พนง.ออฟฟิศ เอะใจ "เล็บเป็นแบบนี้" ไปตรวจยิ่งช็อก ไตวายระยะสุดท้าย!

พนง.ออฟฟิศ เอะใจ "เล็บเป็นแบบนี้" ไปตรวจยิ่งช็อก ไตวายระยะสุดท้าย!

พนง.ออฟฟิศ เอะใจ "เล็บเป็นแบบนี้" ไปตรวจยิ่งช็อก ไตวายระยะสุดท้าย!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สาววัย 40 เล็บครึ่งขาวครึ่งแดง ไม่คิดว่าเป็นอะไร ตรวจพบไตวายระยะ 5 หมอเตือน 3 สัญญาณบนเล็บ

สาววัย 40 เล็บครึ่งขาวครึ่งแดง เพื่อนทักให้ตรวจสุขภาพ พบไตวายระยะ 5 หมอเผย 3 ลักษณะเล็บผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคไต

เล็บครึ่งขาวครึ่งแดง อาจเป็นสัญญาณของโรคไตจริงหรือ? เรื่องราวของหญิงวัย 40 กว่าปีในไต้หวันกลายเป็นอุทาหรณ์ด้านสุขภาพ หลังจากเธอมีอาการเหนื่อยง่ายและปัสสาวะเป็นฟองอยู่ระยะหนึ่ง แต่ไม่ได้ตระหนักถึงความผิดปกติ กระทั่งเพื่อนร่วมงานสังเกตเห็นว่าเล็บของเธอมีสีขาวและแดงเข้มแบ่งเป็นสองส่วนอย่างชัดเจน จึงแนะนำให้ไปพบแพทย์

ผลการตรวจกลับทำให้เธอตกใจอย่างมาก เพราะแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 ซึ่งเป็นระยะที่การทำงานของไตลดลงอย่างรุนแรง และอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาทดแทนไตตามอาการและผลการตรวจเพิ่มเติม

กรณีดังกล่าวถูกเปิดเผยโดย นพ.หง หย่งเสียง (Dr. Hong Yongxiang) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคไตชาวไต้หวัน ซึ่งอธิบายว่าเมื่อไตทำงานผิดปกติอย่างรุนแรง อาจส่งผลต่อสีและการเจริญเติบโตของเล็บได้ โดยมีลักษณะสำคัญ 3 แบบที่ควรสังเกต

สาววัย 40 ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า แต่ตรวจพบไตวายระยะสุดท้าย

ตามรายงานของสื่อไต้หวัน TVBS และ CTWANT เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2026 นพ.หง หย่งเสียง ได้เล่าถึงกรณีของหญิงวัย 40 กว่าปี ซึ่งทำงานในตำแหน่งผู้บริหารของบริษัทแห่งหนึ่ง โดยเธอมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่ได้สูบบุหรี่หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่ผ่านมาเธอเริ่มรู้สึกเหนื่อยง่ายกว่าปกติ และสังเกตว่าปัสสาวะมีฟอง แต่ไม่ได้คิดว่าเป็นปัญหาสุขภาพร้ายแรง จึงยังใช้ชีวิตและทำงานตามปกติ

จนกระทั่งวันหนึ่ง เพื่อนร่วมงานสังเกตเห็นสีเล็บของเธอผิดปกติ โดยเล็บบริเวณใกล้โคนมีสีขาวซีด ขณะที่ส่วนปลายเล็บมีสีแดงคล้ำ จึงถามด้วยความสงสัยว่าเหตุใดเล็บจึงมีสีแบ่งออกเป็นสองส่วน

ในตอนแรกหญิงรายนี้คิดว่าอาจเกี่ยวข้องกับการดื่มกาแฟเป็นประจำจนทำให้ร่างกายขาดแคลเซียม จึงไปพบแพทย์ผิวหนังก่อน และต่อมาได้รับการส่งต่อไปตรวจที่แผนกโรคไต

ผลการตรวจพบว่าเธอเป็นโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 หรือระยะไตวาย ซึ่งเป็นระดับที่การทำงานของไตลดลงอย่างมาก ทำให้ต้องได้รับการประเมินและดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ การไม่สูบบุหรี่หรือไม่ดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสเป็นโรคไต เพราะโรคไตเรื้อรังอาจเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไตอักเสบ และความผิดปกติของไตบางชนิด

หมอไตเตือน 3 ลักษณะเล็บผิดปกติที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคไต

นพ.หงอธิบายว่า เมื่อประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลงอย่างรุนแรง ร่างกายอาจเกิดการสะสมของเสีย ภาวะโลหิตจาง หรือความผิดปกติของโปรตีนในเลือด ซึ่งอาจส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดและการเจริญเติบโตของเล็บ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงของเล็บไม่ได้เป็นอาการเฉพาะของโรคไต เพราะสามารถพบร่วมกับโรคอื่น ภาวะขาดสารอาหาร หรือความผิดปกติของเล็บโดยตรงได้เช่นกัน จึงควรใช้เป็นสัญญาณประกอบการสังเกตสุขภาพ ไม่ใช่เกณฑ์วินิจฉัยโรคด้วยตนเอง

1. เล็บครึ่งขาวครึ่งแดง หรือ Lindsay's Nails

เล็บครึ่งขาวครึ่งแดง (Half-and-Half Nails หรือ Lindsay's Nails) เป็นลักษณะเล็บที่มีสีแบ่งออกเป็นสองส่วน โดยบริเวณใกล้โคนเล็บมีสีขาวซีด ส่วนบริเวณปลายเล็บมีสีชมพู แดง หรือน้ำตาลแดง และอาจมีเส้นแบ่งระหว่างสองสีอย่างชัดเจน

ความผิดปกตินี้ได้รับการอธิบายทางการแพทย์มาตั้งแต่ปี 1967 โดยนักวิจัยชื่อ P. G. Lindsay ซึ่งพบลักษณะดังกล่าวในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและผู้ที่มีภาวะยูรีเมีย หรือการสะสมของเสียในเลือดจากการทำงานของไตบกพร่อง

งานวิจัยและบทความทบทวนทางการแพทย์ระบุว่า ลักษณะเล็บแบบ Lindsay's Nails สามารถพบได้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง โดยมีรายงานความชุกแตกต่างกันตามกลุ่มผู้ป่วยที่ศึกษา แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยโรคไตทุกคนจะมีเล็บลักษณะนี้

กลไกที่ทำให้เล็บเปลี่ยนสีอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและเนื้อเยื่อบริเวณใต้เล็บ รวมถึงกระบวนการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติ แต่กลไกทั้งหมดของภาวะนี้ยังไม่ได้รับการอธิบายอย่างแน่ชัด

ที่สำคัญ การมีเล็บครึ่งขาวครึ่งแดงไม่ได้แปลว่าเป็นโรคไตวายระยะสุดท้ายเสมอไป เพราะยังสามารถพบร่วมกับภาวะสุขภาพอื่นได้ หากมีลักษณะเล็บเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเหนื่อยง่ายหรือปัสสาวะผิดปกติ ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

2. เล็บมีร่องขวางลึก หรือ Beau's Lines

ร่องเล็บตามแนวขวาง หรือ Beau's Lines เป็นลักษณะความผิดปกติที่มีร่องหรือรอยบุ๋มพาดขวางบนผิวเล็บ โดยร่องดังกล่าวอาจปรากฏบนเล็บหนึ่งนิ้วหรือหลายเล็บพร้อมกัน และจะค่อย ๆ เคลื่อนออกไปทางปลายนิ้วตามการเจริญเติบโตของเล็บ

นพ.หงอธิบายว่า ร่องเล็บลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นเมื่อร่างกายเผชิญความเจ็บป่วยรุนแรงจนส่งผลให้การสร้างเล็บบริเวณโคนเล็บหรือ Nail Matrix ชะลอตัวหรือหยุดลงชั่วคราว เมื่อร่างกายกลับมาฟื้นตัวและเล็บเริ่มเจริญเติบโตอีกครั้ง จึงเกิดรอยร่องตามแนวขวาง

ผู้ป่วยโรคไตที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอาจพบความผิดปกติของการเจริญเติบโตของเล็บได้ แต่ Beau's Lines ไม่ใช่สัญญาณเฉพาะของโรคไต เพราะยังอาจเกิดจากการติดเชื้อรุนแรง การมีไข้สูง ภาวะขาดสารอาหาร การบาดเจ็บบริเวณโคนเล็บ หรือผลจากยาบางชนิด

ดังนั้น หากพบร่องขวางบนเล็บโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อเกิดพร้อมกันหลายเล็บหรือมีอาการผิดปกติอื่นร่วมด้วย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินว่าเกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพใดหรือไม่

3. เล็บขาวซีดเกือบทั้งแผ่น หรือ Terry's Nails

เล็บเทอร์รี (Terry's Nails) เป็นลักษณะที่เล็บส่วนใหญ่มีสีขาวซีดหรือขาวขุ่นคล้ายกระจกฝ้า โดยอาจเหลือแถบสีชมพูหรือน้ำตาลแคบบริเวณปลายเล็บ และทำให้มองไม่เห็นบริเวณสีขาวรูปพระจันทร์เสี้ยวที่โคนเล็บ หรือ Lunula ได้ชัดเจน

นพ.หงอธิบายว่า ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังอาจเกิดภาวะโลหิตจางจากการที่ไตผลิตฮอร์โมนอีริโทรโพอิติน (Erythropoietin หรือ EPO) ลดลง ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคไตบางรายอาจมีการสูญเสียโปรตีนทางปัสสาวะจำนวนมาก ส่งผลให้ระดับโปรตีนอัลบูมินในเลือดลดลง และอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อหรือหลอดเลือดบริเวณใต้เล็บได้

อย่างไรก็ตาม Terry's Nails สามารถพบในผู้ที่มีโรคตับ ภาวะหัวใจล้มเหลว และโรคหรือภาวะสุขภาพบางชนิดด้วย จึงไม่สามารถใช้ลักษณะเล็บขาวซีดเพียงอย่างเดียวเพื่อยืนยันโรคไตได้

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ การมองไม่เห็นจันทร์เสี้ยวสีขาวบริเวณโคนเล็บไม่ได้แปลว่ามีโรคเสมอไป เพราะบางคนมี Lunula ที่มองเห็นได้ไม่ชัดตามธรรมชาติ หากไม่มีความผิดปกติอื่นร่วมด้วยก็ไม่จำเป็นต้องสรุปว่าตนเองกำลังป่วยเป็นโรคไต

สรุปความแตกต่างของเล็บ 3 ลักษณะที่ควรสังเกต

ลักษณะเล็บ ความผิดปกติที่สังเกตได้ สิ่งที่ควรรู้
Lindsay's Nails โคนเล็บสีขาว ปลายเล็บสีชมพู แดง หรือน้ำตาล มีความสัมพันธ์กับโรคไตเรื้อรัง แต่ไม่ใช่หลักฐานยืนยันโรค
Beau's Lines มีร่องลึกพาดขวางบนผิวเล็บ อาจเกิดจากการเจ็บป่วยรุนแรง การบาดเจ็บ หรือภาวะอื่น ๆ
Terry's Nails เล็บขาวซีดเกือบทั้งหมด เหลือแถบสีเล็กน้อยที่ปลายเล็บ อาจพบร่วมกับโรคไต โรคตับ หรือโรคอื่นบางชนิด

นอกจากเล็บผิดปกติ โรคไตเรื้อรังมีอาการอะไรอีกบ้าง?

โรคไตเรื้อรังเป็นภาวะที่ไตค่อย ๆ สูญเสียความสามารถในการกรองของเสียออกจากเลือด โดยในระยะแรกผู้ป่วยจำนวนมากอาจไม่มีอาการชัดเจน ทำให้บางคนไม่ทราบว่าตนเองมีปัญหาไตจนกระทั่งได้รับการตรวจเลือดหรือตรวจปัสสาวะ

เมื่อโรคดำเนินไปมากขึ้น อาจเริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ คันตามผิวหนัง บวมบริเวณเท้าหรือข้อเท้า และมีการเปลี่ยนแปลงของปัสสาวะ ซึ่งอาการเหล่านี้อาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย

อาการที่ควรให้ความสนใจ ได้แก่

  • ปัสสาวะเป็นฟองบ่อยผิดปกติ: อาจเกี่ยวข้องกับการมีโปรตีนรั่วในปัสสาวะ แต่ฟองปัสสาวะอาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน
  • เหนื่อยง่ายหรืออ่อนเพลีย: อาจเกี่ยวข้องกับภาวะโลหิตจางหรือการทำงานของไตที่ลดลง
  • เท้าหรือข้อเท้าบวม: อาจเกิดจากการคั่งของน้ำและเกลือ แต่ไม่ได้จำเพาะต่อโรคไต
  • เบื่ออาหารหรือคลื่นไส้: สามารถพบได้เมื่อการทำงานของไตลดลงมาก
  • ความดันโลหิตสูง: เป็นทั้งปัจจัยเสี่ยงและภาวะที่อาจเกิดร่วมกับโรคไตเรื้อรัง
  • ปัสสาวะเปลี่ยนแปลง: เช่น มีเลือดปน หรือปริมาณปัสสาวะผิดปกติ

หากมีอาการผิดปกติเหล่านี้ต่อเนื่อง ไม่ควรรอจนเล็บเปลี่ยนสีจึงค่อยไปตรวจ เพราะโรคไตเรื้อรังสามารถดำเนินไปโดยไม่มีความผิดปกติที่สังเกตได้จากภายนอก

อยากรู้ว่าไตทำงานปกติหรือไม่ ต้องตรวจอะไร?

มูลนิธิโรคไตแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Kidney Foundation) ระบุว่า การประเมินโรคไตเรื้อรังควรใช้การตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะร่วมกัน เนื่องจากสามารถช่วยประเมินทั้งประสิทธิภาพในการกรองของไตและการรั่วของโปรตีนออกทางปัสสาวะ

1. ตรวจเลือดเพื่อประเมินค่า eGFR

ค่า eGFR หรือ Estimated Glomerular Filtration Rate เป็นค่าประมาณอัตราการกรองของไต ซึ่งคำนวณจากข้อมูลหลายอย่าง รวมถึงระดับครีเอตินินในเลือด เพื่อประเมินว่าไตสามารถกรองของเสียได้ดีเพียงใด

หากค่า eGFR ต่ำกว่า 60 มิลลิลิตรต่อนาทีต่อพื้นที่ผิวกาย 1.73 ตารางเมตรอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาอย่างน้อย 3 เดือน อาจเข้าเกณฑ์โรคไตเรื้อรัง ส่วนค่า eGFR ต่ำกว่า 15 อาจเข้าเกณฑ์โรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากแพทย์อย่างใกล้ชิด

2. ตรวจปัสสาวะเพื่อประเมินค่า uACR

ค่า uACR หรือ Urine Albumin-to-Creatinine Ratio เป็นการตรวจวัดสัดส่วนอัลบูมินต่อครีเอตินินในปัสสาวะ เพื่อประเมินว่ามีโปรตีนอัลบูมินรั่วออกมามากกว่าปกติหรือไม่

หากค่า uACR ตั้งแต่ 30 มิลลิกรัมต่อกรัมขึ้นไป อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติของไต โดยแพทย์จะพิจารณาตรวจซ้ำและประเมินร่วมกับผลเลือด ประวัติสุขภาพ และปัจจัยอื่นก่อนวินิจฉัย

ผู้ที่มีโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือมีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคไต ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองตามความเสี่ยง แม้ว่าจะยังไม่มีอาการผิดปกติให้เห็นก็ตาม

เล็บผิดปกติแบบไหนควรไปพบแพทย์?

หากเล็บเปลี่ยนสีอย่างชัดเจนโดยไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อเกิดกับหลายเล็บพร้อมกันหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น เหนื่อยง่าย ปัสสาวะเป็นฟองเรื้อรัง หรือมีอาการบวม ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเพื่อค้นหาสาเหตุ

ไม่ควรใช้สีเล็บเพียงอย่างเดียวในการตัดสินว่าตนเองเป็นโรคไตวาย เพราะการเปลี่ยนแปลงของเล็บอาจเกี่ยวข้องกับโรคผิวหนัง การบาดเจ็บ ภาวะขาดสารอาหาร และโรคของอวัยวะอื่นด้วย

หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ซึมลง หรือปัสสาวะลดลงอย่างมากร่วมกับอาการเจ็บป่วย ควรรีบไปโรงพยาบาลเพื่อประเมินโดยเร็ว ไม่ควรรอสังเกตอาการเองที่บ้าน

สรุป เล็บครึ่งขาวครึ่งแดงอาจเป็นสัญญาณโรคไต แต่ต้องตรวจยืนยัน

กรณีหญิงวัย 40 กว่าปีในไต้หวันที่พบโรคไตเรื้อรังระยะที่ 5 หลังเพื่อนร่วมงานสังเกตเห็นเล็บครึ่งขาวครึ่งแดง เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นความสำคัญของการใส่ใจความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย โดยเฉพาะเมื่อมีอาการเหนื่อยง่ายและปัสสาวะเป็นฟองร่วมด้วย

ลักษณะเล็บที่ควรรู้จัก ได้แก่ Lindsay's Nails ซึ่งมีสีขาวและแดงแบ่งเป็นสองส่วน Beau's Lines ซึ่งเป็นร่องขวางบนเล็บ และ Terry's Nails ซึ่งทำให้เล็บดูขาวซีดเกือบทั้งหมด แม้จะพบร่วมกับโรคไตได้ แต่ลักษณะเหล่านี้ไม่ใช่อาการเฉพาะและไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคไตด้วยตนเอง

ดังนั้น หากมีสีเล็บเปลี่ยนแปลงผิดปกติหรือสงสัยว่ามีปัญหาไต สิ่งสำคัญคือการพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดและตรวจปัสสาวะ โดยเฉพาะค่า eGFR และ uACR เพราะการค้นพบโรคไตตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะช่วยให้แพทย์วางแผนดูแลและชะลอการดำเนินโรคได้อย่างเหมาะสม

 

 

 

แหล่งอ้างอิง

  1. TVBS – รายงานกรณีหญิงวัย 40 กว่าปี พบไตวายระยะที่ 5 จากการตรวจหลังพบเล็บผิดปกติ
  2. Clinical Case Reports – Chronic Kidney Disease Entertained from Lindsay's Nails: A Case Report and Literature Review
  3. Cureus – Dermatological Manifestations in Patients With Chronic Kidney Disease: A Review
  4. Cleveland Clinic – Beau's Lines: What It Looks Like, Causes and Treatment
  5. National Kidney Foundation – Chronic Kidney Disease
  6. National Kidney Foundation – Know Your Kidney Numbers: eGFR and uACR
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล