บทเรียนศึกษาจาก "ไมเคิล โอเวน" : ความสำเร็จสามารถทำร้ายนักฟุตบอลดาวรุ่งได้อย่างไร

บทเรียนศึกษาจาก "ไมเคิล โอเวน" : ความสำเร็จสามารถทำร้ายนักฟุตบอลดาวรุ่งได้อย่างไร
Main Stand

สนับสนุนเนื้อหา

ขึ้นชื่อว่านักฟุตบอล ไม่มีใครไม่อยากประสบความสำเร็จ และจะเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมแค่ไหน หากคุณกลายเป็นนักเตะแถวหน้าของโลก ตั้งแต่ผู้คนยังเรียกคุณว่าเป็น “ดาวรุ่ง”

แต่ความสำเร็จ ที่เกิดขึ้นตั้งแต่ยังวัยเยาว์ ทำให้นักบอลหลายคนตกหลุมพราง และไปได้ไม่ไกล บนเส้นทางสายลูกหนัง อย่างที่ควรจะเป็น มาแล้วนักต่อนัก

หนึ่งในนั้น คือไมเคิล โอเวน อดีตกองหน้า ที่ครั้งหนึ่ง เคยเป็นกองหน้าที่เก่งที่สุดของสโมสรลิเวอร์พูล, ทีมชาติอังกฤษ และคว้ารางวัลที่ยิ่งใหญ่ อย่าง บัลลง ดอร์ มาครองด้วยอายุเพียง 22 ปี 

อย่างไรก็ตาม ความรุ่งโรจน์ในช่วงต้นอาชีพของเขา กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เพาะความผิดพลาดในชีวิต การค้าแข้ง และทำให้นักเตะรายนี้ ล้มเหลวในอาชีพการค้าแข้งตั้งแต่ อายุยังไม่ถึง 30 ปีด้วยซ้ำ

บทเรียนของไมเคิล โอเวน ที่สามารถใช้เป็นกรณีศึกษา ของนักเตะดาวรุ่งพุ่งแรงทุกคนเป็นอย่างไร ติดตามไปพร้อมกับเรา

เด็กระเบิด

ความเก่งกาจในกีฬาฟุตบอล ไหลเวียนอยู่ในตัวของโอเวน พ่อของเขา เทอร์รี โอเวน เป็นอดีตนักฟุตบอล ในตำแหน่งกองหน้า ของเอฟเวอร์ตัน สโมสรชื่อดังในอังกฤษ และเป็นตำนานของทีม เชสเตอร์ เอฟซี สโมสรฟุตบอลประจำบ้านเกิด ของไมเคิล โอเวน ด้วยผลงาน 44 ประตู จากการลงเล่น 198 นัด


Photo : sky-bbc-espn.over-blog.com

ในช่วงเริ่มต้นของชีวิต โอเวนไม่ได้เล่นฟุตบอลมากนัก เพราะพ่อของเขา อยากเห็นลูกชายคนนี้ เติบโตไปเป็นนักมวยมากกว่า แต่พรสวรรค์ที่อยู่ในตัว ทำให้คุณพ่อของเขา พาลูกชายเบนสาย มาหวดลูกหนังแทน

“ผมไม่เคยอยากให้เขาเล่นฟุตบอลเลย แต่เขาเรียกร้องอยากเป็นนักฟุตบอลอย่างเดียว ผมเคยพาเขาไปเล่นฟุตบอล ตอนอายุ 5 ขวบ เขาสามารถปั่นลูกบอลโค้งไปเสียบตาข่าย โดยที่ผมไม่เคยสอนอะไรให้เขาเลยด้วยซ้ำ มันเป็นพรสวรรค์ที่น่าเหลือเชื่อมาก” เทอร์รี โอเวน กล่าวถึงลูกชาย

แม้จะถูกค่อนขอด เรื่องขนาดตัวที่เล็ก แต่โอเวนสยบเสียงวิจารณ์ทั้งหลาย ด้วยการยิงประตู เขาลงสนามให้กับทีมรุ่นอายุไม่เกิน 10 ปี ตั้งแต่ 8 ขวบ...เมื่อเขาอายุ 11 ปี เขาลงเล่นให้กับโรงเรียน ดีไซด์ แอเรีย (deeside area) โรงเรียนเดียวกับ เอียน รัช กองหน้าหนวดงาม ระดับตำนานของสโมสรลิเวอร์พูล

สมัยเป็นนักเรียน เอียน รัช เคยสร้างสถิติไว้กับโรงเรียนแห่งนี้ ด้วยการยิง 72 ประตูในปีเดียว ตอนอายุ 11 ปี สถิตินี้ คงอยู่ร่วม 20 ปี จนกระทั่งการมาของ เด็กชาย ไมเคิล โอเวน ที่ตะบันประตู 97 ลูกในปีเดียว ลบล้างสถิติของเอียน รัช แบบราบคาบ

ชื่อเสียงของโอเวนโด่งดังอย่างรวดเร็ว สโมสรใหญ่ทั่วอังกฤษสนใจเด็กระเบิดคนนี้ และจีบให้เขาไปเข้าร่วมทีม ชนิดหัวบันไดไม่แห้ง ทั้ง ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล และเชลซี

สุดท้าย โอเวนตัดสินใจเลือกลิเวอร์พูล แม้จะเป็นทีมคู่ปรับของสโมสรโปรดในดวงใจ อย่าง เอฟเวอร์ตัน แต่เขาเห็นถึงความจริงใจของทีมหงส์แดง ที่ส่งจดหมายเขียนด้วยลายมือ ให้กับโอเวน เพื่อบอกว่าทีมต้องการโอเวนมากแค่ไหน

มีเรื่องเล่าวว่า ในวันที่โอเวนเซ็นสัญญา คนใกล้ตัว และคนในสโมสรลิเวอร์พูล มั่นใจเป็นอย่างมากว่า เด็กคนนี้จะสร้างประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ให้กับสโมสรสีแดง แห่งดินแดนเมอร์ซีย์ไซด์ อย่างแน่นอน

และนั่นไม่ใช่การคาดการณ์ที่ผิดพลาด แม้แต่น้อย แม้ว่าคำยกยอเหล่านี้ จะกลายเป็นผลเสียให้กับโอเวน ในเวลาต่อมาก็ตาม

อนาคตนักเตะระดับตำนาน

เมื่อได้เซ็นสัญญาเข้าสู่รังหงส์แดง เขาไม่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง ในวัย 16 ปี โอเวนพาทีมลิเวอร์พูล คว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ทั้งที่ผู้เล่นส่วนใหญ่อายุ 18 ปี ขณะที่ตัวของโอเวน ทำแฮตทริค ได้ในการแข่งทั้งรอบก่อนรองชนะเลิศ และรอบรองชนะเลิศ


Photo : www.bbc.com

ไม่ใช่แค่ในระดับสโมสร แต่โอเวนสร้างสถิติ ในระดับทีมชาติด้วยเช่นกัน เมื่อเขายิง 28 ประตู ใน 20 เกม ให้กับทีมชาติรุ่นอายุไม่เกิน 15 และ 16 ปี ไม่เคยมีนักฟุตบอลแดนผู้ดีคนไหน เคยทำแบบนี้ได้มาก่อน

“เด็กคนนี้พร้อมแล้ว ไม่มีสิ่งใดจะมาหยุดเขาได้อีกต่อไป” สตีฟ ไฮเวย์ แมวมองเยาวชนของลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นคนดึงโอเวนเข้าสู่ทีม กล่าวหลังจากโอเวนได้รับสัญญานักเตะอาชีพ ด้วยวัยเพียง 17 ปีเท่านั้น

“เป็นเรื่องที่เหลื่อเชื่อมาก ที่เขาเล่นได้ขนาดนี้ ทั้งที่ความจริงเขาอายุแค่ 17 ปี” คาร์ล ไฮนซ์ รีดเล อดีตเพื่อนร่วมทีมลิเวอร์พูลของโอเวน กล่าวในปี 1997 “เขามีความเร็วที่ยอดเยี่ยม มีวิสัยทัศน์ที่เป็นเลิศ เขานี่แหละ ตัวอย่างของคำว่านักเตะที่ดี ซึ่งเขาเป็นแล้วในตอนนี้ และในอีกไม่เกิน 2 ปีข้างหน้า เขาจะกลายเป็นนักเตะระดับโลก”


Photo : premierleague25years.wordpress.com

คำทำนายของรีดเล แม่นยิ่งกว่าหมอดู ฤดูกาล 1997/98 โอเวนเบียดรีดเล และร็อบบี ฟาวเลอร์ ขึ้นมาเป็นกองหน้าอันดับ 1 ของทีม เขายิง 18 ประตูในศึกพรีเมียร์ลีก ฤดูกาลนั้น คว้ารางวัลดาวซัลโว ควบตำแหน่งนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยม รวมไปถึงได้อันดับ 3 ในตำแหน่งนักเตะยอดเยี่ยมประจำฤดูกาล

ผลงานที่ยอดเยี่ยม ในฟุตบอลลีก ส่งให้โอเวนได้ไปลุยฟุตบอลโลก 1998 ที่ฝรั่งเศส และเขายิงประตูสุดลือชื่อ ในเกมที่พบกับอาร์เจนตินา เมื่อเขาลากบอลเดี่ยวเกือบครึ่งสนาม ฉีกกระชากกองหลังของทัพฟ้าขาว แล้วซัดบอลเข้าประตูไปอย่างเฉียบขาด


Photo : www.planetfootball.com

“นี่คือประตูที่ดีที่สุด เท่าที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งจะทำได้” เกล็น ฮ็อดเดิล ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ เมื่อตอนฟุตบอลโลก 1998 กล่าว “สำหรับผม เขาคือหนึ่งในกองหน้า ที่ดีที่สุดตลอดกาลของอังกฤษ เคียงข้างกับจิมมี่ กรีฟส์, แกรี ลินิเกอร์ และอลัน เชียเรอร์ บางคนยกให้เขาเป็นเบอร์หนึ่งตลอดกาล เขา คือ 'เพชรฆาตหน้าทารก' (ใช้คำว่า baby-faced assassin) การจบสกอร์ของเขามันสุดยอดจริงๆสำหรับเด็กอายุแค่นั้น"

ประตูนี้ ยกระดับโอเวนไปอีกขั้น เข้าคว้าตำแหน่งอันดับ 4 ในการโหวตรางวัล บัลลง ดอร์ ในปี 1998 และได้รับเลือกให้เป็นนักกีฬาแห่งปี ของประเทศอังกฤษ จากสำนักข่าว BBC ทั้งที่เขาไม่ได้คว้าถ้วยรางวัล แม้แต่ใบเดียว ทั้งในนามสโมสรและทีมชาติ 

ฤดูกาล 2000/01 คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของโอเวน หลังจากไม่เคยคว้าแชมป์สักใบกับลิเวอร์พูล เขาพาทีมหงส์แดงกวาด 3 แชมป์ ในฤดูกาลนี้ ทั้งแชมป์ ยูฟ่า คัพ, เอฟเอ คัพ และลีก คัพ ส่งผลให้เขาคว้ารางวัล บัลลง ดอร์ ประจำปี 2001 ไปครองอย่างยิ่งใหญ่ จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ด้วยวัยเพียง 22 ปีเท่านั้น


Photo : www.mirror.co.uk

“ผมรู้มาตลอด ว่าผมคือสุดยอดนักเตะแถวหน้าของโลก เป็นความรู้สึกที่วิเศษมาก ที่ผมได้รับรางวัลนี้ เทียบเท่ากับนักฟุตบอลระดับตำนานหลายคน เช่น มาร์โก ฟาน บาสเทน, มิเชล พลาตินี, บ็อบบี ชาร์ลตัน หรือ เควิน คีแกน” โอเวนกล่าวหลังได้รับรางวัลส่วนบุคคล ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการฟุตบอล

ความทะเยอทะยานที่เกินตัว

หากเปรียบชีวิตนักฟุตบอลเป็นกราฟ กราฟของไมเคิล โอเวน มีแต่จะพุ่งสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักหยุด นับตั้งแต่เริ่มอาชีพ ผู้ชายคนนี้ยกระดับตัวเอง ประสบความสำเร็จมากมายนับไม่ถ้วน ทั้งที่อยู่ในวัยเด็กหนุ่มเท่านั้น


Photo : www.soccer365.com

อย่างไรก็ตาม ต่อให้ประสบความสำเร็จมากแค่ไหน ความจริงที่ต้องไม่ลืม คือ โอเวนยังคงเป็นนักเตะ ที่อยู่ในช่วงวัยของ “ดาวรุ่ง” เท่านั้น เขายังมีเส้นทางสายฟุตบอลอีกยาวไกล ที่ต้องเดินต่อ

สำหรับชีวิตนักฟุตบอล ที่พบเจอแต่ความรุ่งโรจน์ โอเวนมองเพียงแค่ การยกระดับความสำเร็จของตัวเอง แทนที่จะเป็นการรักษามาตรฐาน ขณะเดียวกันไม่มีคนรอบข้าง คอยเตือนเขาว่า อย่าหลงระเริงไปกับความสำเร็จที่เกิดขึ้น ในช่วงเริ่มต้นของอาชีพ...โอเวนเชื่อว่าตัวเองคือนักเตะที่เก่งที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาประสบความสำเร็จ รางวัลส่วนตัวมากมาย แต่ยังขาด ถ้วยแชมป์กับสโมสร

หลังจากปี 2001 โอเวนได้ถ้วยลีกคัพ เพียงใบเดียวกับลิเวอร์พูล ซึ่งไม่ตอบโจทย์ความทะเยอทะยานของเขาแม้แต่น้อย และเขามองถึงเส้นทางใหม่ ที่จะยกระดับตัวเองไปอีกขั้น

“ไมเคิล โอเวน คือสุดยอดนักเตะ และสุดยอดนักเตะ ต้องเล่นให้กับเรอัล มาดริด เท่านั้น” ฟลอเรนติโน เปเรซ ประธานสโมสรเรอัล มาดริด เจ้าของโปรเจ็คต์กาลาติกอส กล่าวถึงโอเวน ซึ่งทุกคนรู้ดีว่า ความหมายที่แฝงไว้ในประโยคนี้ คืออะไร

ฤดูร้อน ปี 2003 BBC สำนักข่าวชื่อดังของอังกฤษ ประโคมข่าวว่า ไมเคิล โอเวน ต้องการย้ายออกจากลิเวอร์พูล หลังจากทีมไม่ได้ไปเล่นฟุตบอล ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก...แม้ต้นสังกัดจะพยายามออกมาสยบข่าวลือ ด้วยเหตุผลต่างๆนาๆ แต่สุดท้ายเมื่อฤดูกาล 2003/04 จบลง โอเวนได้ย้ายไปอยู่กับสโมสร เรอัล มาดริด ตามที่เขาต้องการ ด้วยราคา 8 ล้านปอนด์ เท่านั้น


Photo : www.independent.co.uk

ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ที่โอเวนต้องการ เขาเติบโตอายุ 24 ปี ก้าวข้ามผ่านการเป็นดาวรุ่ง เข้าสู่วัยชายหนุ่มเต็มตัว พร้อมจะประสบความสำเร็จ ไปกับสโมสรฟุตบอลในฝัน

โอเวน คือนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จ อย่างรวดเร็วก็จริง แต่สิ่งที่เขาขาดคือประสบการณ์ เขาไม่เคยเป็นตัวสำรอง ไม่เคยค้าแข้งต่างแดน ไม่เคยเป็นนักเตะที่ไม่สำคัญของทีม ไม่เคยเจอแรงกดดันขนาดนี้มาก่อนในชีวิต

สิ่งที่เขาพบเจอ ในเรอัล มาดริด ทั้งหมดคือเรื่องใหม่ เขากลายเป็นกองหน้าอันดับ 3 ของทีม โอเวนคิดว่าฝีเท้าเขาดีพอ แต่ประสบการณ์ของเขายังน้อยเกินไป กับการรับมือปัญหาทั้งในและนอกสนาม นั่นเป็นเหตุผล ที่เขาไม่ได้รับเลือกให้ลงสนาม 


Photo : www.irishmirror.ie

“ผมคุยกับคาร์ราเกอร์ก่อนไปเล่นที่มาดริด เขาบอกผมว่า ‘นายอย่าไปเลย นายไปก็ไม่ได้เล่น นายเบียดโรนัลโด้ กับราอูล ไม่ได้หรอก’ แต่ผมไม่เคยคิดแบบนั้นเลย ผมคิดแค่ว่า ผมต้องไปเล่นให้มาดริด สโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก” โอเวนกล่าวถึงความหลังในอดีต เมื่อปี 2013

ความเป็นจริง ไม่เหมือนกับความฝัน โอเวนพบเจอช่วงเวลาที่เลวร้าย เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่บนม้านั่งสำรอง มีปัญหาในการปรับตัว กับชีวิตที่สเปน ยิงได้เพียง 16 ประตู จากการลงสนาม 45 นัด และคว้าแชมป์ไม่ได้แม้แต่ใบเดียว กับทีมราชันชุดขาว ในฤดูกาล 2004/05

หกล้มจนเสียหลัก

กราฟที่เคยพุ่งสูงเสียดฟ้า ร่วงหล่นลงพื้นอย่างรวดเร็ว โอเวนกลับสู่ความจริงในปี 2005 เมื่อตัวเขาถูกเขี่ยออกจากเรอัล มาดริด ให้กับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ที่จบฤดูกาล 2004/05 ในอันดับที่ 14 เท่านั้น


Photo : www.chroniclelive.co.uk

อันที่จริง โอเวนต้องการกลับไปลิเวอร์พูล หรือย้ายไปเล่นกับทีมรัก อย่างเอฟเวอร์ตัน แต่เมื่อไม่มีทีมไหนยอมซื้อตัวเขา เรื่องจึงต้องลงเอย ด้วยการที่โอเวน กลายเป็นนักเตะของทีมกลางตาราง ในศึกพรีเมียร์ลีก ด้วยวัยเพียง 25 ปี อย่างไม่ได้ตั้งใจ 

ถึงจะเป็นผู้เล่น ของทีมระดับกลาง แต่ความทะเยอะทะยานของโอเวน ยังคงเต็มเปี่ยม โชคร้ายที่ความทะเยอทะยานที่ว่า ไม่ใช่ความต้องการพานิวคาสเซิลประสบความสำเร็จ แต่เป็นความต้องการที่จะย้ายออกจากทีม ไปเล่นกับสโมสรยักษ์ใหญ่ทีมอื่น โดยโอเวนมีค่าฉีกสัญญาเพียง 12 ล้านปอนด์เท่านั้น ขณะที่นิวคาสเซิล ซื้อตัวเขามาในราคาถึง 16.8 ล้านปอนด์

อย่างไรก็ตาม ความฝันของโอเวนต้องพังทลาย เพราะอาการบาดเจ็บที่ซ้ำซาก ทั้งเอ็นเข่าขาด, กระดูกเท้าแตก ช่วงเวลา 2 ฤดูกาลแรกกับนิวคาสเซิล เขาได้ลงสนามให้ทีมเพียง 14 นัดเท่านั้น

เมื่อหายจากอาการบาดเจ็บ ในเดือนเมษายน ปี 2007 โอเวนยังคงคิดถึงช่วงเวลาวันวานที่หอมหวาน แทนที่จะอยู่กับปัจจุบัน มุ่งมั่นทำผลให้ดีกับต้นสังกัด โอเวนกลับงอแง ขอย้ายออกจากถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ก เพื่อไปอยู่กับทีมระดับหัวแถว ของศึกพรีเมียร์ลีก 


Photo : talksport.com

“ผมคิดว่าเขาควรออกมาขอโทษแฟนบอล และบอกว่า เขามีความสุขดีที่นิวคาสเซิล สิ่งที่เขาทำไม่ทำให้แฟนบอลมีความสุขเลย โดยเฉพาะเมื่อคุณมองถึงผลงานของเขา ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา”

“อันที่จริงผมคงต้องบอกว่า ไม่มีทีมใหญ่ทีมไหน สนใจซื้อตัวเขาแม้แต่ทีมเดียว” เฟร็ดดี เชฟเฟิร์ด ประธานสโมสรนิวคาสเซิล ในช่วงเวลานั้น กล่าวถึงโอเวน

โอเวนก้มหน้าก้มตา เล่นให้กับนิวคาสเซิล ต่อไปอีก 2 ฤดูกาล ด้วยความหวังที่อยากจะย้ายทีมตลอดเวลา มีครั้งหนึ่ง เขาเคยถูกแซม อัลลาไดซ์ ผู้จัดการทีมนิวคาสเซิล ในฤดูกาล 2007/08 ดร็อปเป็นเพียงตัวสำรอง ด้วยเหตุผลว่า “ไม่เห็นความมุ่งมั่นในการลงสนาม” ของนักเตะรายนี้

ท้ายที่สุด โอเวนหมดสัญญากับนิวคาสเซิล ในปี 2009 หลังปฏิเสธต่อสัญญากับทีม ขณะที่ทัพสาลิกาดงตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลนั้น

จากนักฟุตบอลที่ครั้งหนึ่ง เคยมีรางวัลรับประกันว่า "เก่งที่สุดในโลก" เขากลายเป็นนักเตะที่ไม่มีทีมเล่น ในปี 2009 ตอนอายุ 29 ปี ซึ่งควรเป็นช่วงเวลาที่พีคที่สุดของอาชีพนักฟุตบอล

ทัศนคติ ที่ล้มเหลว

“การย้ายไปเล่นที่นิวคาสเซิล คือความผิดพลาดครั้งใหญ่ของผม มันคือการก้าวถอยหลัง ผมไม่เคยอยากไปที่นั่น ไม่เคยอยากไปเล่นให้นิวคาสเซิล” โอเวนเปิดเผยถึงความรู้สึกในใจ ที่มีต่อทีมสาลิกาดง ในหนังสือชีวประวัติส่วนตัว เล่มใหม่ล่าสุด


Photo : talksport.com

ประโยคข้างต้นคือเครื่องยืนยันที่ชัดเจนที่สุด ว่าตลอดระยะเวลา 4 ปี ในสีเสื้อดำ-ขาว ไมเคิล โอเวน ไม่เคยเต็มใจเล่นให้กับ นิวคาสเซิล แม้แต่น้อย ซึ่งบทสรุปจึงลงเอย ด้วยความล้มเหลวครั้งใหญ่ของทีมสาลิกาดง

“ทุกคนในปี 2009 หวังพึ่งพาเขา ในการช่วยให้รอดตกชั้น” ไมเคิล บริดเจส อดีตนักเตะของนิวคาสเซิล และเพื่อนของโอเวน ตั้งแต่สมัยวัยรุ่นกล่าว 

“เขาจะพูดถึงสถิติอะไรก็ได้ แต่ในความจริงเขาโกยเงินกว่า 20 ล้านปอนด์ เข้ากระเป๋าจากนิวคาสเซิล แล้วออกมาพูดว่า เขาไม่อยากเล่นให้กับทีม เขาไม่มีความสุขแม้น้อย นี่คือการกระทำที่ไม่ให้เกียรติสโมสร อย่างร้ายกาจ”


Photo : therepublikofmancunia.com

โอเวนอาจมีช่วงเวลาที่ดี หลังออกจากนิวคาสเซิล ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ว่าเขาได้ลงสนามให้ทีมปีศาจแดง เพียง 31 นัด ตลอด 3 ปี และยิงได้แค่ 5 ประตู...ก่อนจะถูกปล่อยตัวไปอยู่กับสโต๊ค ซิตี้ และแขวนสตั๊ดลงในปี 2013 ด้วยวัยแค่ 33 ปี

บ่อยครั้ง ที่เบบี้โกล พูดถึงความล้มเหลว ในชีวิตการค้าแข้งของตัวเอง ว่ามาจากเรื่องของอาการบาดเจ็บ...แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทัศนคติของโอเวน มีผลสำคัญที่ทำให้เขาไปได้ไม่ไกล อย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งถูกหล่อหลอมมาจาก ความสำเร็จในวัยเด็ก

เกียรติยศที่เขาได้มาตั้งแต่วัยเยาว์ สร้างกับดักให้โอเวนหลงอยู่ในชื่อเสียง ความสำเร็จ ที่เขาต้องประสบความสำเร็จตลอดเวลา เป็นคนสำคัญของทีม มีถ้วยแชมป์อยู่ในมือ และเขาไม่สามารถปล่อยวาง ความทรงจำแสนหวานเหล่านี้

ความล้มเหลวที่มาดริด นำพาเขาไปที่นิวคาสเซิล สถานที่เปลี่ยนชีวิต หากโอเวน มุ่งมั่นตั้งใจทำผลงาน ให้ดีที่สุด กับการลงสนาม บางทีเขาอาจจะกลับมาแจ้งเกิดอีกครั้ง กลับมาได้รับการยอมรับ ในฐานะยอดกองหน้าของโลก อย่างที่เคยเป็น 

แต่เขากลับยึดติด กับอดีตสมัยที่ตัวเองเป็นดาวรุ่ง และปิดตา ไม่ยอมมองสถานะ ที่ตัวเองยืนอยู่ในปัจจุบัน ทำให้เขาล้มเหลว ในชีวิตการค้าแข้ง เมื่อถึงวันที่เขาแขวนสตั๊ด ภาพของอดีตนักเตะเจ้าของรางวัล บัลลง ดอร์ กลายเป็นเพียงความทรงจำสีจาง ขณะที่แฟนบอลจำนวนมาก จำเขาในฐานะ “ตำนานของสโต๊ค ซิตี้” ซึ่งเป็นคำถากถาง จากแฟนบอล ที่มีให้กับอดีตนักเตะโกลเด้นบอยรายนี้


Photo : www.footballdeluxe.com

“ผมไม่รู้สึกแปลกใจ ที่เขาจะออกมาพูดว่า เขาไม่เคยอยากย้ายมานิวคาสเซิล เขาเป็นแบบนี้มาตลอด ทุกช่วงเวลาที่เขาอยู่กับผม เขาไม่เคยคิดถึงทีม เขาคิดแค่การย้ายทีมเท่านั้น”

“เขาไม่ใช่แค่ไม่อยากลงสนาม แต่เขายังขาดระเบียบวินัยอีกด้วย ถ้าเขามีความมุ่งมั่นมากกว่านี้ เขาคงจะเป็นนักเตะที่ดีที่สุด ของอังกฤษอย่างแน่นอน”

“แต่มันไม่เคยเกิดขึ้น เขาไม่ใส่ใจตัวเอง นั่นทำให้เขาไม่สามารถเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม และไม่เคยกลับไปเป็นสุดยอดนักเตะได้อีกเลย” แชม อัลลาไดซ์ กล่าวถึงอดีตลูกทีม สมัยที่เขาคุมนิวคาสเซิล

บทเรียนของโอเวน คือสิ่งที่บอกเล่า ให้นักฟุตบอลทุกคน ได้รับรู้ว่า อย่าหลงละเริง ติดกับดักของความสำเร็จ เพราะไม่ว่าชีวิตจะเจอวันที่ดีหรือร้าย ทุกคนต้องก้าวเดินต่อไปข้างหน้า และไม่มีอะไรสำคัญไปกว่า การทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพื่อให้อนาคตที่ดีของเราได้มา