การซักผ้าด้วย "น้ำอุ่น" ทำให้ผ้าสะอาดขึ้น? กูรูเฉลย อุณหภูมิที่ฆ่าเชื้อโรคได้!

การซักผ้าด้วย "น้ำอุ่น" ทำให้ผ้าสะอาดขึ้น? กูรูเฉลย อุณหภูมิที่ฆ่าเชื้อโรคได้!

การซักผ้าด้วย "น้ำอุ่น" ทำให้ผ้าสะอาดขึ้น? กูรูเฉลย อุณหภูมิที่ฆ่าเชื้อโรคได้!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ซักผ้าด้วยน้ำอุ่นสะอาดกว่าจริงไหม? ผู้เชี่ยวชาญแนะอุณหภูมิที่เหมาะกับแต่ละกรณี

หลายคนอาจเข้าใจว่ายิ่งใช้น้ำร้อนซักผ้า ก็ยิ่งสะอาดและกำจัดเชื้อโรคได้ดี แต่ในความเป็นจริง การเลือกอุณหภูมิซักผ้าควรขึ้นอยู่กับประเภทของเสื้อผ้าและความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนเชื้อ เพราะสำหรับเสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน การซักด้วยน้ำอุณหภูมิต่ำร่วมกับน้ำยาซักผ้าและการซักอย่างเหมาะสมก็เพียงพอสำหรับการทำความสะอาดทั่วไป ขณะที่เสื้อผ้าที่ปนเปื้อนเชื้อจากผู้ป่วยอาจต้องใช้ความร้อนสูงขึ้น

ซักผ้าที่อุณหภูมิ 60 องศาฯ ช่วยเรื่องเชื้อโรคได้มากกว่า

รายการ BBC Morning Live ของสหราชอาณาจักรเคยหยิบประเด็นเรื่องอุณหภูมิในการซักผ้ามาพูดคุย โดยแพทย์ Xand van Tulleken อธิบายว่า หากมีคนในบ้านป่วย หรือกังวลเรื่องเชื้อโรคที่ติดต่อผ่านสิ่งของและเสื้อผ้า เช่น โนโรไวรัส การเลือกโปรแกรมซักที่อุณหภูมิประมาณ 60 องศาเซลเซียส สามารถช่วยลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ได้มากกว่าการซักด้วยอุณหภูมิต่ำ

อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำร้อนไม่ได้หมายความว่าเสื้อผ้าจะ “ปลอดเชื้อ 100%” เพราะประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอุณหภูมิจริงของน้ำ ระยะเวลาในการซัก น้ำยาซักผ้า การปั่นและการล้าง รวมถึงชนิดของเชื้อ ดังนั้น หากเป็นเสื้อผ้าหรือผ้าที่ปนเปื้อนจากผู้ป่วย ควรเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมและปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากเสื้อผ้าและคู่มือเครื่องซักผ้าด้วย

แล้วเสื้อผ้าทั่วไปควรซักที่กี่องศา?

สำหรับเสื้อผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันและไม่ได้มีการปนเปื้อนจากผู้ป่วย การซักด้วยน้ำอุณหภูมิต่ำ เช่น 20-30 องศาเซลเซียส มักเป็นทางเลือกที่เหมาะสม เพราะช่วยประหยัดพลังงานและลดการเสื่อมสภาพของเนื้อผ้า โดยเฉพาะเสื้อผ้าที่มีสีเข้มหรือเนื้อผ้าที่บอบบาง

การซักด้วยน้ำเย็นไม่ได้หมายความว่าสกปรกแล้วจะไม่ออก เพราะประสิทธิภาพของการซักยังขึ้นอยู่กับน้ำยาซักผ้า ระยะเวลาการซัก การขยับของถังซัก และปริมาณผ้าที่ใส่ลงไปด้วย สำหรับเสื้อผ้าที่ไม่ได้เปื้อนเชื้อหรือสิ่งสกปรกเป็นพิเศษ การเลือกอุณหภูมิต่ำจึงสามารถเป็นทางเลือกที่ช่วยประหยัดพลังงานได้

นอกจากนี้ ความร้อนที่สูงเกินความจำเป็นอาจทำให้เส้นใยผ้าเสื่อมเร็วขึ้น สีซีด หรือทำให้เสื้อผ้าบางชนิดเสียรูปได้ จึงควรตรวจสอบสัญลักษณ์บนป้ายเสื้อผ้าก่อนเลือกโปรแกรมทุกครั้ง

กรณีไหนควรเลือกซักด้วยน้ำร้อน?

หากเสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอนมีโอกาสปนเปื้อนสารคัดหลั่ง อุจจาระ อาเจียน หรือใช้โดยผู้ที่กำลังป่วย การใช้โปรแกรมอุณหภูมิสูงตามที่เนื้อผ้ารองรับอาจเหมาะสมกว่า โดยเฉพาะเมื่อมีความกังวลเรื่องเชื้อโรคที่ติดต่อผ่านสิ่งของ

แต่ไม่ควรนำเสื้อผ้าทุกชนิดไปซักที่ 60 องศาเซลเซียสโดยไม่ตรวจสอบก่อน เพราะผ้าบางประเภทอาจหดตัว สีตก หรือเสียรูปเมื่อสัมผัสความร้อนสูง หากป้ายระบุว่าไม่ควรใช้น้ำร้อน ควรเลือกวิธีทำความสะอาดอื่นที่เหมาะกับเนื้อผ้าแทน

อย่าลืมดูแล “เครื่องซักผ้า” ด้วย

นอกจากเสื้อผ้าแล้ว ตัวเครื่องซักผ้าเองก็ต้องได้รับการดูแล เพราะความชื้นและคราบน้ำยาซักผ้าที่ตกค้างภายในเครื่องสามารถทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์และเป็นแหล่งสะสมของจุลินทรีย์ได้ โดยเฉพาะบริเวณขอบยาง ช่องใส่น้ำยา และถังซัก

ควรทำความสะอาดเครื่องซักผ้าตามคำแนะนำของผู้ผลิต และเปิดประตูหรือฝาเครื่องทิ้งไว้หลังใช้งานเพื่อให้อากาศถ่ายเทและลดความชื้น หากเครื่องมีโปรแกรมทำความสะอาดถัง ก็ควรใช้งานตามระยะเวลาที่คู่มือแนะนำ

ใส่น้ำยาซักผ้าเยอะ ไม่ได้แปลว่าผ้าจะสะอาดกว่า

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือการเติมน้ำยาซักผ้าหรือผงซักฟอกในปริมาณมากเพื่อหวังให้เสื้อผ้าสะอาดขึ้น แต่การใช้มากเกินไปอาจทำให้เกิดคราบตกค้างบนเสื้อผ้า และทำให้เครื่องต้องใช้รอบการล้างมากขึ้นเพื่อกำจัดฟองและสารตกค้าง

เมื่อใช้เป็นประจำ คราบน้ำยาอาจสะสมภายในเครื่องซักผ้า รวมถึงบริเวณช่องใส่น้ำยาและชิ้นส่วนต่างๆ นอกจากนี้ เสื้อผ้าที่มีน้ำยาตกค้างอาจทำให้บางคนเกิดการระคายเคืองผิวได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวบอบบาง

วิธีที่เหมาะสมคือใช้ปริมาณน้ำยาตามคำแนะนำบนฉลาก โดยคำนึงถึงปริมาณผ้า ระดับความสกปรก และความกระด้างของน้ำ ไม่จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณเองเพียงเพราะต้องการให้ผ้าสะอาดมากขึ้น

สรุปง่ายๆ เลือกอุณหภูมิซักผ้าให้เหมาะกับงาน

  • เสื้อผ้าทั่วไป: เลือกน้ำอุณหภูมิต่ำประมาณ 20-30 องศาเซลเซียสได้ หากป้ายเสื้อผ้ารองรับ
  • เสื้อผ้าที่ต้องการลดการปนเปื้อนเชื้อ: พิจารณาโปรแกรมอุณหภูมิสูง เช่น 60 องศาเซลเซียส หากเนื้อผ้ารองรับและผู้ผลิตเครื่องซักผ้าแนะนำ
  • ผ้าบอบบางหรือสีตกง่าย: หลีกเลี่ยงความร้อนสูงและปฏิบัติตามสัญลักษณ์บนป้ายเสื้อผ้า
  • น้ำยาซักผ้า: ใช้ตามปริมาณที่ผู้ผลิตกำหนด ไม่จำเป็นต้องใส่เยอะเพื่อเพิ่มความสะอาด
  • เครื่องซักผ้า: ทำความสะอาดถังและช่องใส่น้ำยาเป็นประจำ พร้อมเปิดฝาหรือประตูหลังใช้งานเพื่อระบายความชื้น

ดังนั้น คำตอบของคำถามว่า “ซักผ้าด้วยน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนสะอาดกว่าน้ำเย็นจริงหรือไม่” คือ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ หากเป็นการซักผ้าทั่วไป น้ำอุณหภูมิต่ำก็เพียงพอและช่วยประหยัดพลังงาน ส่วนกรณีที่ต้องการลดการปนเปื้อนเชื้อ โดยเฉพาะเสื้อผ้าของผู้ป่วย การใช้ความร้อนในระดับที่เหมาะสมอาจมีประโยชน์มากกว่า

สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การเลือกอุณหภูมิให้สูงที่สุด แต่คือการเลือกให้เหมาะกับชนิดของผ้า ระดับความสกปรก ความเสี่ยงต่อการปนเปื้อน และคำแนะนำของผู้ผลิต เพื่อให้ทั้งเสื้อผ้าสะอาดและไม่เสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควร

 

 

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล