไป เราต้องอธิบายภาพของรายการมวยปล้ำในรอบสัปดาห์ให้เข้าใจชัดเจนเสียก่อน แต่เดิมรายการมวยมวยปล้ำจะออกฉายในวันจันทร์ และ วันอังคาร โดยรายการ RAW สังกัดวันจันทร์ ส่วน SmackDown สังกัดวันอังคาร ทั้งสองรายการออกฉายทางช่อง USA Network

 3

การที่ AEW เลือกส่งรายการโทรทัศน์ของตัวเองออกฉายในวันพุธ จึงไม่ได้มาจากเหตุผลใดนอกจากหลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับขาใหญ่อย่าง WWE ซึ่งสอดคล้องกับการยืนยันก่อนหน้านี้ของบรรดาผู้บริหารและนักมวยปล้ำของ AEW ที่ต้องการเป็นมวยปล้ำทางเลือกของ WWE มากกว่าคู่แข่งโดยตรงของ WWE

หากแต่การกระทำนอกสนามของ AEW สวนทางจากคำกล่าวของพวกเขาโดยสิ้นเชิง กลยุทธ์แรกและเป็นกลยุทธ์ที่ง่ายที่สุดของ AEW ที่จะตัดกำลังและเล่นงาน WWE คือ การคว้าตัวนักมวยปล้ำฝีมือดีจาก WWE เข้ามาร่วมงาน โดยวางแผนการอย่างแยบยลและรอบคอบ

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือการคว้าตัว จอน ม็อกลีย์ หรือที่รู้จักกันในนาม ดีน แอมโบรส อดีตแชมป์โลก WWE ที่ประกาศชัดเจนว่าจะออกจากสังกัดหลังหมดสัญญาในเดือนเมษายน และเป็นที่เชื่อกันใน WWE ขณะนั้นว่า ม็อกลีย์ จะหายไปจากวงการมวยปล้ำสักพัก และจะกลับมาปล้ำกับ WWE อีกครั้งในอนาคต

โชคร้ายที่ความจริงไม่ได้เป็นแบบนั้น ม็อกลีย์ ได้แอบพูดคุยกับ คริส เจอริโก และ โคดี้ โรดส์ สองนักมวยปล้ำผู้มีส่วนก่อตั้ง AEW ตั้งแต่สมาคมยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ 

โดย AEW กำชับให้ม็อกลีย์เก็บการพูดคุยนี้ไว้เป็นความลับ เพื่อให้ WWE ยอมปล่อยตัวเขาหลังหมดสัญญา โดยไม่แคลงใจถึงการตัดสินใจครั้งนี้ ว่ามีเหตุผลอื่นอกจากการที่ม็อกลีย์ต้องการพักผ่อนจากการปล้ำสักพัก

 4

“คนแรกนอกจากภรรยาของผม ที่รู้ว่าผมจะออกจาก WWE คือ คริส เจอริโก้” จอน ม็อกลี่ย์ ให้สัมภาษณ์ในงาน New York Comic Con

“ผมโทรไปพูดคุยกับเขา และเรื่องนี้มันเกิดขึ้นก่อนที่ทุกอย่างจะเริ่มด้วยซ้ำ ผมบอกกับเขาว่า รู้ไหม ผมจะออกจากที่นี่(WWE) ผมรู้สึกพอแล้วล่ะ แล้วเขาก็ตอบผมกลับมาว่า นายต้องมาทำงานกับเรานะ”

“ผมงงว่ามันเกิดอะไรขึ้น หลังจากนั้นประมาณห้านาที ผมก็ได้รับโทรศัพท์จาก โคดี้ โรดส์ แล้วเขาก็เริ่มเล่าถึงความลับสุดยอดที่พวกเขากำลังทำกันอยู่ ผมรู้สึกว้าว และเราก็มาอยู่ด้วยกันที่นี่”

ไม่ใช่แค่ขโมยนักมวยปล้ำของ WWE เท่านั้น AEW ยังตัดหน้าคว้านักมวยปล้ำอิสระที่ WWE ต้องการตัวอีกต่างหาก 

AEW สร้างเสียงฮือฮาไปทั่วโลกด้วยการคว้าตัว “Lucha Brothers” สองพี่น้องคู่แท็กทีมชาวเม็กซิกัน เข้าสู่สมาคมในเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา หักปากกาเซียนทุกสำนัก ที่คาดการณ์ว่าพวกเขาจะย้ายไป WWE

แต่เหตุการณ์ไหนก็ไม่หักหน้า WWE มากเท่ากับเหตุการณ์ในรายการ Hall of Fame 2019 เมื่อสมาชิกกลุ่ม D-Generation X ได้รับการเชิญเข้าสู่หอเกียรติยศ ขณะทุกคนกำลังเล่นตลกว่า พวกเขาพูดอะไรได้บ้าง โดยจะไม่ถูกไล่ออกจาก WWE ตามกฏของสมาคม

บิลลี่ กัน หนึ่งในสมาชิกของกลุ่ม ซึ่งขณะนั้นรับงานเป็นโปรดิวเซอร์ของ AEW ก็พูดขึ้นมาแบบดื้อๆว่า “เดี๋ยวก่อนนะ เขา (วินซ์ แม็คแมน) ไล่ฉันออกไม่ได้นี่ ฮ่าๆ” 

พร้อมกับรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า และท่าทีที่เปี่ยมความภาคภูมิใจของ บิลลี่ กัน เสียงเชียร์ของแฟนมวยปล้ำที่ดังลั่นทั่วสนาม ตัวตนของ AEW ถือกำเนิดขึ้นในงานที่ทรงเกียรติที่สุดของ WWE

 5

ทันที่ที่ บิลลี่ กัน พูดจบ ทริปเปิล เอช ลูกเขยของวินซ์ แม็คแมน และผู้ดำรงตำแหน่งรองผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบุคคล, รายการสด และครีเอทีฟ ได้ตอบโต้ AEW ด้วยหนึ่งในประโยคที่เผ็ดร้อนที่สุดในวงการมวยปล้ำว่า

“บิลลี่ ขอพูดตรงๆเลยนะ เขา เขา (วินซ์ แม็คแมน) จะซื้อไอ้สมาคมห่วยแตกนั่นซะ แล้วค่อยไล่นายออกจากงานอีกครั้ง”

ความมั่นใจที่แฝงอยู่ในประโยคของทริปเปิล เอช ว่า WWE จะชนะ AEW ได้อย่างง่ายดาย จะถูกเปิดเผยในอีกไม่กี่เดือนถัดมา โดยเป็นทริปเปิล เอช เองที่ทำหน้าที่เป็นหัวหอกบุกโจมตี AEW และประกาศสงครามกับค่ายมวยปล้ำน้องใหม่แห่งนี้ด้วยตัวเอง

The Empire Strikes Back

ความบาดหมางระหว่าง WWE กับ AEW ร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อในโชว์ Double or Nothing โคดี้ โรดส์ เปิดตัวเลียนแบบ ทริปเปิล เอช ด้วยการนั่งบัลลงก์ของราชา ก่อนใช้ค้อนปอนด์อันเป็นอาวุธประจำตัวของทริปเปิล เอช ทุบบัลลังก์ดังกล่าวจนพังย่อยยับเพื่อตอบโต้คำพูดของทริปเปิล เอช ในงาน Hall of Fame 2019

 6

เมื่อคู่แข่งพร้อมเปิดสงคราม WWE ก็พร้อมจัดให้ เดือนสิงหาคม ปี 2019 มีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า รายการอันดับ 3 ของ WWE อย่าง NXT จะถูกขยับขึ้นมาเป็นการมวยปล้ำถ่ายทอดสด ทางโทรทัศน์ในช่อง USA Network อย่างเต็มตัว โดยจะออกฉายในวันพุธ เวลาไพร์มไทม์ ช่วงเวลาเดียวกันกับศึก AEW Dynamite พอดี

สำหรับ NXT แต่เดิมเป็นรายการมวยปล้ำที่มีรูปแบบที่แตกต่างออกไปจาก RAW และ SmackDown โดยสิ้นเชิง เนื่องจากมีจุดประสงค์เป็นรายการพัฒนาทักษะนักมวยปล้ำ โดยอยู่ภายใต้การดูแลของรายการจึงมีความยาว 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แถมยังเป็นรายการอัดเทป ไม่ได้ถ่ายทอดสดเหมือนรายการชั้นนำทั่วไป

หากแต่จุดเด่นของ NXT ไม่ได้อยู่ที่ชื่อเสียงของซูเปอร์สตาร์ แต่เป็นคุณภาพการปล้ำที่ไว้ใจได้ ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ของทริปเปิล เอช และเพื่อนซี้ ชอว์น ไมเคิล ที่ทำหน้าที่เป็นโค้ชฝึกสอนนักมวยปล้ำใน NXT สองคู่หูจอมแสบนี้ มั่นใจมากว่า NXT จะเขี่ย AEW ออกจากวงการได้ โดยไม่ต้องพึ่งค่ายหลักของสมาคมด้วยซ้ำ

นอกเหนือจากความแค้นส่วนตัวของทริปเปิล เอช กับ AEW แล้ว  การผลักดัน NXT เข้ามาชนกับ AEW จึงเป็นกลยุทธิ์ที่ถูกต้องในแง่ของการแย่งฐานแฟนคลับ ซึ่งจะมีส่วนสำคัญในการกำหนดเรตติ้ง เมื่อสงครามคืนวันพุธเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ เนื่องจาก NXT ได้รับการติดตามอย่างเหนียวแน่นจากแฟนมวยปล้ำฮาร์ดคอร์ ซึ่งเป็นตลาดกลุ่มเดียวกันกับผู้ชมของ AEW 

 7

ด้วยประสบการณ์ที่มากกว่า WWE จึงรุดหน้า AEW ไปอีกขั้น ด้วยการส่ง NXT ลงจอโทรทัศน์ก่อน AEW Dynamite ถึงสองสัปดาห์ เพื่อตีตลาดกลุ่มคนทั่วไปก่อนคู่แข่ง ซึ่งพวกเขาทำผลงานได้น่าประทับใจด้วยการดึงยอดคนดูเข้ามาได้ถึง 1,179,000 ราย

ไม่เพียงแค่ตัดกำลังหน้าบ้าน แต่ WWE เองเริ่มต้นตัดกำลังหลังบ้านของ AEW ด้วยเช่นกัน จากมาตรการใหม่ที่เพิ่งเริ่มใช้หลังจากรณีการหมดสัญญาของ จอน ม็อกลี่ย์ โดย WWE มีสิทธิ์เพิ่มระยะเวลาในสัญญาของนักมวยปล้ำมากตามที่ต้องการ

หากนักมวยปล้ำรายนั้นบาดเจ็บหรือไม่ได้ทำงานตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ยกตัวอย่างกรณีของ ลุค ฮาร์เปอร์ ที่เรียกร้องให้ WWE ปล่อยตัวออกจากสมาคม หลังไม่ได้รับบทบาทตามที่ต้องการ แต่แทนที่จะได้ออกจาก WWE ดั่งหวัง เขากลับถูกเพิ่มระยะเวลาในสัญญาอีก 6 เดือน เพื่อชดเชยเวลาที่เขาเข้ารับการผ่าตัดข้อมือก่อนหน้านี้

มองมุมนี้ การกระทำของ WWE อาจดูร้ายกาจ แต่อีกด้าน WWE ใช้ไม้อ่อนมัดใจนักมวยปล้ำเช่นกัน ด้วยการลดวันทำงานของนักมวยปล้ำในสมาคมให้น้อยลง และพร้อมทุ่มค่าตอบแทนมหาศาล เพื่อรั้งนักมวยปล้ำในค่ายให้อยู่กับพวกเขาต่อไป

ในเรื่องนี้เอง แม้แต่คู่แข่งอย่าง จอน ม็อกลี่ย์ ก็เห็นด้วยกับแนวทางนี้ของ WWE เนื่องจากมองเห็นว่าจะส่งผลดีต่อภาพรวมของนักมวยปล้ำ ไม่ว่าจะสังกัดสมาคมใดก็ตาม

 8

“คุณเห็นได้เลยว่า นักมวยปล้ำหลายคนได้เงินที่มากขึ้นจาก WWE เพราะว่าพวกเขาพยายามเก็บทุกคนเอาไว้ มันเป็นเรื่องที่ดีนะ มันควรเป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้ว”

“ผมคิดว่าพวกเขาคงลดวันทำงานให้น้อยลงด้วย ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีอีกเหมือนกัน เพราะตารางงานของพวกเขามันสุดจะงี่เง่า ไม่สมเหตุสมผลเลย”

“เพราะงั้น ผมคิดว่าคุณจะได้เห็นคุณภาพชีวิตของนักมวยปล้ำที่ดีขึ้น จากการแข่งขันกันครั้งนี้ และผมเองก็คงต้องพูดว่า มันเป็นเพราะการมีอยู่ของ AEW”

สงครามเพิ่งเริ่มต้น

วันพุธที่ 2 ตุลาคม 2561 ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการมวยปล้ำได้ถูกจารึก เมื่อ สงครามคืนวันพุธ การปะทะกันระหว่าง WWE กับ AEW ยกแรกได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ผ่านการแย่งเรตติ้งระหว่างรายการ NXT และ AEW Dynamite

 9

ผ่านไปสองสัปดาห์ (นับถึงวันตีพิมพ์ต้นฉบับ) ผลปรากฏว่า AEW เป็นฝ่ายชนะทั้ง 2 สัปดาห์ โดย AEW Dynamite ทำยอดคนดูในตอนเปิดตัวได้สูงสุดที่ 1,409,000 ราย ขณะที่ NXT ทำได้เพียง 891,000 ราย

เราจึงอาจกล่าวได้ว่า AEW เป็นฝ่ายคว้าชัยไปก่อนในช่วงเริ่มต้นของสงครามคืนวันพุธ หากวัดกันที่จำนวนผู้ชมรายสัปดาห์ แต่หากมองถึงภาพกว้าง เราคงพูดได้ไม่เต็มปากนักว่า AEW Dynamite ดีกว่า NXT แม้จะมีผู้ชมมากกว่า

เหตุผลแรกคือ AEW ยังไม่มีโชว์ไม่ออกรายการทีวี หรือ เฮาส์โชว์ เป็นของตัวเอง ทำให้การตระเวนปล้ำในสหรัฐอเมริกา จำกัดแค่โชว์โทรทัศน์รายสัปดาห์ ขณะที่ NXT มีเฮาส์โชว์มากกว่า 200 ครั้งต่อปี โดยไม่ได้จำกัดแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงภูมิภาคยุโรป หรือ ออสเตรเลีย

เหตุผลที่สองคือ AEW Dynamite เป็นโชว์หลักของสมาคม AEW ขณะที่ NXT ยังคงสถานะเป็นโชว์พัฒนาทักษะนักมวยปล้ำ เมื่อเทียบ AEW Dynamite กับ RAW และ SmackDown ซึ่งเป็นโชว์หลักของ WWE ยอดผู้ชมยังห่างกันค่อนข้างมาก

โดยเฉพาะกับ SmackDown ที่เพิ่งโยกจากวันอังคารไปวันศุกร์ เพื่อถ่ายทอดสดทาง Fox ช่องโทรทัศน์ฟรีทีวีชื่อดังของสหรัฐอเมริกา ที่ทำสัญญามูลค่า 205 ล้านเหรียญต่อปีกับ WWE โดยมีการโปรโมตอย่างจริงจัง ถึงกับมีสปอตโฆษณารายการโผล่ใน NFL คู่ไพร์มไทม์ จนทำยอดคนดูในอาทิตย์แรก ซึ่งเป็นอาทิตย์เดียวกับ AEW Dynamite ได้ถึง 3,869,000 ราย

AEW ไม่ได้นิ่งเฉยในจุดอ่อนของตัวเองทั้ง 2 ข้อ พวกเขาปกปิดจุดอ่อนด้วยการสร้างรายการ AEW DARK รายการมวยปล้ำฉายฟรีทางยูทิวบ์ ออนแอร์ทุกวันอังคาร เสียบแทนที่ว่างเดิมของ SmackDown ที่ขยับโปรแกรมไปวันศุกร์

 10

วิเคราะห์จากภาพรวมทั้งหมดแล้ว ไม่มีใครสามารถตอบได้เลยว่า จุดจบของสงครามคืนวันพุธจะเป็นอย่างไร WWE อาจปราบ AEW ราบคาบด้วยการส่งค่ายพัฒนาทักษะ หรือ AEW จะเป็นฝ่ายคว้าชัยชนะ และยกระดับเทียบเท่า WWE ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

อย่างเดียวที่รู้แน่และเห็นได้ชัด คือกำไรของแฟนมวยปล้ำทุกคน ช่วงเวลานี้คือครั้งแรกในประวัติศาสตร์วงการมวยปล้ำ ที่เราจะได้รับชมโชว์มวยปล้ำจากหลายสมาคม ด้วยรูปแบบที่แตกต่างกันตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์  

สงครามย่อมมีผู้แพ้และผู้ชนะ สักวัน WWE หรือ AEW อาจหายไป แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้น วงการมวยปล้ำคงพัฒนาและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ เพื่อแข่งขันมัดใจแฟนมวยปล้ำอีกมากมาย

ยุคทองของแฟนมวยปล้ำที่หลายคนรอคอย เดินทางมาถึงแล้ว คงขึ้นอยู่กับผู้อ่านทุกท่านแล้วว่า จะรอให้ช่วงเวลานี้ผ่านไป หรือพร้อมจะเป็นส่วนหนึ่งกับการเดินทางครั้งประวัติศาสตร์ ที่จะเปลี่ยนแปลงวงการมวยปล้ำไปตลอดกาล

ข้อมูลเพิ่มเติม : ตารางฉายมวยปล้ำ จันทร์ – ศุกร์ ของ WWE และ AEW

วันจันทร์ - WWE RAW (USA Network, Youtube)
วันอังคาร - AEW DARK (Youtube)
วันพุธ - WWE NXT (USA Network, WWE Network), AEW Dynamite (TNT)
วันพฤหัสบดี - WWE NXT UK (WWE Network)
วันศุกร์ - WWE SmackDown (Fox, Youtube)