เครื่องในสัตว์ 1 ชนิด ติดอันดับ "อาหารดีที่สุดในโลก" คนไทยกินมานานแล้ว!

เครื่องในสัตว์ 1 ชนิด ติดอันดับ "อาหารดีที่สุดในโลก" คนไทยกินมานานแล้ว!

เครื่องในสัตว์ 1 ชนิด ติดอันดับ "อาหารดีที่สุดในโลก" คนไทยกินมานานแล้ว!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดอาหารอันดับ 12 จาก BBC Good Food! "ตับสัตว์" เครื่องในที่คนไทยกินมานาน ประโยชน์สูงแต่ไม่ควรกินบ่อย

เปิดประโยชน์ตับสัตว์ อาหารอันดับ 12 จาก BBC Good Food อุดมวิตามินเอ ธาตุเหล็ก และบี 12 พร้อมวิธีกินตับให้ปลอดภัยและกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง

ตับสัตว์มีประโยชน์อะไร ทำไมถึงติดอันดับอาหารดีต่อสุขภาพ? เมื่อพูดถึงเครื่องในสัตว์ หลายคนอาจนึกถึงอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูงและไม่ควรรับประทานบ่อย แต่รู้หรือไม่ว่าเครื่องในชนิดหนึ่งที่คนไทยคุ้นเคยอย่างตับหมู ตับไก่ และตับวัว กลับเป็นอาหารที่มีสารอาหารหลายชนิดในปริมาณสูง โดยเฉพาะวิตามินเอ วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และโปรตีน

ที่น่าสนใจคือ เว็บไซต์ BBC Good Food ของสหราชอาณาจักร ได้จัดให้ตับสัตว์อยู่ในลำดับที่ 12 ของบทความ Top 20 Healthiest Foods หรือ 20 อาหารที่ดีต่อสุขภาพ โดยให้เหตุผลว่าตับเป็นหนึ่งในอาหารที่มีความหนาแน่นของสารอาหารสูง สามารถให้วิตามินและแร่ธาตุสำคัญหลายชนิดในปริมาณอาหารที่ไม่มากนัก

อย่างไรก็ตาม การติดอันดับดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าตับสัตว์เหมาะกับทุกคน หรือสามารถรับประทานได้ไม่จำกัด เพราะตับมีวิตามินเอในรูปเรตินอลสูงมาก หากได้รับมากเกินไปอย่างต่อเนื่องอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพ โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีความเสี่ยงกระดูกพรุน และผู้ป่วยโรคเกาต์ที่ต้องควบคุมอาหารพิวรีนสูง

ทำไม BBC Good Food จึงจัดตับสัตว์เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง?

ในบทความ Top 20 Healthiest Foods เว็บไซต์ BBC Good Food จัดตับสัตว์ไว้ในลำดับที่ 12 โดยระบุว่าตับเป็นแหล่งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุที่สำคัญหลายชนิด อีกทั้งสารอาหารบางประเภทอยู่ในรูปแบบที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดี

จุดเด่นของตับสัตว์คือมีวิตามินเอในรูปเรตินอล (Retinol) ซึ่งเป็นวิตามินเอรูปแบบที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้โดยตรง ต่างจากเบตาแคโรทีนในผักและผลไม้ที่ร่างกายต้องเปลี่ยนเป็นวิตามินเออีกขั้นตอนหนึ่ง

นอกจากนี้ ตับยังมีวิตามินบี 12 โฟเลต ธาตุเหล็ก ทองแดง และโคลีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของระบบประสาท และกระบวนการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย

อย่างไรก็ตาม คำว่าอาหารดีต่อสุขภาพไม่ได้หมายความว่าตับเป็นอาหารที่ต้องรับประทานทุกวัน เพราะความเหมาะสมของอาหารขึ้นอยู่กับอายุ โรคประจำตัว ปริมาณที่บริโภค และสารอาหารที่ได้รับจากอาหารชนิดอื่นร่วมด้วย

1. ตับสัตว์มีวิตามินเอสูง ช่วยดูแลสายตาและการมองเห็นในที่แสงน้อย

หนึ่งในสารอาหารที่โดดเด่นที่สุดของตับสัตว์คือวิตามินเอ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการมองเห็น โดยเฉพาะการทำงานของจอประสาทตาในสภาวะที่มีแสงน้อย รวมถึงช่วยรักษาสุขภาพของผิวหนังและเยื่อบุในส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

ข้อมูลจากระบบบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร หรือ NHS ระบุว่า วิตามินเอมีความสำคัญต่อการมองเห็นในที่แสงสลัว การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และการดูแลผิวหนังกับเยื่อบุให้แข็งแรง

หากร่างกายได้รับวิตามินเอไม่เพียงพอเป็นเวลานาน อาจส่งผลให้เกิดปัญหาการมองเห็นในที่มืด หรือภาวะตาบอดกลางคืนได้ในบางกรณี แต่ไม่ได้หมายความว่าการรับประทานตับมากขึ้นจะช่วยให้ผู้ที่มีสายตาปกติมองเห็นดีขึ้นเป็นพิเศษ

ข้อควรระวังคือ ตับสัตว์มีวิตามินเอในปริมาณสูงมาก การรับประทานบ่อยหรือกินในปริมาณมากจึงอาจทำให้ได้รับวิตามินเอเกินความต้องการ โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารเสริมวิตามินเอร่วมด้วย

2. ตับสัตว์อุดมด้วยธาตุเหล็กและวิตามินบี 12 ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง

ตับสัตว์เป็นแหล่งของธาตุเหล็กที่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยมีธาตุเหล็กประเภทฮีม (Heme Iron) ซึ่งพบในอาหารจากสัตว์และร่างกายสามารถดูดซึมได้ดีกว่าธาตุเหล็กที่ไม่ใช่ฮีมในอาหารจากพืชโดยทั่วไป

ธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเม็ดเลือดแดงที่ช่วยลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย หากได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก

นอกจากนี้ ตับยังมีวิตามินบี 12 และโฟเลต ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงตามปกติ โดยการขาดวิตามินเหล่านี้อาจทำให้เกิดภาวะโลหิตจางบางประเภท รวมถึงส่งผลต่อระบบประสาทได้

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ภาวะโลหิตจางทุกชนิดจะรักษาได้ด้วยการรับประทานตับ เพราะภาวะโลหิตจางมีหลายสาเหตุ เช่น การขาดธาตุเหล็ก การขาดวิตามินบี 12 โรคทางพันธุกรรม หรือโรคเรื้อรัง ผู้ที่มีอาการซีด เหนื่อยง่าย หรืออ่อนเพลียผิดปกติจึงควรตรวจหาสาเหตุก่อนรักษา

3. วิตามินบีในตับช่วยสนับสนุนกระบวนการสร้างพลังงานของร่างกาย

ตับสัตว์มีวิตามินกลุ่มบีหลายชนิด เช่น วิตามินบี 2 บี 3 บี 6 และบี 12 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการเปลี่ยนสารอาหารจากอาหารให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ รวมถึงการทำงานของระบบประสาทและการสร้างเซลล์ต่าง ๆ

วิตามินกลุ่มบีไม่ได้ให้พลังงานแก่ร่างกายโดยตรงเหมือนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน แต่ทำหน้าที่ช่วยให้กระบวนการเผาผลาญพลังงานดำเนินไปได้ตามปกติ

การรับประทานตับจึงอาจช่วยให้ได้รับวิตามินกลุ่มบีอย่างเพียงพอในผู้ที่มีความต้องการสารอาหารเหล่านี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการกินตับแล้วจะทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าทันที หรือสามารถรักษาอาการอ่อนเพลียที่เกิดจากทุกสาเหตุได้

4. ตับสัตว์มีโปรตีน ช่วยรักษามวลกล้ามเนื้อและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ

นอกจากวิตามินและแร่ธาตุแล้ว ตับสัตว์ยังมีโปรตีนคุณภาพดี ซึ่งประกอบด้วยกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายต้องใช้ในการสร้างและซ่อมแซมกล้ามเนื้อ รวมถึงเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ

โปรตีนยังมีความสำคัญต่อการสร้างเอนไซม์ ฮอร์โมนบางชนิด และองค์ประกอบของระบบภูมิคุ้มกัน โดยการได้รับโปรตีนอย่างเพียงพอจะช่วยสนับสนุนการทำงานของร่างกายในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม แม้ตับจะเป็นแหล่งโปรตีนที่ดี แต่สามารถได้รับโปรตีนจากอาหารอื่นได้เช่นกัน เช่น ปลา ไข่ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน นม เต้าหู้ และถั่วชนิดต่าง ๆ จึงไม่จำเป็นต้องพึ่งตับเป็นแหล่งโปรตีนหลัก

5. ตับมีโคลีน ช่วยการทำงานของตับและระบบประสาท

โคลีน (Choline) เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่พบในตับสัตว์ โดยสารชนิดนี้มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ การทำงานของระบบประสาท และกระบวนการขนส่งไขมันภายในร่างกาย

โคลีนมีความสำคัญต่อการทำงานของตับ เพราะมีส่วนช่วยในการขนส่งไขมันออกจากตับ โดยการได้รับโคลีนไม่เพียงพอในบางสภาวะอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการสะสมไขมันในตับ

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าการรับประทานตับสัตว์สามารถป้องกันหรือรักษาโรคไขมันพอกตับได้โดยตรง เพราะโรคดังกล่าวมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน เช่น น้ำหนักเกิน ภาวะดื้อต่ออินซูลิน เบาหวาน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต

ดังนั้น แม้ตับสัตว์จะมีโคลีน แต่การดูแลสุขภาพตับยังต้องอาศัยการรับประทานอาหารที่สมดุล การออกกำลังกาย และการจัดการโรคประจำตัวอย่างเหมาะสม

6. ตับมีวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกันและสุขภาพกระดูก

ตับสัตว์มีสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 12 และทองแดง รวมถึงวิตามินดีในปริมาณที่แตกต่างกันตามชนิดสัตว์และแหล่งอาหารของสัตว์นั้น ๆ

วิตามินดีมีบทบาทสำคัญในการช่วยดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งจำเป็นต่อการดูแลสุขภาพกระดูก ขณะที่วิตามินเอช่วยสนับสนุนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันและเยื่อบุที่เป็นแนวป้องกันของร่างกาย

อย่างไรก็ตาม ตับสัตว์ไม่ได้เป็นแหล่งวิตามินดีที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุกคน และปริมาณวิตามินดีในตับแต่ละชนิดอาจแตกต่างกันมาก โดยผู้ที่ต้องการดูแลระดับวิตามินดีควรพิจารณาแหล่งอาหารอื่นร่วมด้วย เช่น ปลาที่มีไขมัน ไข่ และอาหารที่เสริมวิตามินดี

ที่สำคัญ การได้รับวิตามินเอมากเกินไปเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหากระดูกในบางกลุ่ม จึงไม่ควรรับประทานตับในปริมาณมากเพื่อหวังบำรุงกระดูกโดยเฉพาะ

ใครบ้างที่ควรระวังการกินตับสัตว์?

แม้ตับสัตว์จะมีสารอาหารหลายชนิด แต่บางกลุ่มจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงหรือจำกัดปริมาณ เพราะอาจได้รับวิตามินเอหรือสารอื่นเกินความเหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัวหรืออยู่ในช่วงที่ร่างกายมีความต้องการสารอาหารแตกต่างจากคนทั่วไป

1. หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์

NHS แนะนำให้หญิงตั้งครรภ์หลีกเลี่ยงการรับประทานตับและผลิตภัณฑ์จากตับ เนื่องจากมีวิตามินเอในรูปเรตินอลสูงมาก หากได้รับในปริมาณมากอาจส่งผลเสียต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์

ผู้ที่กำลังวางแผนตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการได้รับวิตามินเอจากอาหารและอาหารเสริม เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับวิตามินเอรูปแบบเรตินอลมากเกินไปโดยไม่จำเป็น

2. ผู้ป่วยโรคเกาต์หรือผู้ที่ต้องจำกัดพิวรีน

ตับสัตว์จัดอยู่ในกลุ่มอาหารที่มีพิวรีนสูง เมื่อร่างกายย่อยสลายพิวรีนจะเกิดกรดยูริก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเกิดผลึกยูเรตสะสมในข้อต่อและกระตุ้นอาการของโรคเกาต์

Arthritis Foundation แนะนำให้ผู้ป่วยโรคเกาต์หลีกเลี่ยงหรือจำกัดเครื่องในสัตว์ที่มีพิวรีนสูง เช่น ตับและไต โดยควรปรับอาหารควบคู่กับการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์

3. ผู้สูงอายุและหญิงวัยหมดประจำเดือน

ผู้สูงอายุบางกลุ่มและหญิงวัยหมดประจำเดือนอาจมีความเสี่ยงต่อภาวะกระดูกพรุนมากขึ้น ขณะที่การได้รับวิตามินเอรูปเรตินอลในปริมาณสูงต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงกระดูกหักที่เพิ่มขึ้น

NHS จึงแนะนำให้ผู้สูงอายุและหญิงวัยหมดประจำเดือนระวังการรับประทานตับบ่อยเกินไป รวมถึงตรวจสอบปริมาณวิตามินเอจากอาหารเสริมที่ใช้ร่วมกันด้วย

4. ผู้ที่มีภาวะวิตามินเอเกินหรือโรคที่ต้องจำกัดสารอาหารบางชนิด

ผู้ที่มีภาวะวิตามินเอเกิน หรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดวิตามินเอ ทองแดง หรือสารอาหารอื่น ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนรับประทานตับ เพราะตับมีสารอาหารหลายชนิดในปริมาณค่อนข้างสูง

ในบางกรณี ผู้ที่มีโรคตับบางชนิดหรือโรคเกี่ยวกับการสะสมทองแดง เช่น โรควิลสัน อาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีทองแดงสูง รวมถึงเครื่องในสัตว์ตามแผนการรักษาของแพทย์

กินตับสัตว์บ่อยแค่ไหนจึงเหมาะสม?

แม้ตับสัตว์จะมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ไม่ควรนำมารับประทานเป็นอาหารหลักทุกวัน โดย NHS แนะนำว่าโดยทั่วไปไม่ควรรับประทานตับหรือผลิตภัณฑ์จากตับมากกว่าสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เนื่องจากอาจได้รับวิตามินเอสูงเกินความเหมาะสม

ดังนั้น คำแนะนำที่ให้รับประทานตับครั้งละ 50–70 กรัม สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง จึงไม่สามารถใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานสำหรับทุกคนได้ เพราะตับแต่ละชนิดมีปริมาณวิตามินเอแตกต่างกัน และปริมาณที่เหมาะสมยังขึ้นอยู่กับสุขภาพและอาหารที่รับประทานร่วมด้วย

ผู้ที่รับประทานตับเป็นประจำควรระวังการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีวิตามินเอในรูปเรตินอลร่วมด้วย โดยเฉพาะหากมีปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพหรืออยู่ระหว่างการรักษาโรค

วิธีเลือกตับหมู ตับไก่ และตับวัว ให้สดและปลอดภัย

ก่อนนำตับมาประกอบอาหาร ควรเลือกซื้อจากร้านค้าที่มีแหล่งผลิตตรวจสอบได้และมีการควบคุมอุณหภูมิอย่างเหมาะสม เพราะเครื่องในสัตว์เป็นอาหารที่เสื่อมคุณภาพได้ง่ายหากเก็บรักษาไม่ถูกต้อง

  • เลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้: ร้านค้าควรมีความสะอาด และเก็บตับไว้ในตู้แช่เย็นหรือสภาพอุณหภูมิที่เหมาะสม
  • สังเกตสภาพภายนอก: ตับควรมีสีตามธรรมชาติของชนิดสัตว์ ไม่มีกลิ่นเน่า ไม่มีลักษณะลื่นเมือกหรือเนื้อเยื่อเสื่อมสภาพผิดปกติ
  • หลีกเลี่ยงตับที่มีความผิดปกติ: เช่น ก้อน ตุ่ม หรือรอยโรคที่ไม่สามารถระบุสาเหตุได้ ไม่ควรพยายามตัดส่วนผิดปกติออกแล้วนำส่วนที่เหลือมารับประทานเอง
  • เก็บรักษาในความเย็น: หากยังไม่ปรุงทันที ควรแช่เย็นและนำมาปรุงภายในระยะเวลาที่ปลอดภัย หรือแช่แข็งตามความเหมาะสม
  • แยกอุปกรณ์ระหว่างอาหารดิบกับอาหารสุก: ใช้เขียงและมีดแยกกันเพื่อลดโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรค

ต้องแช่ตับในนมหรือน้ำเกลือก่อนปรุงอาหารจริงไหม?

หลายคนมีเคล็ดลับการแช่ตับในนมสดหรือน้ำเกลือก่อนนำไปประกอบอาหาร เพราะเชื่อว่าจะช่วยดูดสารพิษและสิ่งตกค้างออกจากตับได้ทั้งหมด แต่ในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่มีหลักฐานน่าเชื่อถือว่าการแช่ตับด้วยวิธีดังกล่าวสามารถกำจัดสารพิษหรือเชื้อโรคทั้งหมดได้

การแช่ตับในนมอาจเป็นเทคนิคทางอาหารที่ช่วยปรับรสชาติหรือกลิ่นของตับตามความชอบ แต่ไม่สามารถใช้แทนการเลือกวัตถุดิบที่ปลอดภัยหรือการปรุงให้สุกได้

นอกจากนี้ ไม่ควรล้างเครื่องในดิบด้วยน้ำแรง ๆ จนกระเด็นไปทั่วบริเวณครัว เพราะอาจทำให้เชื้อแบคทีเรียจากอาหารดิบแพร่กระจายไปยังพื้นผิวและอาหารอื่นได้

หากต้องการลดกลิ่นเฉพาะตัวของตับ ควรใช้วิธีปรุงอาหารที่เหมาะสม เช่น การผัดกับขิง กระเทียม หรือสมุนไพรที่ช่วยเพิ่มกลิ่นหอม โดยต้องปรุงให้สุกทั่วถึงก่อนรับประทาน

ตับหมู ตับไก่ และตับวัว ทำเมนูอะไรได้บ้าง?

ตับสัตว์แต่ละชนิดมีรสชาติและเนื้อสัมผัสแตกต่างกัน จึงสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายรูปแบบ โดยควรให้ความสำคัญกับความสะอาดและการปรุงให้สุกมากกว่าการเลือกชนิดตับจากคำกล่าวอ้างว่ามีสรรพคุณรักษาโรคเฉพาะอย่าง

  • ตับหมู: เหมาะกับต้มเลือดหมู ข้าวต้มตับ ผัดตับกับกระเทียม หรือเมนูผัดผัก
  • ตับไก่: มีเนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่ม เหมาะสำหรับซุป ผัด หรือพาเตที่ผ่านการปรุงสุกอย่างปลอดภัย
  • ตับวัว: มีรสชาติเข้มข้น เหมาะกับเมนูผัดหัวหอม ผัดกระเทียม หรือเมนูที่ใช้สมุนไพรเพิ่มกลิ่นหอม

สำหรับการปรุงตับไก่ ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับการทำให้สุกทั่วถึง โดยกระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกา (USDA) แนะนำให้เนื้อสัตว์ปีก รวมถึงเครื่องในสัตว์ปีก มีอุณหภูมิภายในอย่างน้อย 74 องศาเซลเซียส เพื่อช่วยลดความเสี่ยงจากเชื้อก่อโรคในอาหาร

ไม่ควรรับประทานตับดิบหรือตับที่ยังไม่สุกทั่วถึง เพราะอาจมีเชื้อก่อโรคปนเปื้อนและทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยจากอาหารได้ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

จริงหรือไม่? ห้ามกินตับคู่กับถั่วงอก ผักชี หรือผักที่มีวิตามินซี

หนึ่งในความเชื่อที่พบได้บ่อยคือห้ามรับประทานตับร่วมกับผักที่มีวิตามินซี เพราะทองแดงและธาตุเหล็กในตับจะทำลายวิตามินซีทั้งหมด จนทำให้อาหารไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ แต่ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวไม่สอดคล้องกับหลักฐานทางโภชนาการที่ใช้แนะนำการรับประทานอาหารทั่วไป

ข้อมูลจากสำนักงานอาหารเสริมของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH Office of Dietary Supplements) ระบุว่า วิตามินซีสามารถช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กชนิดที่ไม่ใช่ฮีมจากอาหารจากพืชได้ ขณะที่ธาตุเหล็กประเภทฮีมในอาหารจากสัตว์มีการดูดซึมที่แตกต่างออกไป

ดังนั้น การรับประทานตับร่วมกับถั่วงอก ผักใบเขียว หรือผักที่มีวิตามินซีไม่ได้เป็นข้อห้ามทางโภชนาการ และไม่ได้ทำให้วิตามินซีในผักหมดประโยชน์โดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม วิตามินซีบางส่วนสามารถสูญเสียได้จากการปรุงอาหารด้วยความร้อนเป็นเวลานาน จึงควรเลือกวิธีประกอบอาหารที่เหมาะสม และรับประทานผักผลไม้หลากหลายชนิดเพื่อให้ได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

กินตับแล้วดื่มชาหรือกาแฟได้ไหม?

ชาและกาแฟมีสารโพลีฟีนอลบางชนิดที่อาจลดการดูดซึมธาตุเหล็กประเภทที่ไม่ใช่ฮีมได้ โดยเฉพาะเมื่อดื่มพร้อมมื้ออาหาร อย่างไรก็ตาม ผลต่อการดูดซึมธาตุเหล็กประเภทฮีมจากเนื้อสัตว์มีความแตกต่างกัน

ผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กหรืออยู่ระหว่างการรักษาโลหิตจางอาจได้รับคำแนะนำให้หลีกเลี่ยงชาและกาแฟในช่วงใกล้มื้ออาหารหรือช่วงรับประทานยาเสริมธาตุเหล็ก เพื่อช่วยลดปัจจัยที่อาจรบกวนการดูดซึม

สำหรับผู้ที่มีสุขภาพปกติและรับประทานอาหารหลากหลาย การดื่มชาหรือกาแฟหลังรับประทานตับไม่ได้หมายความว่าจะสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการทั้งหมด จึงไม่จำเป็นต้องมองว่าเป็นอาหารต้องห้ามที่ห้ามรับประทานคู่กันอย่างเด็ดขาด

สรุป ตับสัตว์มีประโยชน์จริงไหม และควรกินอย่างไร?

ตับสัตว์เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงจริง โดย BBC Good Food จัดไว้ในลำดับที่ 12 ของบทความแนะนำ 20 อาหารเพื่อสุขภาพ เนื่องจากเป็นแหล่งวิตามินเอ วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก โปรตีน และสารอาหารสำคัญอีกหลายชนิด

อย่างไรก็ตาม ตับไม่ใช่อาหารที่ยิ่งกินมากยิ่งดี เพราะมีวิตามินเอในปริมาณสูงมาก โดย NHS แนะนำให้ผู้ใหญ่ทั่วไปไม่รับประทานตับหรือผลิตภัณฑ์จากตับมากกว่าสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง ขณะที่หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงตับ และผู้ป่วยโรคเกาต์ควรระมัดระวังอาหารที่มีพิวรีนสูง

ดังนั้น หากต้องการรับประทานตับให้เกิดประโยชน์ ควรเลือกซื้อจากแหล่งที่ปลอดภัย ปรุงให้สุกทั่วถึง รับประทานในปริมาณและความถี่ที่เหมาะสม พร้อมกินอาหารชนิดอื่นให้หลากหลาย เพราะการมีสุขภาพดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นผลจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารโดยรวม

 

 

 

แหล่งอ้างอิง

  1. BBC Good Food – Top 20 Healthiest Foods
  2. NHS – Vitamins and Minerals: Vitamin A
  3. NHS – Meat in Your Diet
  4. NIH Office of Dietary Supplements – Iron: Health Professional Fact Sheet
  5. Arthritis Foundation – Gout Diet Dos and Don'ts
  6. USDA Food Safety and Inspection Service – Safe Internal Temperatures for Cooking Meat and Poultry
  7. NHS – Foods to Avoid in Pregnancy
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล