งู 6 ชนิดพบบ่อยในกรุงเทพฯ ระวังสัตว์มีพิษ งูหนีน้ำเข้าบ้านช่วงฝนตกน้ำท่วม

งู 6 ชนิดพบบ่อยในกรุงเทพฯ ระวังสัตว์มีพิษ งูหนีน้ำเข้าบ้านช่วงฝนตกน้ำท่วม

งู 6 ชนิดพบบ่อยในกรุงเทพฯ ระวังสัตว์มีพิษ งูหนีน้ำเข้าบ้านช่วงฝนตกน้ำท่วม
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

งู 6 ชนิดพบบ่อยในกรุงเทพฯ ระวังสัตว์มีพิษ งูหนีน้ำเข้าบ้าน อันตรายที่มาในช่วงฝนตกน้ำท่วม

ฝนตกหนักและน้ำท่วมขังในกรุงเทพฯ และปริมณฑล นอกจากปัญหารถติด น้ำรอระบาย และการเดินทางแล้ว อีกเรื่องที่หลายบ้านต้องเพิ่มความระมัดระวังคือ “งูเข้าบ้าน” โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ใกล้คลอง ท่อระบายน้ำ พื้นที่รกร้าง สวน หรือบริเวณที่มีหนู กบ จิ้งจก และสัตว์ขนาดเล็กอาศัยอยู่

เมื่อฝนตกหนักหรือน้ำท่วม โพรงดิน กองวัสดุ พื้นที่ต่ำ และแหล่งหลบซ่อนเดิมของสัตว์อาจถูกน้ำรบกวน ทำให้งูและสัตว์ชนิดอื่นเคลื่อนย้ายไปหาพื้นที่แห้งกว่า ขณะเดียวกันสัตว์ที่เป็นอาหารของงู เช่น หนูและกบ ก็อาจหนีน้ำเข้ามาใกล้บ้านเช่นกัน จึงทำให้มีโอกาสเจองูในพื้นที่ชุมชนมากขึ้นในช่วงฝนตกและน้ำท่วม

สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติเคยเตือนว่า ในพื้นที่น้ำท่วมอาจพบสัตว์มีพิษรวมถึงงูหนีน้ำเข้ามาในบ้านเรือน โดยยกตัวอย่างทั้งงูเหลือม งูเขียว และงูเห่า ดังนั้นหลังฝนตกหนัก รวมถึงช่วงน้ำกำลังลด จึงควรตรวจพื้นที่รอบบ้านให้มากกว่าปกติ

งูที่พบได้ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีอะไรบ้าง?

หลายคนอาจคิดว่างูเป็นสัตว์ที่พบเฉพาะบ้านชานเมืองหรือพื้นที่ติดป่า แต่ข้อมูลการปฏิบัติงานของสถานีดับเพลิงและกู้ภัย กทม. แสดงให้เห็นว่ามีการเข้าไปจับงูในพื้นที่ชุมชนเมืองเช่นกัน ตัวอย่างบันทึกในพื้นที่ธนบุรีและคลองสานพบทั้ง งูเหลือม งูเขียวหางไหม้ และงูเขียวพระอินทร์ ตามบ้านเรือนในหลายจุด

กรุงเทพฯ และจังหวัดปริมณฑลมีสภาพแวดล้อมหลากหลาย ตั้งแต่ชุมชนหนาแน่น บ้านจัดสรร พื้นที่เกษตร คลอง สวน ไปจนถึงพื้นที่รกร้าง จึงสามารถพบงูได้หลายชนิด รายชื่อต่อไปนี้เป็นตัวอย่างงูที่มีรายงานการพบหรือมีโอกาสพบในเขตกรุงเทพฯ และพื้นที่เมืองโดยรอบ ไม่ใช่อันดับความถี่อย่างเป็นทางการ

1. งูเหลือม

งูเหลือม เป็นงูชนิดหนึ่งที่มีรายงานพบในกรุงเทพฯ บ่อยครั้ง โดยเฉพาะตามบ้านใกล้คลอง ท่อระบายน้ำ พื้นที่รกร้าง ฝ้าเพดาน กองของ หรือบริเวณที่มีหนูเป็นแหล่งอาหาร ในบันทึกการปฏิบัติงานของ กทม. มีการจับงูเหลือมตั้งแต่ขนาดไม่ถึง 1 เมตร ไปจนถึงตัวขนาดประมาณ 4 เมตรตามบ้านเรือนในพื้นที่คลองสานและธนบุรี

งูเหลือมเป็นงูไม่มีพิษ แต่ตัวขนาดใหญ่มีแรงมาก สามารถกัดหรือรัดเพื่อป้องกันตัวได้ ดังนั้นคำว่า “ไม่มีพิษ” ไม่ได้หมายความว่าสามารถเดินเข้าไปจับด้วยมือเปล่าได้ หากพบควรกันเด็กและสัตว์เลี้ยงออกจากพื้นที่ แล้วติดต่อเจ้าหน้าที่

2. งูเห่า

งูเห่าจัดเป็นงูที่อันตราย มีนิสัยดุร้าย เมื่อตกใจหรือต้องการขู่ศัตรู มักทำเสียงขู่ฟู่ ๆ โดยพ่นลมออกจากทางรูจมูก และแผ่แผ่นหนังที่อยู่หลังบริเวณคอออกเป็นแผ่นด้านข้างเรียกว่า "แม่เบี้ย" หรือ "พังพาน" ซึ่งบริเวณแม่เบี้ยนี้จะมีลวดลายเป็นดอกดวงสีขาวหรือสีเหลืองนวลเป็นรูปลักษณ์ต่าง ๆ เช่น คล้ายตัวอักษรวีหรืออักษรยูหรือวงกลม หรือไม่มีเลยก็ได้ เรียกว่า "ดอกจัน"

มีพิษมีฤทธิ์ทำลายระบบประสาทที่รุนแรง และเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ที่ถูกกัดเสียชีวิต พิษของงูเห่านับว่ามีความร้ายแรงมาก งูเห่ามีสีหลากหลาย เช่น ดำ, น้ำตาล, เขียวอมเทา เหลืองหม่น รวมทั้งสีขาวปลอดทั้งลำตัว ที่เรียกว่า งูเห่านวล หรือ งูเห่าสุพรรณ ซึ่งเป็นความหลากหลายทางสีสันของงูเห่าหม้อ (N. kaouthia) ที่เป็นงูเห่าชนิดที่พบได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย โดยที่มิใช่สัตว์เผือกด้วย 

งูเห่าเป็นงูที่มีพิษร้ายแรง มีร่องและรูทางออกของน้ำพิษทางด้านหลังของเขี้ยวพิษ เขี้ยวพิษขนาดไม่ใหญ่นักซึ่งผนึกติดแน่นกับขากรรไกรขยับไม่ได้ นอกจากเขี้ยวพิษแล้วอาจมีเขี้ยวสำรองอยู่ติด ๆ กันอีก 1-2 อัน ที่ขากรรไกรล่างไม่มีฟัน

งูเห่างูเห่า

3. งูเขียวหางไหม้

งูเขียวหางไหม้ เป็นอีกกลุ่มที่มีรายงานพบตามบ้านในกรุงเทพฯ โดยข้อมูลการปฏิบัติงานของ กทม. เคยบันทึกการจับงูเขียวหางไหม้ในพื้นที่ธนบุรีและคลองสานหลายครั้ง

งูกลุ่มนี้เป็นงูพิษที่พิษมีผลต่อระบบเลือด อาการหลังถูกกัดอาจมีปวด บวม ช้ำ หรือความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด สถานเสาวภาจัดงูเขียวหางไหม้อยู่ในกลุ่มงูพิษสำคัญที่มีพิษต่อระบบเลือด

สิ่งที่ต้องระวังคือ งูสีเขียวไม่ได้หมายความว่าเป็นงูเขียวหางไหม้ทุกตัว เพราะกรุงเทพฯ ยังมีงูเขียวชนิดอื่น เช่น งูเขียวพระอินทร์และงูเขียวปากจิ้งจก หากแยกชนิดไม่ได้ ให้ถือว่ามีความเสี่ยงไว้ก่อนและไม่ควรจับเอง

งูเขียวหางไหม้ท้องเหลืองThai National Parksงูเขียวหางไหม้ท้องเหลือง

4. งูเขียวพระอินทร์

งูเขียวพระอินทร์ (Chrysopelea ornata) เป็นงูที่สามารถพบตามต้นไม้ สวน และบ้านที่มีพื้นที่สีเขียว แม้จะชื่อว่า “งูเขียว” แต่ลักษณะมักมีสีเขียวหรือเหลืองร่วมกับลวดลายสีดำค่อนข้างชัด และมีรูปร่างต่างจากงูเขียวหางไหม้

งูเขียวพระอินทร์เป็นงูเขี้ยวหลังที่มีพิษอ่อนเพื่อใช้จัดการเหยื่อ และโดยทั่วไปไม่จัดอยู่ในกลุ่มงูพิษที่มีความสำคัญทางการแพทย์เท่างูเห่าหรืองูเขียวหางไหม้ อย่างไรก็ตาม ยังสามารถกัดได้เมื่อถูกจับหรือคุกคาม จึงไม่ควรใช้มือเปล่าจับ

 งูเขียวพระอินทร์งูพิษชิดใกล้ Thailand Snakes : Close Encountersงูเขียวพระอินทร์

5. งูสิง

งูสิง เป็นชื่อที่คนไทยใช้เรียกงูในกลุ่มงูกินหนูหลายชนิด โดยทั่วไปไม่มีพิษและมีบทบาทช่วยควบคุมประชากรหนู จึงมีโอกาสเข้ามาตามสวน พื้นที่รกร้าง โกดัง หรือบริเวณบ้านที่มีหนูและสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหาร

แม้ไม่มีพิษ แต่งูสิงเคลื่อนที่เร็วและสามารถกัดเพื่อป้องกันตัวเมื่อถูกต้อนหรือจับ ดังนั้นหากเห็นงูสิงเลื้อยผ่านและมีเส้นทางออกจากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย ควรรักษาระยะห่างและไม่วิ่งไล่จับ

งูสิงธรรมดาThai National Parksงูสิงธรรมดา

6. งูทางมะพร้าว

งูทางมะพร้าว (Coelognathus radiatus) เป็นงูไม่มีพิษอีกชนิดหนึ่งที่พบในประเทศไทย อาหารหลักรวมถึงหนูและสัตว์ขนาดเล็ก ทำให้สามารถเข้ามาใกล้บ้านเรือน สวน โรงเก็บของ และพื้นที่ที่มีแหล่งอาหารได้

ลักษณะของงูทางมะพร้าวอาจดูน่ากลัวเมื่อมันยกส่วนหน้าของลำตัวหรือแสดงท่าขู่ แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นงูพิษ อย่างไรก็ตาม หากไม่สามารถระบุชนิดได้แน่นอนก็ไม่ควรพยายามจับ เพราะงูไม่มีพิษก็สามารถกัดจนเกิดบาดแผลได้

Thai National Parksงูทางมะพร้าว

งูที่จับได้ในกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ 70 เปอร์เซนต์ คือ งูเหลือม อีก 25 เปอร์เซ็นต์ คือ งูเขียว งูเห่า งูสิง งูทางมะพร้าว ส่วน 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นงูต่างถิ่น เช่น งูที่มีคนเลี้ยงไว้หลุดออกมา หรืองูจงอาง ที่ติดมากับรถยนต์ในพื้นที่ต่างจังหวัด เพราะเมื่อจอดรถไว้ในพื้นที่ใกล้กับป่า พอเครื่องยนต์เริ่มอุ่น งูจะเลื้อยเข้าไปหลบซ่อนในซอกรถ โดยเฉพาะช่วงหน้าฝน จะมีงูติดมากับรถยนต์จำนวนมาก

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น คำแนะนำจากสภากาชาดไทย

หากถูกงูกัดอย่าพิ่งตกไจ ตั้งสติ ดูลักษณะของงูหรือถ่ายรูปงูเอาไว้ และร้องขอความช่วยเหลือ ไม่แนะนำให้ขันชะเนาะ (tourniquet) เพราะไม่สามารถป้องกันการดูดซึมพิษงูได้ และถ้ารัดแน่นเกินไปอาจทำให้เกิดเนื้อเน่าตายได้ จึงควรรีบมาโรงพยาบาลโดยเร็วที่สุด โดยขยับส่วนที่ถูกกัดให้น้อยที่สุด เพื่อลดการดูดซึมพิษงู และหากถูกงูหาพ่นพิษเข้าตา ควรล้างตาด้วยน้ำสะอาดปริมาณมาก

ผู้ป่วยที่ถูกที่มีพิษต่อระบบประสาทกัด อาจเป็นอัมพาตทั่วตัวคล้ายกับเสียชีวิตแล้ว ไม่ควรหยุดการช่วยเหลือ ให้รีบส่งผู้ป่วยไปโรงพยาบาลเพื่อช่วยการหายใจโดยเร็วที่สุด

แพทย์จะทำการตรวจร่างกายและตรวจเลือด บางรายยังไม่มีอาการของพิษ เมื่อมาถึงโรงพยาบาลจึงต้องสังเกตอาการต่อจนกว่าจะพ้นระยะอันตราย การให้เซรุ่มต้านพิษงูมีประโยชน์ แต่ก็เสี่ยงต่อการแพ้ และบางครั้งงูมีพิษกัดแต่ไม่ปล่อยพิษ ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่มีอาการใด ๆ แพทย์จึงเลือกให้เซรุ่มเฉพาะรายตามความเหมาะสมเซมต้านพิษงูจะช่วยเรื่องกล้ามเนื้ออ่อนแรง และเลือดออกให้ดีขึ้นได้ แม้ผู้ป่วยจะได้เซรุ่มแล้ว บางรายอาจยังเกิดเนื้อเน่าตายหรือไตวายต่อมาภายหลังได้ จึงอาจต้องอาศัยการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การผ่าตัดตัดเนื้อตายออก การให้สารน้ำหรือการล้างไต เพื่อป้องกันและรักษาภาวะไตวาย เป็นต้น

 

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล