เข้าใจซะใหม่ "โรคน้ำเหลืองไม่ดี" ไม่มีอยู่จริงทางการแพทย์ เผยสาเหตุผิวเป็นตุ่มคันพุพอง

เข้าใจซะใหม่ "โรคน้ำเหลืองไม่ดี" ไม่มีอยู่จริงทางการแพทย์ เผยสาเหตุผิวเป็นตุ่มคันพุพอง

เข้าใจซะใหม่ "โรคน้ำเหลืองไม่ดี" ไม่มีอยู่จริงทางการแพทย์ เผยสาเหตุผิวเป็นตุ่มคันพุพอง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

น้ำเหลืองไม่ดี ไม่มีอยู่จริงในทางการแพทย์! แล้วทำไมบางคนเป็นผื่นคัน แผลพุพองง่าย และหายช้า?

เคยได้ยินคำว่า "น้ำเหลืองไม่ดี" หรือ "น้ำเหลืองเสีย" กันหรือไม่? โดยเฉพาะเวลาที่ใครสักคนถูกยุงกัดแล้วเกิดตุ่มคันขนาดใหญ่ เกาจนเป็นแผลพุพอง มีน้ำเหลืองไหล หรือมีรอยแผลที่หายช้ากว่าคนทั่วไป ก็มักมีคนบอกว่าเป็นเพราะน้ำเหลืองไม่ดี แต่รู้หรือไม่ว่า ในทางการแพทย์ไม่ได้มีโรคที่ชื่อว่า "น้ำเหลืองไม่ดี" อย่างที่หลายคนเข้าใจ

ความจริงแล้ว อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคผิวหนังหลายชนิด ทั้งผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง ปฏิกิริยาจากแมลงกัดต่อย หรือการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งแต่ละโรคมีสาเหตุและวิธีรักษาแตกต่างกัน การเข้าใจว่าเป็นเพียงปัญหาน้ำเหลืองจึงอาจทำให้มองข้ามสาเหตุที่แท้จริงและไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

แพทย์ยืนยัน "โรคน้ำเหลืองไม่ดี" ไม่มีอยู่จริง

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เคยชี้แจงว่า คำว่า "น้ำเหลืองเสีย" ไม่ใช่ชื่อโรคหรือคำวินิจฉัยทางการแพทย์ แต่เป็นภาษาที่ประชาชนใช้เรียกอาการผิดปกติของผิวหนัง โดยเฉพาะผื่นแดง คัน แผลแฉะ มีน้ำเหลืองไหล หรือมีสะเก็ดเหลืองปนน้ำตาล

หนึ่งในโรคที่มักถูกเรียกว่า "น้ำเหลืองเสีย" คือโรคพุพอง (Impetigo) ซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง อย่างไรก็ตาม อาการที่ชาวบ้านเรียกว่าน้ำเหลืองไม่ดีไม่ได้หมายถึงโรคพุพองเสมอไป เพราะยังอาจพบในผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบและผู้ที่มีปฏิกิริยาแพ้ต่อแมลงกัดต่อยได้เช่นกัน

แล้วคนที่ถูกยุงกัด เกาจนเป็นแผล หรือมีน้ำเหลืองไหล เกิดจากอะไร?

อาการที่มักถูกเหมารวมว่าเป็นน้ำเหลืองไม่ดี อาจมีสาเหตุจากโรคและภาวะต่อไปนี้

1. ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis)

เป็นโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของเกราะป้องกันผิวและการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยมักมีอาการผิวแห้ง คัน ผื่นแดง และอาจเกิดแผลจากการเกา หากมีการอักเสบรุนแรง ผื่นบางบริเวณอาจมีน้ำเหลืองซึมออกมาได้ โดยไม่ได้หมายความว่าน้ำเหลืองในร่างกายเสีย

2. ผื่นแพ้จากแมลงกัดต่อย (Insect Bite Reaction)

บางคนถูกยุงกัดแล้วมีเพียงตุ่มเล็ก ๆ แต่บางคนกลับเกิดตุ่มแดงขนาดใหญ่ บวม และคันมาก เนื่องจากร่างกายตอบสนองต่อสารในน้ำลายหรือพิษของแมลงแตกต่างกัน เมื่อเกาอย่างรุนแรงอาจทำให้ผิวหนังถลอก เกิดน้ำเหลืองซึม และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน

อาการลักษณะนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าบุคคลนั้นมีน้ำเหลืองไม่ดี แต่สะท้อนถึงปฏิกิริยาการอักเสบของผิวหนังที่แตกต่างกันในแต่ละคน

3. โรคพุพอง (Impetigo)

เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง พบได้บ่อยในเด็ก แต่ผู้ใหญ่ก็เป็นได้เช่นกัน เชื้อที่เป็นสาเหตุสำคัญ ได้แก่ Staphylococcus aureus และ Streptococcus pyogenes โดยเชื้ออาจเข้าสู่ผิวหนังผ่านบาดแผล รอยถลอก หรือบริเวณที่มีการเกา

ลักษณะเด่นคือมีตุ่มหรือแผลตื้น ๆ อาจมีน้ำเหลืองซึม และเกิดสะเก็ดสีเหลืองคล้ายน้ำผึ้ง หากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม เชื้ออาจแพร่กระจายไปยังผิวหนังบริเวณอื่นหรือแพร่สู่ผู้อื่นผ่านการสัมผัสได้

4. ผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัส (Contact Dermatitis)

เกิดจากผิวหนังสัมผัสสารก่อการระคายเคืองหรือสารที่กระตุ้นอาการแพ้ เช่น น้ำยาทำความสะอาด เครื่องสำอาง น้ำหอม หรือโลหะบางชนิด อาจทำให้เกิดผื่นแดง คัน บวม และมีตุ่มน้ำ หากอักเสบรุนแรงอาจมีน้ำเหลืองซึมออกจากผิวหนังได้เช่นกัน

น้ำเหลืองที่ไหลจากแผล คืออะไร?

น้ำใสหรือสีเหลืองอ่อนที่ซึมออกจากผิวหนังอักเสบหรือบาดแผล มักเป็นของเหลวจากเนื้อเยื่อที่รั่วซึมออกมาระหว่างกระบวนการอักเสบและซ่อมแซมผิวหนัง ไม่ได้หมายความว่าน้ำเหลืองในระบบน้ำเหลืองของร่างกายสกปรกหรือเสื่อมคุณภาพ

ระบบน้ำเหลืองมีหน้าที่สำคัญในการรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกายและเกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน แม้ระบบนี้จะเกิดโรคได้จริง เช่น ภาวะบวมน้ำเหลือง (Lymphedema) ซึ่งทำให้เกิดอาการบวมจากการระบายน้ำเหลืองผิดปกติ แต่เป็นคนละเรื่องกับคำเรียกทั่วไปว่า "น้ำเหลืองไม่ดี"

ทำไมบางคนเป็นแผลง่าย และแผลหายช้ากว่าคนอื่น?

การที่ผิวหนังเกิดแผลง่ายหรือใช้เวลารักษานาน ไม่ได้มีสาเหตุจากน้ำเหลืองไม่ดีเพียงอย่างเดียวตามความเชื่อ แต่มีปัจจัยทางสุขภาพหลายประการที่อาจเกี่ยวข้อง เช่น

  • การเกาผิวหนังซ้ำ ๆ ทำให้ผิวหนังถลอกและเพิ่มโอกาสเกิดการติดเชื้อ
  • โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรัง ทำให้เกราะป้องกันผิวอ่อนแอและเกิดผื่นซ้ำได้ง่าย
  • โรคเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่ควบคุมระดับน้ำตาลได้ไม่ดี อาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อและแผลหายช้า
  • การไหลเวียนเลือดผิดปกติ ทำให้เนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนและสารอาหารไม่เพียงพอ
  • ภาวะโภชนาการไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
  • การติดเชื้อในบาดแผล ทำให้เกิดการอักเสบต่อเนื่องและส่งผลให้แผลหายช้าลง

ดังนั้น หากมีแผลเรื้อรังหรือเป็นแผลซ้ำบ่อย ควรตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง ไม่ควรสรุปเองว่าเกิดจากน้ำเหลืองไม่ดี

เป็นน้ำเหลืองไม่ดี ต้องงดไก่ ไข่ หรืออาหารทะเลจริงไหม?

ความเชื่ออีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อมีอาการผื่นคันหรือแผลพุพอง ควรงดรับประทานไก่ ไข่ และอาหารทะเล เพราะเชื่อว่าอาหารเหล่านี้จะทำให้น้ำเหลืองเสียหรือแผลหายช้า แต่ในทางการแพทย์ไม่มีหลักฐานว่าผู้ป่วยโรคผิวหนังทุกคนจำเป็นต้องงดอาหารเหล่านี้

สำหรับโรคพุพองซึ่งเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย การรักษาจะมุ่งกำจัดเชื้อและดูแลความสะอาดของผิวหนัง ไม่ใช่การงดอาหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยมีประวัติแพ้อาหารชนิดใดจริง ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารชนิดนั้นตามคำแนะนำของแพทย์

นอกจากนี้ อาหารที่มีโปรตีนและสารอาหารเพียงพอยังมีส่วนสำคัญต่อการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การงดอาหารหลายชนิดโดยไม่จำเป็นจึงอาจส่งผลเสียต่อโภชนาการมากกว่าจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น

วิธีดูแลผิวหนังเมื่อมีผื่นคัน แผลพุพอง หรือน้ำเหลืองไหล

หากมีผื่นคันหรือแผลที่ผิวหนัง ควรดูแลเบื้องต้นอย่างเหมาะสมเพื่อลดการระคายเคืองและป้องกันการติดเชื้อแทรกซ้อน ดังนี้

  1. หลีกเลี่ยงการเกาหรือแกะสะเก็ดแผล เพราะอาจทำให้เกิดแผลถลอกและติดเชื้อเพิ่มขึ้น
  2. ทำความสะอาดผิวหนังอย่างอ่อนโยนด้วยน้ำสะอาดและผลิตภัณฑ์ที่ไม่ระคายเคือง
  3. ตัดเล็บให้สั้นและรักษาความสะอาดของมือ เพื่อลดการนำเชื้อเข้าสู่บาดแผล
  4. หลีกเลี่ยงสารหรือผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นให้เกิดผื่นแพ้ รวมถึงป้องกันแมลงกัดต่อย
  5. ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะ ยาสเตียรอยด์ หรือยาชุดมารักษาเองโดยไม่ทราบสาเหตุของผื่น
  6. หากมีแผลเปิด ควรปิดแผลด้วยวัสดุสะอาดที่เหมาะสม และเปลี่ยนตามความจำเป็น
  7. หากผื่นลุกลาม มีหนอง ปวดบวมแดงมาก หรือแผลไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย

หากมีไข้ร่วมกับผิวหนังแดงร้อน บวม ปวด หรือรอยแดงขยายอย่างรวดเร็ว ควรรีบพบแพทย์ เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็ว โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง

สรุป น้ำเหลืองไม่ดี ไม่ใช่ชื่อโรค แต่ผื่นคันและแผลพุพองมีสาเหตุจริง

คำว่า "น้ำเหลืองไม่ดี" หรือ "น้ำเหลืองเสีย" เป็นคำเรียกตามความเข้าใจทั่วไป ไม่ใช่ชื่อโรคที่ใช้วินิจฉัยทางการแพทย์ อาการที่ถูกเรียกเช่นนี้อาจเกิดจากผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง แมลงกัดต่อย โรคพุพอง หรือผิวหนังอักเสบจากสาเหตุอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลแตกต่างกัน

สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การหาวิธีล้างน้ำเหลืองหรือขับของเสียออกจากร่างกายตามความเชื่อ แต่เป็นการค้นหาว่าอาการผื่นคัน แผลพุพอง หรือแผลหายช้านั้นเกิดจากอะไร เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ตรงจุดและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจตามมา

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  1. ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย – ข้อมูลชี้แจงจากกรมการแพทย์เกี่ยวกับโรคน้ำเหลืองเสีย
  2. โรงพยาบาลเปาโล - เขาบอกว่า...เป็นโรคน้ำเหลืองไม่ดี
  3. Cleveland Clinic – Lymphatic System: Function, Conditions & Disorders
  4. Cleveland Clinic – Lymphedema: Symptoms, Causes & Treatment
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล