4 สัญญาณเตือน "หลอดเลือดเสื่อม" เริ่มตั้งแต่อายุ 30 อย่ารอจนผลตรวจสุขภาพฟ้อง

หลอดเลือดเริ่มเสื่อมตั้งแต่อายุ 30 ปี แพทย์เผย 4 สัญญาณเตือนจากร่างกาย เริ่มใส่ใจตั้งแต่ตอนนี้ อย่ารอจนผลตรวจสุขภาพผิดปกติ!
อายุเพียง 30 ปี ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงความเสื่อมของร่างกายหรือไม่? นพ.หลี่ถังเยว่ (李唐越) ผู้อำนวยการคลินิก Chu Ri Clinic เมืองไถจง ไต้หวัน เตือนว่า ความเสื่อมของร่างกายอาจเริ่มต้นเร็วกว่าที่มองเห็นจากภายนอก โดยเฉพาะหลอดเลือด ซึ่งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงก่อนที่เราจะเริ่มมีผมหงอกหรือริ้วรอยเสียอีก
งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ Nature Aging พบว่า อวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์ไม่ได้เสื่อมสภาพไปพร้อมกันด้วยความเร็วเท่ากัน แต่ละส่วนมีรูปแบบและจังหวะการเปลี่ยนแปลงตามวัยแตกต่างกัน โดยเนื้อเยื่อหลอดเลือดเป็นหนึ่งในส่วนที่พบการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างเร็ว และเริ่มเห็นความแตกต่างได้ชัดเจนขึ้นตั้งแต่อายุ 30 กว่าปี
ดังนั้น แม้อยู่ในวัยทำงานที่ร่างกายยังดูแข็งแรง ก็ไม่ควรรอจนผลตรวจสุขภาพประจำปีมีตัวเลขผิดปกติ หรือที่หลายคนเรียกว่า "ค่าตัวแดง" แล้วจึงเริ่มหันมาดูแลสุขภาพหลอดเลือด
วิเคราะห์เนื้อเยื่อกว่า 25,000 ตัวอย่าง พบหลอดเลือดเริ่มเปลี่ยนแปลงชัดในวัย 30 ปี
ทีมนักวิจัยนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาวิเคราะห์ภาพทางพยาธิวิทยาของเนื้อเยื่อจากผู้บริจาคร่างกายหลังเสียชีวิตจำนวน 970 คน อายุระหว่าง 21-70 ปี รวมทั้งสิ้น 25,306 ตัวอย่าง ครอบคลุมเนื้อเยื่อ 40 ชนิดในร่างกายมนุษย์
ผลการศึกษาพบว่า อวัยวะและเนื้อเยื่อแต่ละชนิดมีจังหวะการเปลี่ยนแปลงตามอายุแตกต่างกัน โดยเนื้อเยื่อหลอดเลือดบางส่วน เช่น หลอดเลือดแดงโคโรนารีที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ และหลอดเลือดแดงบริเวณหน้าแข้ง มีการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับอายุค่อนข้างเด่นชัดตั้งแต่ช่วงวัย 30 ปี ขณะที่เนื้อเยื่อบางส่วนในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิงอาจพบการเปลี่ยนแปลงเด่นชัดในช่วงใกล้หมดประจำเดือน
อย่างไรก็ตาม ผลวิจัยไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเป็นโรคหลอดเลือดตั้งแต่อายุ 30 ปี แต่สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่ออาจเกิดขึ้นก่อนที่เราจะสังเกตเห็นอาการผิดปกติจากภายนอก
ทำไมวัย 30 ปีจึงควรเริ่มใส่ใจสุขภาพหลอดเลือด?
นพ.หลี่ถังเยว่ อธิบายว่า ความเสื่อมของหลอดเลือดไม่ได้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่ออายุครบ 30 ปี แต่เป็นผลจากการสะสมของปัจจัยต่าง ๆ ทั้งพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสุขภาพระบบเผาผลาญตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไปมักเป็นวัยที่ต้องรับผิดชอบทั้งการทำงานและครอบครัวมากขึ้น หลายคนใช้เวลานั่งทำงานนาน รับประทานอาหารนอกบ้านบ่อย เข้าสังคมมากขึ้น ขณะที่มีเวลาออกกำลังกายและพักผ่อนน้อยลง ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้อาจส่งผลต่อสุขภาพหลอดเลือดในระยะยาว
แม้น้ำหนักตัวจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่รอบเอว เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย ไขมันในช่องท้อง รวมถึงระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และความดันโลหิต อาจค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปโดยไม่รู้ตัว
แพทย์จึงแนะนำว่า ไม่ควรพิจารณาเพียงว่าผลตรวจสุขภาพยังอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ แต่ควรติดตามแนวโน้มของค่าต่าง ๆ ในแต่ละปีด้วย หากพบว่าความดันโลหิต น้ำตาล หรือไขมันในเลือดเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่เกินเกณฑ์ ก็เป็นสัญญาณว่าควรเริ่มปรับพฤติกรรมเพื่อดูแลสุขภาพ
4 สัญญาณเตือนที่อาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพหลอดเลือด ไม่ควรมองข้าม
นพ.หลี่ถังเยว่ ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงบางอย่างของร่างกายอาจมีความสัมพันธ์กับระบบเผาผลาญหรือสุขภาพหลอดเลือด แม้อาการเหล่านี้ไม่ได้ยืนยันว่ามีโรคหลอดเลือด แต่ควรสังเกตและเข้ารับการประเมินหากเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
1. รอบเอวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แม้น้ำหนักไม่ได้เพิ่มมาก
หากสังเกตว่ารอบเอวขยายใหญ่ขึ้นอย่างต่อเนื่อง อาจสะท้อนถึงการสะสมของไขมันบริเวณหน้าท้องและไขมันในช่องท้องที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมักมีความสัมพันธ์กับความผิดปกติของความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือด
แพทย์เตือนว่า ไม่ควรมองการมีพุงว่าเป็นเพียงเรื่องรูปร่างหรือความเปลี่ยนแปลงตามวัย เพราะไขมันในช่องท้องที่มากเกินไปเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
เกณฑ์รอบเอวที่ควรเฝ้าระวังสำหรับคนเอเชีย
- ผู้ชาย ควรมีรอบเอวน้อยกว่า 90 เซนติเมตร
- ผู้หญิง ควรมีรอบเอวน้อยกว่า 80 เซนติเมตร
2. มีปื้นหรือก้อนสีเหลืองบริเวณเปลือกตา
หากพบปื้นหรือก้อนสีเหลืองเล็ก ๆ บริเวณเปลือกตา โดยเฉพาะเปลือกตาบนใกล้หัวตา อาจเป็นภาวะที่เรียกว่า แซนธีลาสมา (Xanthelasma) ซึ่งเป็นการสะสมของไขมันใต้ผิวหนังบริเวณเปลือกตา
ผู้ที่มีภาวะนี้บางส่วนอาจมีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ และมีงานวิจัยพบความสัมพันธ์ระหว่างการเกิดแซนธีลาสมากับความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดในอนาคตที่สูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การพบปื้นสีเหลืองบนเปลือกตาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคหลอดเลือดได้
หากพบลักษณะดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและพิจารณาตรวจระดับไขมันในเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย
3. ผู้ชายมีปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศอย่างชัดเจน
ภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศในผู้ชายอาจไม่ได้เกิดจากความเครียดหรือความเหนื่อยล้าเพียงอย่างเดียว เพราะการแข็งตัวของอวัยวะเพศเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือด และอาจได้รับผลกระทบจากความผิดปกติของหลอดเลือด
ภาวะนี้มีความสัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดหลายอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน การสูบบุหรี่ และไขมันในเลือดผิดปกติ แต่ขณะเดียวกันก็อาจมีสาเหตุจากความเครียด ปัจจัยด้านจิตใจ ความผิดปกติของฮอร์โมน หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิดได้เช่นกัน
หากพบว่าการแข็งตัวของอวัยวะเพศแย่ลงอย่างชัดเจนและเกิดขึ้นต่อเนื่อง ควรเข้ารับการตรวจประเมินเพื่อค้นหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ควรสรุปว่าเกิดจากความเครียดหรืออายุที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว
4. เดินแล้วปวดน่องเป็นประจำ แต่พอหยุดพักกลับดีขึ้น
หากมีอาการปวด ตึง หรืออ่อนแรงบริเวณน่องขณะเดิน และอาการดีขึ้นหลังหยุดพักไม่กี่นาที แต่เมื่อกลับมาเดินต่อก็เกิดอาการซ้ำอีกครั้ง ควรระวังว่าอาจเกี่ยวข้องกับการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงขาที่ไม่เพียงพอ
อาการลักษณะนี้เรียกว่า ภาวะปวดขาเป็นระยะจากการเดิน (Intermittent Claudication) ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการสำคัญของโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ โดยเกิดจากเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อขาได้ไม่เพียงพอในช่วงที่ต้องออกแรง
อาการดังกล่าวแตกต่างจากอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อทั่วไป เพราะมักเกิดซ้ำเมื่อเดินเป็นระยะทางใกล้เคียงกัน และทุเลาลงเมื่อหยุดพัก หากพบอาการเช่นนี้บ่อยครั้ง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจประเมินระบบไหลเวียนเลือด
ดูแลหลอดเลือดตั้งแต่อายุ 30 ปี ควรเริ่มจากอะไร?
นพ.หลี่ถังเยว่ เน้นย้ำว่า การพบสัญญาณทั้ง 4 ข้อไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นมีโรคหลอดเลือดอย่างแน่นอน แต่หากอาการเกิดขึ้นซ้ำ ๆ หรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ หรือรอบเอวที่เพิ่มขึ้น ก็ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเพิ่มเติม
หลังอายุ 30 ปี นอกจากการตรวจติดตามความดันโลหิต ระดับน้ำตาล และไขมันในเลือดเป็นประจำแล้ว ควรให้ความสำคัญกับรอบเอวและสัดส่วนไขมันในร่างกายด้วย เพราะน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่สะท้อนความเสี่ยงด้านสุขภาพได้ทั้งหมด
สำหรับการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน แพทย์แนะนำให้ปรับพฤติกรรมทั้งเรื่องอาหาร การเคลื่อนไหวร่างกาย และการพักผ่อน โดยสามารถเริ่มต้นจากแนวทางดังต่อไปนี้
- ลดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง เช่น น้ำอัดลม ชานม และเครื่องดื่มรสหวาน
- รับประทานผักให้มากขึ้น และเลือกอาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดีในปริมาณเหมาะสม
- ลดพฤติกรรมนั่งนาน ลุกขึ้นขยับร่างกายหรือเดินเป็นระยะระหว่างวัน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ โดยสะสมกิจกรรมทางกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
- นอนหลับให้เพียงพอ และดูแลความเครียดอย่างเหมาะสม
- ตรวจสุขภาพตามความเสี่ยง และติดตามแนวโน้มค่าความดัน น้ำตาล และไขมันในเลือด
หากผลตรวจสุขภาพมีแนวโน้มแย่ลงอย่างต่อเนื่อง หรือพบค่าผิดปกติจากเกณฑ์มาตรฐาน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนดูแลสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องรอจนเข้าสู่วัย 40 หรือ 50 ปีแล้วจึงเริ่มแก้ไข
สรุป หลอดเลือดอาจเริ่มเปลี่ยนแปลงตั้งแต่วัย 30 ปี อย่ารอจนมีอาการรุนแรง
แม้อายุ 30 ปีจะยังถือเป็นช่วงวัยที่ร่างกายแข็งแรงสำหรับคนจำนวนมาก แต่งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าเนื้อเยื่อหลอดเลือดอาจเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงตามวัยที่เห็นได้ชัดในช่วงนี้ การดูแลสุขภาพจึงไม่ควรรอให้มีอาการเจ็บป่วยหรือผลตรวจสุขภาพผิดปกติเสียก่อน
ทั้งรอบเอวที่เพิ่มขึ้น ปื้นสีเหลืองบนเปลือกตา ปัญหาการแข็งตัวของอวัยวะเพศในผู้ชาย และอาการปวดน่องขณะเดินที่ดีขึ้นเมื่อหยุดพัก ล้วนเป็นสัญญาณที่อาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพระบบเผาผลาญหรือหลอดเลือด แม้ไม่สามารถใช้วินิจฉัยโรคได้ด้วยตนเอง แต่ก็ควรใส่ใจหากเกิดขึ้นต่อเนื่อง
การปรับอาหาร เพิ่มกิจกรรมทางกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และตรวจติดตามสุขภาพตามความเสี่ยง เป็นวิธีสำคัญที่จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องรอจนร่างกายส่งสัญญาณเตือนรุนแรงแล้วจึงเริ่มดูแลตัวเอง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



