10 แนวคิดจากยอดนักกีฬาระดับโลก.. ที่จะทำให้คุณเป็นผู้ชนะในสังเวียนชีวิต

10 แนวคิดจากยอดนักกีฬาระดับโลก.. ที่จะทำให้คุณเป็นผู้ชนะในสังเวียนชีวิต
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

กว่าที่นักกีฬาระดับโลกสักคนจะสามารถขึ้นไปยืนบนโพเดี้ยมรับเหรียญหรือขึ้นเวทีเพื่อรับรางวัลเชิดชูเกียรติยศได้นั้น แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาทุกคนต้องฝึกซ้อมร่างกายอย่างหนัก ทุ่มเททุกอย่างที่มี เพื่อคว้าชัยชนะที่ต้องการมาครอบครอง

แต่การฝึกฝนร่างกายอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เนื่องจากในแต่ละการแข่งขันนั้น นอกจากพลังกายและทักษะด้านกีฬาที่จะใช้เอาชนะคู่แข่งแล้ว ความแข็งแกร่งของจิตใจก็เป็นสิ่งจำเป็นไม่แพ้กัน เพราะทันทีที่สัญญาณเริ่มการแข่งขันดังขึ้น บรรยากาศจะถูกปกคลุมด้วยความกดดัน นักกีฬาบางคนทุ่มเทฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อเส้นทางสู่ชัยชนะที่กินเวลาแค่ไม่กี่วินาที ถ้าจิตใจของพวกเขาไม่แข็งแกร่งพอความผิดพลาดอาจมาถึงตัวได้ง่าย ๆ สิ่งที่ทุ่มเทมาทั้งหมดพังทลาย จนต้องกลับบ้านมือเปล่า

 

นี่คือเคล็ดลับการฝึกความแข็งแกร่งจิตใจของนักกีฬาระดับโลก ซึ่งทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ โดยเฉพาะเหล่ามนุษย์เงินเดือนที่ต้องเผชิญหน้ากับการแข่งขันในออฟฟิศที่ดุเดือดไม่แพ้ในสนามกีฬาแทบทุกวัน

จงคิดว่าตัวเองคือผู้ชนะ – ทอม เบรดี้

“ผมหวังว่าจะไม่ทำให้ตัวเองอับอาย” นี่คือสิ่งที่ ทอม เบรดี้ หนึ่งในนักอเมริกันฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาลไม่บอกกับตัวเองในขณะที่กลับมาเล่นในครึ่งหลังอย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าทีมจะตกอยู่ในสถานการณ์เข้าตาจนขนาดไหน เขาก็ยังคิดว่าจะยังเป็นผู้ชนะอยู่เสมอ และเฝ้าบอกตัวเองซ้ำๆ อยู่แบบนั้น ซึ่งตรงกับที่นักวิจัยจาก The Institute of Sport เคยค้นพบว่าการเปลี่ยนความคิดเพียงแค่นิดเดียวก็สามารถสร้างความแตกต่างอย่างมากในผลลัพธ์ของการแข่งขัน หากคุณเดินลงสู่สนามโดยคิดว่า "ฉันหวังว่าฉันจะไม่แพ้" ความคิดนี้จะทำให้คุณทำผลงานได้แย่กว่าการที่คิดว่า "ฉันอยู่ที่นี่เพื่อชนะ" อย่างเห็นได้ชัด

 1

ดังนั้นก่อนจะเริ่มทำอะไรสักอย่าง ลองหลับตา หายใจเข้าลึกๆ แล้วพูดกับตัวเองว่า "ฉันจะทำได้ดี" การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในกระบวนการคิดของคุณจะเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จมากขึ้

จินตนาการภาพความสำเร็จในหัวให้ชัดเจน – ลินด์ซี่ย์ วอนน์

ในการให้สัมภาษณ์กับ mindbodygreen นักสกีเหรียญทองโอลิมปิก ลินด์ซี่ย์ วอนน์ กล่าวว่า "เมื่อไปถึงจุดสตาร์ท ในตอนนั้นฉันจินตนาการภาพตัวเองชนะในการแข่งขันนี้เป็นร้อยครั้งไปแล้วเรียบร้อย" นั่นทำให้เห็นว่าภาพในจิตใจมีผลอย่างลึกซึ้งต่อพฤติกรรมของร่างกาย

 2

การศึกษาอย่างต่อเนื่องแสดงให้เห็นว่าไม่ว่าคุณจะมีทักษะระดับใด การเห็นภาพตัวเองผ่านการเคลื่อนไหวจะช่วยให้คุณทำได้ดีขึ้น เช่นเดียวกับมนุษย์เงินเดือน ไม่ว่าคุณจะขอขึ้นเงินเดือนหรือเสนองานนำเสนอที่สำคัญ ลองนึกภาพเคลื่อนไหวของตัวเองในกิจกรรมนั้นให้ภาพชัดเจนที่สุด มันจะช่วยคุณได้มากทีเดียว

พูดคุยกับตัวเองเพื่อให้กำลังใจ - เลบรอน เจมส์

ครั้งหนึ่งในการให้สัมภาษณ์นักข่าว เลบรอน เจมส์ หนึ่งในสุดยอดนักบาสเกตบอลที่ดีที่สุดตลอดกาลได้ตอบคำถามเกี่ยวกับการย้ายทีมจาก คลีฟแลนด์ คาวาเลียร์ส ไปเล่นให้กับ ไมอามี่ ฮีต เมื่อปี 2010 ไว้ว่า
“ผมอยากให้สิ่งที่ดีที่สุดกับ เลบรอน เจมส์ และผมอยากให้ เลบรอน เจมส์มีความสุข”

 3

ทันทีที่การสัมภาษณ์นี้ถูกเผยแพร่ ผู้คนต่างตั้งคำถามถึงคำตอบของยอดนักบาสเกตบอลผู้นี้ ว่าทำไมเขาถึงพูดจาราวกับว่าตัวเองเป็นบุคคลที่สาม เกิดอะไรขึ้นกับสภาพจิตใจของเขาหรือเปล่า แต่ความจริงแล้วการที่เจมส์พูดคุยกับตัวเองในฐานะบุคคลที่สามนั้นคือหนึ่งในกุญแจสำคัญที่นำพาเขาไปสู่การประสบความสำเร็จ

จากการศึกษาพบว่า การพูดคุยกับตัวเองในฐานะบุคคลที่สามนั้นจะช่วยลดความวิตกกังวลและช่วยให้สามารถตัดสินใจได้ดีขึ้น ดังนั้นแทนที่จะพูดกับตัวเองว่า "ฉันทำได้" แล้วเปลี่ยนเป็น “(ชื่อตัวเอง) ทำได้” ดู

อาจจะฟังดูแปลกๆ แต่การพูดชื่อตัวเองจะช่วยให้สามารถควบคุมอารมณ์และจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำได้ดียิ่งขึ้น

ฝึกให้ตัวเองมีสติอยู่ตลอดเวลา – ฟิล แจ็กสัน

จากการศึกษาวิจัยพบว่า สตินั้นจะช่วยให้สมองรับมือกับความเครียดหรือความกดดันได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นการที่สามารถควบคุมสติได้นั้นย่อมส่งผลดีต่อนักกีฬาเมื่อลงทำการแข่งขัน ฟิล แจ็กสัน อดีตนักบาสเกตบอลและโค้ชระดับตำนานแห่ง NBA เล็งเห็นถึงประโยชน์ข้อนี้ เขาจึงได้เพิ่มการฝึกสมาธิลงไปในตารางการซ้อมของทีมด้วย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้คือแชมป์ NBA 11 สมัย และส่งเขาเข้าสู่ทำเนียบ 10 โค้ช NBA ที่ดีที่สุดตลอดกาล

 4

และไม่ใช่แค่วงการกีฬาเท่านั้น แม้แต่ในกองทัพซึ่งปกติจะเน้นที่การฝึกยุทธวิธีและร่างกายเป็นสำคัญ ก็นำหลักสูตรการฝึกสมาธิไปบรรจุไว้เช่นกัน เพื่อลดความเครียดของเหล่าทหารเมื่อต้องเข้าสู่สนามรบ

อยู่กับปัจจุบันและรู้จักโต้คลื่นกับอารมณ์ของตัวเอง –  โรเจอร์ เฟเดอเรอร์

ถ้าจะพูดถึงนักเทนนิสที่โดดเด่นด้านการจัดการกับอารมณ์ของตัวเอง แน่นอนว่าต้องมีชื่อของ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ สุดยอดนักเทนนิสชาวสวิตเซอร์แลนด์ผู้พิชิตแชมป์แกรนด์สแลมได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์รวมอยู่ด้วย เรื่องทักษะไม่ต้องพูดถึง แต่การที่จะมาถึงจุดนี้ได้นั้น แค่ฝีมือหรือโชคนั้นไม่เพียงพอ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือสภาพจิตใจ

 5

เฟเดอเรอร์บอกว่าเขารู้ตัวดีว่าบางครั้งเขาก็มีความเครียด ความกดดัน ความคิดด้านลบ แต่เขาก็ไม่ได้พยายามกำจัดมันทิ้งหรือต่อสู้กับมัน เขาเพียงแค่ยอมรับมัน และจดจ่ออยู่กับปัจจุบันเท่านั้น เป็นการโต้คลื่นกับสภาพจิตใจตัวเองซึ่งนี่แหละคือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ

รู้จักรับมือความกดดัน - ยูเซน โบลต์

ว่ากันว่าในบรรดากีฬาทุกชนิด หนึ่งในการแข่งขันที่กดดันที่สุดคือการวิ่ง 100 เมตร เพราะทุกอย่างที่นักวิ่งทุกคนทุ่มเทให้การฝึกซ้อมมาหลายปีจะถูกตัดสินภายในเวลาไม่ถึง 10 วินาทีเท่านั้น และคนที่รู้ซึ้งเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีที่สุดคงหนีไม่พ้น ยูเซน โบลต์ นักวิ่งผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์ที่เร็วที่สุดในโลก

 6

โบลต์ต้องผ่านความกดดันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เขาก็ผ่านมันไปได้ด้วยดีตลอด เพราะเขารู้จักวิธีรับมือกับมัน ซึ่งวิธีนั้นคือการที่รู้ว่าเป้าหมายตัวเองคืออะไร จดจ่ออยู่กับมัน และตั้งใจอย่างเต็มที่เพื่อไปให้ถึงโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

เมื่อรับมือความกดดันได้ ความกดดันจะกลายสภาพเป็นแรงผลักดันให้สามารถแสดงศักยภาพที่ดีที่สุดออกมาได้โดยอัตโนมัติ

เชื่อมั่นในตัวเอง - เอเลียด คิปโชเก้

“แนวคิดในการมีชีวิตคือการมีความสุข ดังนั้นผมจึงเชื่อในชีวิตที่เรียบง่าย ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ฝึกฝนอย่างหนักและมีชีวิตที่ซื่อสัตย์ ถ้าทำได้แบบนั้นคุณก็จะเป็นอิสระ” นี่คือแนวคิดการใช้ชีวิต เอเลียด คิปโชเก้ นักวิ่งมาราธอนผู้ยิ่งใหญ่เจ้าของสถิติโลกคนปัจจุบัน

 7

ถ้าการวิ่งหนึ่งร้อยเมตรคือการแข่งขันที่กดดันที่สุดแล้วล่ะก็ การวิ่งมาราธอนก็เหมือนขั้วตรงข้าม มันคือการแข่งขันที่ต้องใช้พลังใจมากที่สุด ตลอดระยะทาง 42.195 กิโลเมตร ห้อมล้อมด้วยคู่แข่งตัวฉกาจที่พร้อมจะแซงหน้าขึ้นไปทุกเมื่อ ถ้าจิตใจไม่แข็งแกร่งพอก็อาจจะถอดใจยอมแพ้ได้ง่าย ๆ แต่ไม่ใช่สำหรับคิปโชเก้ เพราะหนึ่งสิ่งที่ทำให้เขากลายเป็นราชานักวิ่งมาราธอนคือ “การเชื่อมั่นในตัวเอง”

“ผมเชื่อมั่นในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำอยู่ คือการวิ่งมาราธอนและเอาชนะมัน ผมใช้เวลาห้าเดือนเพื่อฝึกซ้อม และเมื่อมาอยู่ที่จุดสตาร์ทผมจะเริ่มคิดว่าตลอดห้าเดือนที่ผ่านมาผมทำอะไรมาบ้าง ผมเชื่อมั่นในการฝึกซ้อม ผมเชื่อว่าผมคือคนที่ดีที่สุดในการแข่งขันนี้ เพราะว่าจิตใจของผมมันบอกแบบนั้น จากนั้นผมก็เริ่มออกวิ่งไปด้วยจิตใจที่ปลอดโปร่ง และนั่นคือสิ่งที่นำพาความสำเร็จมาให้ผม”

หมกมุ่นกับผลลัพธ์โดยไม่สนใจอุปสรรค - เดวิด เบ็คแฮม

เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เจ้านายเก่าของ เดวิด เบ็คแฮม เปิดเผยว่าตำนานเบอร์ 7 แห่งปีศาจแดงผู้นี้มีระเบียบวินัยในการฝึกควบคุมลูกฟุตบอลให้แม่นยำที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะที่ผู้เล่นคนอื่นๆ ไม่ได้สนใจเรื่องนี้เท่าไรนัก

 8

ในการทุ่มเททำอะไรสักอย่างนั้น ผู้คนส่วนใหญ่มักสนใจว่าพวกเขาต้องทุ่มเทขนาดไหน ฝึกซ้อมหนักเพียงใด และผลลัพธ์ที่จะได้กลับมาคืออะไร คุ้มค่าหรือเปล่า แต่นั่นไม่ใช่สำหรับ เดวิด เบ็คแฮม เขาไม่เคยสนใจว่าตัวเองจะต้องฝึกซ้อมหนักขนาดไหน เขายินดีและพร้อมจะอดทน สิ่งที่เขาสนใจอย่างเดียวคือผลลัพธ์ที่ได้ เพราะการประสบความสำเร็จ และชัยชนะเท่านั้นคือสิ่งที่ต้องการ

ใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนและจุดแข็งของคูแข่ง - มูฮัมหมัด อาลี

ไม่ใช่แค่สไตล์การชก "โบยบินเหมือนผีเสื้อ ต่อยเจ็บเหมือนผึ้ง" เท่านั้นที่ทำให้ มูฮัมหมัด อาลี กลายเป็นหนึ่งในสุดยอดตำนานนักมวยผู้ยิ่งใหญ่ แต่ในเรื่องของจิตใจเขาก็แข็งแกร่งไม่แพ้ร่างกายภายนอก จุดเด่นของอาลีคือการใช้จุดอ่อนและจุดแข็งของคู่ต่อสู้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเอง

 9

ก่อนเริ่มการชก อาลีมักเปิดสงครามจิตวิทยาใส่คู่ต่อสู้เสมอ โดยบอกคู่ชกว่าจะจัดการกับเขายังไง ยั่วยุให้อีกฝ่ายเกิดอารมณ์โกรธ และเมื่อเสียงระฆังดังขึ้น ท่าทียียวนกวนประสาทที่มาพร้อมกับความคล่องแคล่วของอาลีบนสังเวียนก็ยิ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดความสับสน จนบางครั้งก็ไม่สามารถเรียกฟอร์มการชกที่ดีที่สุดของตัวเองออกมาได้ ติดกับดักทางจิตใจของอาลีจนเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในที่สุด

ในทางตรงกันข้าม นอกจากจะใช้จุดอ่อนทางอารมณ์ของคู่ต่อสู้แล้ว แม้แต่จุดแข็งของคู่ต่อสู้อาลีก็สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเองได้ มูฮัมหมัด อาลี ไม่ใช่นักชกร่างใหญ่ในรุ่นเฮฟวี่เวต เขาไม่ได้แข็งแรงที่สุดหรือหมัดหนักที่สุด แต่เขาก็สามารถจัดการคู่ต่อสู้ที่แข็งแรงกว่าให้ร่วงไปกองกับพื้นเวทีได้มานักต่อนักโดยใช้ความแข็งแรงของพวกเขาเอง 

ยกตัวอย่างแมตช์ The Rumble in the Jungle ที่อาลีเอาชนะ จอร์จ โฟร์แมน เมื่อปี 1974 อาลีรู้ดีว่าถ้าเทียบกันในเรื่องพละกำลังเขาไม่มีทางเทียบโฟร์แมนได้ แต่จุดเด่นของเขาคือความเร็ว อาลีหลอกล่อให้โฟร์แมนเหวี่ยงหมัดใส่ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วใช้ความเร็วที่เป็นจุดเด่นโยกหลบ จนโฟร์แมนเริ่มออกอาการหมดแรง ซึ่งนั่นคือเวลาเผด็จศึกของอาลี เขาสามารถเอาชนะยอดนักมวยอย่างจอร์จ โฟร์แมนได้โดยอาศัยความแข็งแกร่งของตัวโฟร์แมนเอง

ยอมลำบากวันนี้เพื่อมีชีวิตที่ต้องการในอนาคต - คริสเตียโน โรนัลโด

ภาพลักษณ์ของ คริสเตียโน โรนัลโด นักฟุตบอลเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 5 สมัยดูจะเป็นคนเคร่งเครียด จริงจังกับชีวิต และทุ่มเทกับการฝึกซ้อมเอามากๆ ซึ่งลักษณะนิสัยนี้มีสาเหตุของมันอยู่

 10

“หลังจากเลิกเล่นฟุตบอลไปแล้ว ผมอยากจะใช้ชีวิตเหมือนราชา ที่ผมเป็นผมทุกวันนี้ได้ก็เพราะในช่วงชีวิตที่ผ่านมาผมใช้ชีวิตโดยปราศจากครอบครัว และผ่านความยากลำบากมานับครั้งไม่ถ้วน”

“คุณอาจจะคิดว่าตอนนี้ผมมีทุกอย่างที่ต้องการแล้ว ทั้งบ้าน รถ เงินมากมาย แต่เปล่าเลย ผมไม่ได้มีทุกอย่าง ยกตัวอย่างเช่นวันเสาร์นี้มีแมตช์มวยที่ ลาส เวกัส ผมอยากพาครอบครัวและเพื่อนไปดูด้วยกัน แต่ผมทำไม่ได้เพราะผมไม่มีเวลา”

เพราะกว่าที่จะประสบความสำเร็จเหมือนทุกวันนี้ได้ โรนัลโดนั้นผ่านความยากลำบากมาไม่น้อย และนั่นก็เหมือนเป็นแรงผลักดันให้เขาทุ่มเททุกอย่างเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ มีชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการ

นี่คือเคล็ดลับที่เหล่านักกีฬาระดับโลกใช้ฝึกจิตใจของตัวเองให้แข็งแกร่ง จนสามารถพิชิตเป้าหมายที่ยากลำบากได้สำเร็จ และน่าจะเป็นประโยชน์กับมนุษย์ออฟฟิศอย่างเราที่สามารถนำไปปรับใช้เพื่อรับมือกับการแข่งขันในที่ทำงานที่โหดไม่แพ้สนามแข่งขันใด