เปิดความเชื่อ “เลขต้องห้าม” จากทั่วโลก ชั้นอาคารที่หายไปจากปุ่มลิฟต์ ไม่ใช่แค่เลข 13

“ชั้นต้องห้าม” ทั่วโลก ทำไมบางตึกไม่มีชั้น 4 ชั้น 13 และเลขอื่น ๆ ในลิฟต์?
เคยสังเกตไหมว่าเวลาเข้าโรงแรม คอนโด หรืออาคารสูงบางแห่ง ตัวเลขบนแผงลิฟต์อาจไม่ได้เรียงต่อกัน บางตึกไม่มีชั้น 13 บางแห่งไม่มีชั้น 4 หรือแม้แต่เลข 14 และ 17 ก็อาจหายไปจากป้ายชั้น
เรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดในการออกแบบ แต่เป็นผลจาก “ความเชื่อเรื่องตัวเลข” ที่ฝังอยู่ในหลายวัฒนธรรมทั่วโลก โดยบางอาคารเลือกข้ามหมายเลขบางชั้น เพื่อให้ผู้พักอาศัยหรือผู้เข้าพักรู้สึกสบายใจมากขึ้น
ชั้น 13 ตัวเลขต้องห้ามในโลกตะวันตก
ความเชื่อเรื่อง วันศุกร์ที่ 13 เกิดจากการผสมผสานระหว่างความเชื่อเรื่อง “เลข 13” และ “วันศุกร์” โดยในอดีตหลายวัฒนธรรมมองว่าเลข 12 เป็นตัวเลขที่สมบูรณ์ เช่น 12 เดือน 12 ราศี หรือ 12 เทพโอลิมปัส ดังนั้นเลขที่เกินจาก 12 อย่างเลข 13 จึงถูกมองว่าไม่เป็นมงคลในบางสังคม
ในวัฒนธรรมตะวันตก ความเชื่อเรื่องเลข 13 เชื่อมโยงกับศาสนาคริสต์ โดยมีเรื่องเล่าว่า ในเหตุการณ์ The Last Supper (อาหารค่ำมื้อสุดท้าย) ของพระเยซู มีผู้ร่วมโต๊ะทั้งหมด 13 คน และยูดาสซึ่งเป็นผู้ทรยศถูกนับเป็นคนที่ 13 ก่อนเหตุการณ์พระเยซูถูกตรึงบนไม้กางเขน ซึ่งตามความเชื่อเกิดขึ้นในวันศุกร์
นอกจากนี้ ยังมีตำนานจากความเชื่อนอร์สโบราณเกี่ยวกับ เทพโลกิ ที่เข้าร่วมงานเลี้ยงของเหล่าเทพในฐานะแขกคนที่ 13 และนำไปสู่เหตุการณ์ร้าย จึงยิ่งทำให้เลข 13 ถูกเชื่อมโยงกับความโชคร้าย
ส่วนการเชื่อมโยง “เลข 13” เข้ากับ “วันศุกร์” เริ่มแพร่หลายในช่วงศตวรรษที่ 19-20 โดยเฉพาะหลังปี ค.ศ. 1907 เมื่อหนังสือ Friday the Thirteenth ของ Thomas William Lawson ได้รับความนิยม ทำให้แนวคิดเรื่องวันศุกร์ที่ 13 เป็นวันอาถรรพ์แพร่หลายมากขึ้น
แม้จะมีเรื่องเล่าและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับวันศุกร์ที่ 13 แต่ ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันว่าเลข 13 หรือวันศุกร์ที่ 13 ทำให้เกิดโชคร้ายจริง และในบางวัฒนธรรม เช่น อิตาลี เลข 13 กลับถูกมองว่าเป็นเลขนำโชคด้วยซ้ำ
สรุปแล้ว “วันศุกร์ที่ 13” เป็นผลจาก ตำนาน ศาสนา ภาษา และความเชื่อทางวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมา มากกว่าจะเป็นข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้
อ้างอิง: Oxford English Dictionary ระบุคำว่า “triskaidekaphobia” หมายถึงความกลัวเลข 13 และมีการใช้คำนี้อย่างแพร่หลายในศตวรรษที่ 20; National Geographic อธิบายถึงรากของความเชื่อเกี่ยวกับเลข 13 ในวัฒนธรรมตะวันตก
ชั้น 4 ในเอเชียตะวันออก เพราะเสียงคล้ายคำว่า “ตาย”
ในประเทศจีน ฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นบางส่วน ตัวเลขที่มักถูกหลีกเลี่ยงคือ เลข 4 เนื่องจากการออกเสียงมีความคล้ายกับคำว่า “ความตาย”
ในภาษาจีน เลข 4 อ่านว่า 四 (sì) ซึ่งมีเสียงใกล้เคียงกับคำว่า 死 (sǐ) ที่หมายถึง “ตาย” ความคล้ายคลึงของเสียงนี้ทำให้เลข 4 ถูกมองว่าไม่เป็นมงคลในวัฒนธรรมจีน
ผลที่เห็นได้ชัดคือ อาคารบางแห่งอาจไม่มีชั้น 4 ห้องหมายเลข 4 หรือหมายเลขที่มีเลข 4 ประกอบ เช่น 14, 24 หรือ 34
ดังนั้น อาคารบางแห่งอาจใช้รูปแบบ เช่น จากชั้น 13 ข้ามไปชั้น 15 หรือใช้ชื่อชั้นอื่นแทน เพื่อหลีกเลี่ยงหมายเลขที่อาจสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้อยู่อาศัย
อ้างอิง: งานวิจัยด้านวัฒนธรรมจีนจำนวนมากอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นตัวอย่างของ “Linguistic Superstition” หรือความเชื่อที่เกิดจากความคล้ายคลึงของเสียงในภาษา โดย Cambridge University Press มีงานศึกษาด้านตัวเลขกับความเชื่อในวัฒนธรรมจีน
Reddit : mildlyinterestingลิฟต์ที่ไม่มีเลข 4
ชั้น 17 ในอิตาลี ตัวเลขที่บางคนหลีกเลี่ยง
ในอิตาลี เลขที่ถูกมองว่าไม่เป็นมงคลในบางพื้นที่คือ 17 โดยเหตุผลหนึ่งมาจากการเขียนเลขโรมันของ 17 คือ XVII
เมื่อสลับตำแหน่งตัวอักษร สามารถอ่านเป็นคำว่า VIXI ซึ่งเป็นภาษาละตินที่หมายถึง “ฉันเคยมีชีวิตอยู่” หรือสื่อถึงการสิ้นสุดของชีวิต
แม้ความเชื่อนี้ไม่ได้แพร่หลายในทุกพื้นที่ของอิตาลี แต่บางโรงแรมและสถานที่ให้บริการอาจเลือกหลีกเลี่ยงเลข 17 เพื่อความสบายใจของลูกค้า
อ้างอิง: Encyclopaedia Britannica และแหล่งข้อมูลด้านวัฒนธรรมอิตาลีอธิบายว่าเลข 17 มีความหมายเชิงลบในบางพื้นที่ของอิตาลีจากความเชื่อเกี่ยวกับเลขโรมัน
เลข 9 ในญี่ปุ่น เพราะเสียงพ้องกับ “ความทุกข์”
นอกจากเลข 4 แล้ว ญี่ปุ่นยังมีความเชื่อเกี่ยวกับเลข 9 ในบางบริบท เนื่องจากเลข 9 อ่านว่า ku ซึ่งมีเสียงเหมือนคำว่า 苦 ที่หมายถึง “ความทุกข์ทรมาน”
ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลหรือสถานที่บางประเภทอาจหลีกเลี่ยงการใช้เลข 9 โดยเฉพาะในห้องพักหรือหมายเลขที่เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อนี้ไม่ได้หมายความว่าชาวญี่ปุ่นทุกคนหลีกเลี่ยงเลข 9 เสมอไป เพราะการใช้งานจริงขึ้นอยู่กับบริบทและบุคคล
ความเชื่อกับความสบายใจ
แม้ความเชื่อเรื่องตัวเลขจะไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ว่าตัวเลขสามารถนำโชคดีหรือโชคร้ายได้ แต่ในเชิงธุรกิจ ผู้พัฒนาอาคารและโรงแรมบางแห่งเลือกปรับหมายเลขชั้นเพื่อคำนึงถึงความรู้สึกของลูกค้า
โดยเฉพาะในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม ความรู้สึกสบายใจของผู้ใช้งานมีผลต่อการตัดสินใจซื้อหรือเข้าพัก ดังนั้น “ชั้นต้องห้าม” จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบที่สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

