Blue Final 2009 : สิงห์บลูส์กับถ้วยเดิมพัน

Blue Final 2009 : สิงห์บลูส์กับถ้วยเดิมพัน

พรีเมียร์ลีกรูดม่านปิดฉากไปเรียบร้อยครับ และเช่นกันกับศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ถึงตรงนี้ก็คงได้รู้กันแล้วว่าระหว่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับบาร์เซโลนา ใครกันแน่จะเป็นหมายเลขหนึ่งของวงการฟุตบอลยุโรป

อย่างไรก็ดี ฟุตบอลยุโรปยังไม่จบอย่างเป็นทางการครับ โดยเฉพาะในอังกฤษ ยังมีรายการสำคัญที่ถือเป็นรายการปิดฉากฤดูกาลตามธรรมเนียม นั่นคือฟุตบอล เอฟเอ คัพ ที่จะชิงชนะเลิศที่ เวมบลีย์ คืนวันเสาร์นี้ระหว่างสองทีม "สีน้ำเงิน" ด้วยกัน

"สิงโตน้ำเงินคราม" เชลซี และ "ทอฟฟี่บลู" เอฟ เวอร์ตัน ตรงนี้ผมเชื่อว่าทุกคนคงทราบดีอยู่แล้ว

และแน่นอนครับ - ขึ้นชื่อว่าเป็นนัดชิงเอฟเอ คัพ ความสำคัญของมันย่อมไม่ธรรมดา อย่างน้อยก็ในฐานะของรายการฟุตบอลน็อกเอาต์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดในโลกกว่า 128 ปี หรือย้อนหลังกลับไปถึงปี ค.ศ. 1871 กันเลยทีเดียว

โทรฟี่เอฟเอ คัพ (ซึ่งเคยเดินทางมาเมืองไทยเมื่อไม่กี่ปีก่อน ด้วยสภาพสะบักสะบอม มีบุบมีบี้) จึงถือเป็น "ของขลัง" อย่างหนึ่งของวงการฟุตบอลแม้กระแสความนิยมจะลดน้อยถอยลงไปบ้างในช่วงหลายปีหลัง แต่ลองถ้าใครได้เข้ามาถึงรอบชิงฯ แล้วก็ต้องเอาจริงทั้งนั้นครับ

โดยส่วนตัว ผมคิดว่านัดชิงฯฤดูกาลนี้น่าดูนะครับ ถึงจะไม่ใช่ทีมระดับท็อปโฟร์มาเจอกันเองเหมือน เชลซี-แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อ 2 ปีก่อน หรืออาร์เซนอล-แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อ 4 ปีก่อน แต่การพบกันระหว่าง เชลซี กับเอฟเวอร์ตัน ก็ถือว่ามีความหมาย และแฝง "นัย" ที่น่าสนใจหลายประการ

ในแง่หนึ่ง มันคล้ายเป็นการต่อสู้กันระหว่างสองทีมต่าง "ศักดินา" กัน

เชลซี อย่างที่ทราบครับว่าเป็นทีม ระดับท็อปโฟร์ที่ร่ำรวยมหาศาลจากการสนับสนุนของ โรมัน อบราโมวิช มีศักยภาพในการกว้านซื้อผู้เล่นระดับชั้นนำของโลกมาสะสมในทีมได้อย่างสบายใจ ความสำเร็จไม่ใช่เรื่องยากจะไขว่คว้า

ขณะที่ เอฟเวอร์ตัน เป็นทีมอนุรักษนิยม (Conservative) ที่ยังใช้การบริหารจัดการในรูปแบบดั้งเดิมของวงการฟุตบอลอังกฤษ โดยพยายามใช้ทรัพยากรที่มีอย่างจำกัดจำเขี่ยให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ต้องชม เดวิด มอยส์ ครับที่บริหารงานในสนามได้ดีมาก จากการวางรากฐานให้กับทีมในช่วง 4-5 ปีแรก ตอนนี้ มอยส์ เริ่มที่จะต่อยอดทีมจนสามารถสู้กับทีมระดับท็อปโฟร์ได้บ้างแล้ว และสามารถการันตีการเป็นทีมหัวแถวเลขตัวเดียวของพรีเมียร์ลีกได้สบาย

ถ้าเอฟเวอร์ตัน ชนะเชลซีได้ มันน่าจะเดาไม่ยากครับว่า "ทีเด็ด" ของ เอฟเวอร์ตัน จะอยู่ที่จังหวะเล่นลูกเซตเพลย์ที่จะไปตกที่หัวของ 2 ตัวอันตรายอย่าง ทิม เคฮิลล์ และ มารูยาน เฟลไลนี่

ตรงข้ามกับ เชลซี ที่มีอาวุธหนักครบมือไม่ว่าจะเป็นพลัง และลูกบ้าของ ดิดิเยร์ ดร็อกบา, การเติมจากแถวสองของ แฟรงค์ แลมพาร์ด, เกมริมเส้นฝั่งซ้ายที่อันตรายสุด ๆ ของ ฟลอร็องต์ มาลูด้า หรือแม้แต่คู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟอย่าง จอห์น เทอร์รี่ กับ อเล็กซ์ ก็ยังมีทีเด็ดติดตัวทั้งคู่จากลูกโขก และลูกฟรีคิกช้างถีบ

ยิ่ง มอยส์ จะไม่มีเสาหลัก 2 ต้นในทีมอย่าง มิเกล อาร์เตต้า จอมทัพแดนกลาง กับ ฟิล จากีลก้า คิดแล้วก็เหนื่อยแทน

แต่ตรงนี้แหละครับที่เป็น "เสน่ห์" ของเอฟเอ คัพ

อะไรที่คิดว่าจะง่าย บางทีมันก็อาจจะไม่ง่ายเสมอไป บรรยากาศของการได้เล่นในเวมบลีย์ ท่ามกลางแฟนบอลที่หย่อนกว่า 100,000 คนไม่เท่าไหร่ สามารถเป็นได้ทั้งผลดี และผลร้ายต่อนักฟุตบอลในสนาม

สำหรับทีมที่เป็นรอง เราจะได้เห็น "พลังแฝง" กันเต็มๆ ตาก็ในเกมนัดชิงฯแบบนี้เท่านั้นครับ

ผมเชื่อว่า เอฟเวอร์ตัน จะสู้ขาดใจ และจะสู้ได้อย่างน่าประทับใจแน่นอนในเกมนี้ โดยใช้ "ศรัทธา" นำหน้า ตามด้วย "ความเชื่อ" ว่าจะสามารถสร้างประวัติศาสตร์ได้เหมือนในเกมนัดชิง เอฟเอ คัพ ในปี 1995 ที่พวกเขาสามารถล้ม "ผีแดง" ได้แบบไม่มีใครอยากเชื่อ

มองดูแล้วทีมชุดนี้ พ.ศ.นี้ ของมอยส์ ไม่ได้ขี้เหร่ไปกว่าทีมชุดของ โจ รอยล์ เมื่อ 14 ปีก่อนเลย

ผมหมายถึง "สปิริต" นะครับ ไม่ใช่ "ฝีเท้า"

สำหรับ เชลซี เรื่องสปิริตก็ใช่ว่าจะไม่มี เพราะ กุส ฮิดดิงค์ เข้ามาหลอมรวมจิตใจของลูกทีมเข้าด้วยกัน และได้แสดงให้เห็นผ่านการปราบตัวเฮี้ยวอย่าง ดร็อกบา ที่ไม่มีใครเอาอยู่นอกจากโฮเซ มูรินโญ จนกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทีม

และที่สำคัญเกมนี้จะเป็นเกมสุดท้ายของยอดกุนซือชาวดัตช์ด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนให้น้ำหนักมากอยู่เหมือนกันว่าอาจจะเป็นปัจจัยหนุนให้นักเตะเชลซี สู้ตายเพื่อมอบแชมป์เป็นของขวัญวันอำลาให้เจ้านายชั่วคราวที่รักคนนี้

ดังนั้นผมเชื่อว่าอย่างน้อยที่สุดเราคงจะได้ดูเกมนัดชิงฯ ที่ดี และมีคุณภาพกัน เพราะนักฟุตบอลทั้งสองทีมคงจะลงไปใส่กันด้วยใจเกินร้อยแน่นอนครับ

...สำหรับการติดตามรับชมนั้น แฟนบอลบ้านเราสบายแฮแน่นอน เพราะมีชอยส์ให้เลือกทั้งฟรีทีวีอย่างช่อง 7 สีที่ผมได้คุยกริ๊งกร๊างตรวจสอบแล้วกับคอมเมนเตอร์ คุณแจ็คกี้ อดิศร พึ่งยา ว่าจะถ่ายทอดสดแน่นอน

ส่วนใครอยากชมพรีวิวนานหน่อยก็ต้อง "ทรูสปอร์ต 1" ที่จะเริ่มออกอากาศตั้งแต่ 2 ทุ่มตรง หรือ 1 ชั่วโมงก่อนเกมคิกออฟ ในวันนี้ (เสาร์ที่ 30 พ.ค.)

ขณะที่ใครไม่ต้องการอยู่บ้าน ช้างก็ยังได้ร่วมกับทรู สปอร์ต และสตาร์ซอคเกอร์ จัดกิจกรรมดูฟุตบอลนัดนี้กันที่สวน ลุมไนท์บาร์ซาแถมด้วยคอนเสิร์ตวงดนตรีขวัญใจชาวมือขวาอย่าง ไมโครอีกด้วย

ห้ามพลาด! นะครับ ติดตามกันให้ได้ทางช่องทางใดช่องทางหนึ่ง เพราะนี่จะเป็นนัดสั่งลาฟุตบอลลีกยุโรปในซีซั่นนี้จริงๆ