Double Derby ศึกสายเลือดแห่งลอนดอน-ลิเวอร์พูล

Double Derby ศึกสายเลือดแห่งลอนดอน-ลิเวอร์พูล
Hot Score

สนับสนุนเนื้อหา

สุดสัปดาห์นี้เป็นอีกหนึ่งสุดสัปดาห์ที่น่าจับตามองอย่างยิ่งสำหรับแฟนฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เมื่อเราจะได้ชมเกม “ดาร์บี้แมตช์” ในระดับ 5 ดาว (ไม่ใช่ก็ใกล้เคียง) ถึง 2 คู่ในวันเดียวกัน

หนึ่งคือศึกสายเลือดแห่งลอนดอนตอนเหนือ (North London derby) ที่ไม่มีใครเคยยอมใครระหว่าง “ปืนใหญ่” อาร์เซนอล และ “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์

อีกหนึ่งคือศึกสายเลือดแห่งเมอร์ซีย์ไซด์ (Merseyside derby) ระหว่าง 2 ทีมที่มีเพียงสวนสแตนลีย์ ปาร์ค คั่นใจกลางระหว่างความรู้สึก นั่นคือ “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล และ “ทอฟฟี่บลู” เอฟเวอร์ตัน

สำหรับเกมดาร์บี้แห่งลอนดอนตอนเหนือนั้น จะเป็นเกมที่พวกเขาพบกันเองนัดที่ 179 โดยครานี้เป็นคิวของ “กันเนอร์ส” ที่จะได้เป็นเจ้าบ้านก่อนในเกมที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ใต้สถานการณ์แห่งความกดดันที่พวกเขายังไม่สามารถสลัดภาวะนี้หลุดพ้น

แม้ว่าเรียกความมั่นใจกลับมาได้จากการถล่ม “สิงห์ผยอง” แอสตัน วิลล่า กระจุยกระจาย 3-0 ในเกมที่พวกเขาได้มองเห็นความหวังจาก เมซุต โอซิล เพลย์เมคเกอร์ที่ฉายแววเด่นอีกครั้งในบทบาท “หมายเลข 10” และแดนนี่ เวลเบ็ค มหาเทพที่เริ่มแสดงให้เห็นว่าทำไมกุนซือนักประติมากรอย่าง อาร์แซน เวนเกอร์ จึงคว้าตัวมาจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

แต่ในเกมกลางสัปดาห์ พวกเขาทำให้อารมณ์ที่กำล้งฮึกเหิมหดหายไปเมื่อ เวนเกอร์ ส่งทีมสำรองไปโดน เซาแธมป์ตัน บุกสอยแบบเจ็บปวดคารัง

ดังนั้นเกมที่ เอมิเรตส์ นัดนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่อาร์เซนอล จะต้องกลับมาคว้าชัยชนะให้ได้อีกครั้งเพื่อดึงความมั่นใจกลับมาเป็นการด่วน เพราะสถานการณ์บนตารางพรีเมียร์ลีกเวลานี้ พวกเขาอยู่ที่ 4 ตามหลัง เชลซี เพียง 4 คะแนน ยังเป็นช่วงห่างที่ไม่มากจนเกินไปสำหรับช่วงต้นฤดูกาล

ข่าวดีสำหรับ อาร์เซนอล ในเกมนี้คือการที่พวกเขาน่าจะได้ แพร์ แมร์แตซัคเกอร์ และคีแรน กิ๊บบ์ส กลับมาทันในเกมนี้ ทำให้สถานการณ์ในไลน์แบ็กโฟร์ของกันเนอร์ส ไม่เลวร้ายจนเกินไปนัก

ด้าน สเปอร์ส อยู่ในภาวะตรงกันข้ามกันกับอาร์เซนอล เมื่อพวกเขาแพ้คาบ้านต่อเวสต์ บรอมวิช อัลเบี้ยน เมื่อสุดสัปดาห์แต่กลับมาชนะในเกมลีก คัพ เหนือ “เจ้าป่า” น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ ด้วยสกอร์ 3-1 โดยเป็นการไล่แซงด้วย

ทั้งนี้แม้ “ทรง” ของ “ไก่เดือยทอง” นับตั้งแต่เปิดฤดูกาลมาจะยังไม่นิ่งนัก แม้ว่าเมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ จะพยายามปรับเปลี่ยนให้ทีมลงตัวขึ้นก็ตาม แต่ความ “สม่ำเสมอ” ยังไม่เกิดขึ้น

แต่ในเกมดาร์บี้แมตช์ โดยเฉพาะกับอาร์เซนอล ซึ่งปีกลายเก็บชัยชนะเหนือพวกเขารวด 3 นัดไม่ว่าจะเป็นเกมพรีเมียร์ลีก ที่ชนะ 1-0 ทั้ง 2 นัด และ 2-0 ในเกมเอฟเอ คัพ รอบที่ 3 นี่เป็นโอกาสดีที่พวกเขาจะได้ “ล้างตา”

ผลแพ้ชนะอาจเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา แต่เรามีโอกาสสูงจะได้ชมเกมระดับ “ทริลเลอร์แมตช์” จากคู่นี้ครับ

ขึ้นเหนือไปทางเมืองลิเวอร์พูล กับศึก “เมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้แมตช์” นัดที่ 223 ที่จะลงสนามเป็นคู่แรกในสัปดาห์นี้กันบ้างครับ

สำหรับเกมนี้ สถานการณ์และอารมณ์ของทั้ง 2 สีแห่งเมอร์ซีย์ แตกต่างจากในฤดูกาลที่แล้วค่อนข้างมากครับ เพราะไม่ว่าจะ ลิเวอร์พูล หรือเอฟเวอร์ตัน ก็ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากอย่างไม่น่าเชื่อว่าจะ “ทรุด” กันเร็วขนาดนี้

“หงส์แดง” แพ้ไปแล้ว 3 จาก 5 นัดแรกของฤดูกาล อยู่แค่อันดับ 11 ซึ่งในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญแทบจะฟันธงแล้วว่าพวกเขา “หมดสิทธิ์ลุ้นแชมป์” ไปแล้ว ซึ่ง เบร็นแดน ร็อดเจอร์ส ยังไม่สามารถแก้ปัญหาไม่ว่าจะแนวรุกที่ลดความอันตรายลงมากจากการไร้หลุยส์ ซัวเรซ แดนกลางที่เชื่องช้าตั้งเกมไม่ได้ และแนวรับที่อ่อนยวบในทุกตำแหน่ง

เรียกว่ามีปัญหาทุกจุดอย่างแท้จริงสำหรับลิเวอร์พูล ซึ่งแม้แต่เกมลีก คัพ กับมิดเดิลสโบรห์ พวกเขาก็เกือบเอาตัวไม่รอดเมื่อเสียจุดโทษโดนตีเสมอในช่วงวินาทีสุดท้ายของช่วงต่อเวลาพิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับทีมระดับท็อป ยังดีที่หัวจิตหัวใจแข็งกว่าจึงเอาชนะได้ในการดวลจุดโทษแห่งทศวรรษที่ยิงวนกันครบทีมถึง 15 คน

แต่กระนั้นยังพอมองเห็นสัญญาณที่ดีบ้างจากฟอร์มของ มาริโอ บาโลเตลลี่ และอดัม ลัลลานา ที่ค่อยๆดีขึ้น เช่นกันกับ ราฮีม สเตอร์ลิง ยังเป็นแกนหลักรักษาฟอร์มร้อนแรงได้อยู่ ซึ่งถ้า ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ หายกลับมาช่วยทีมได้ในเกมนี้ ไม่ว่าจะตัวจริงหรือตัวสำรองก็นับเป็นข่าวดี เพราะลิเวอร์พูล อ่อนลงไปมากเมื่อไม่มีกองหน้าที่ขู่แนวรับคู่แข่งได้อย่างดาวยิงจอมเซิ้ง

ด้านเอฟเวอร์ตัน พวกเขาย่ำแย่ไม่แตกต่างกัน ผลงานผิดจากปีกลายลิบลับโดยเวลานี้อยู่อันดับที่ 14 ประสบปัญหาเกมรุกที่ไร้ประสิทธิภาพ และเกมรับที่แย่ยิ่งกว่าลิเวอร์พูล เมื่อเสียไปแล้ว 17 ประตูจาก 7 นัดแรกในทุกรายการ โดยล่าสุดคือการโดน “หงส์ขาว” ถล่มไป 3-0

ทั้งๆที่ผู้เล่นก็แทบจะเป็นชุดเดิมจากฤดูกาลที่แล้วด้วยซ้ำไป

สถานการณ์ดังกล่าวจึงทำให้คาดได้ว่าเกมที่แอนฟิลด์นั้นจะทะลุองศาเดือดในแบบที่แตกต่างจากฤดูกาลที่แล้ว

จากการสู้เพื่อลุ้นความสำเร็จ เวลานี้พวกเขาต้องสู้เพื่อเรียกความมั่นใจกลับมาให้ได้ ซึ่งไม่มีโอกาสไหนแล้วที่จะดีไปกว่าเกมเมอร์ซีย์ไซด์ดาร์บี้ โดยเฉพาะสำหรับลิเวอร์พูล ที่ต้องการ “จุดเปลี่ยน” เพื่อกลับมาสยายปีกอีกครั้งในฤดูกาลนี้

หากพลาดจากเกมนี้ไป ไม่ต่างอะไรจากเทียนที่ถูกดับระหว่างการเดินทางในถ้ำอันมืดมิด

ลูกแม่กิ่ง