เปิดประวัติ "เปี๊ยก โปสเตอร์" ศิลปินแห่งชาติ ผู้กำกับตำนานหนังไทย เสียชีวิตแล้ว

เปิดประวัติ "เปี๊ยก โปสเตอร์" ศิลปินแห่งชาติ ผู้กำกับตำนานหนังไทย เสียชีวิตแล้ว

เปิดประวัติ "เปี๊ยก โปสเตอร์" ศิลปินแห่งชาติ ผู้กำกับตำนานหนังไทย เสียชีวิตแล้ว
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

สิ้น “เปี๊ยก โปสเตอร์” ศิลปินแห่งชาติ ผู้สร้างตำนานใบปิดหนังไทยกว่า 1,000 เรื่อง เสียชีวิตอย่างสงบในวัย 93 ปี

วงการภาพยนตร์ไทยสูญเสียบุคคลสำคัญอีกครั้ง เมื่อ “เปี๊ยก โปสเตอร์” หรือ สมบูรณ์สุข นิยมศิริ ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์) พ.ศ. 2558 เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคชรา เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2569 เวลา 13.15 น. สิริอายุ 93 ปี โดยครอบครัวเป็นผู้แจ้งข่าวการจากไป

ชื่อของ “เปี๊ยก โปสเตอร์” ถือเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย ทั้งในฐานะ ศิลปินผู้สร้างสรรค์ใบปิดภาพยนตร์ ผู้กำกับภาพยนตร์ นักเขียน และผู้มีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฟิล์มภาพยนตร์ไทย ตลอดเส้นทางการทำงาน เขาสร้างสรรค์ผลงานใบปิดภาพยนตร์มาแล้วมากกว่า 1,000 เรื่อง และฝากผลงานกำกับที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำของคนดูหนังไทยหลายยุค

ประวัติ “เปี๊ยก โปสเตอร์” ศิลปินผู้ฝากผลงานไว้บนใบปิดหนังไทย

สมบูรณ์สุข นิยมศิริ หรือ “เปี๊ยก โปสเตอร์” เกิดเมื่อวันที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2475 ที่จังหวัดเชียงใหม่ และศึกษาด้านศิลปะจากโรงเรียนเพาะช่าง ก่อนเริ่มต้นเส้นทางการทำงานด้านศิลปะในช่วง พ.ศ. 2496 โดยทำงานเป็นช่างเขียนที่ร้านไพบูลย์การช่าง รับเขียนป้ายโฆษณาและวาดภาพปกนิตยสาร

ต่อมาเขาเริ่มนำทักษะด้านการวาดภาพด้วย สีโปสเตอร์ มาสร้างสรรค์งานคัทเอาต์และใบปิดภาพยนตร์ ซึ่งในเวลานั้นศิลปินหลายคนยังนิยมใช้สีน้ำมันในการสร้างสรรค์ผลงาน ชื่อ “เปี๊ยก” จึงปรากฏอยู่บนใบปิดภาพยนตร์จำนวนมาก ก่อนที่เขาจะได้รับฉายาว่า “เปี๊ยก โปสเตอร์” และกลายเป็นชื่อที่คนในวงการภาพยนตร์รู้จักกันอย่างกว้างขวาง

ฝากฝีมือบนใบปิดหนังไทยกว่า 1,000 เรื่อง

ผลงานของเปี๊ยก โปสเตอร์ มีส่วนสร้างเอกลักษณ์ให้กับใบปิดภาพยนตร์ไทยในยุคฟิล์ม 16 มม. โดยมีผลงานที่เป็นที่รู้จัก เช่น เล็บครุฑ, แสงสูรย์, ธนูทอง และเสือเหลือง รวมถึงภาพยนตร์อีกจำนวนมากที่เขาถ่ายทอดบุคลิกของนักแสดงและบรรยากาศของเรื่องราวออกมาผ่านงานวาด

ด้วยลายเส้นและวิธีการนำเสนอที่มีเอกลักษณ์ ทำให้ผลงานของเขากลายเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินรุ่นหลังในวงการวาดใบปิดภาพยนตร์อีกหลายคน โดยชื่อของ “เปี๊ยก โปสเตอร์” จึงไม่ได้เป็นเพียงชื่อของศิลปินคนหนึ่ง แต่ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ศิลปะใบปิดหนังไทย

นอกจากงานศิลปะแล้ว เปี๊ยก โปสเตอร์ ยังมีความผูกพันกับวงการภาพยนตร์ในอีกหลายบทบาท ในปี พ.ศ. 2511 เขาร่วมกับเพื่อนทำหนังสือเกี่ยวกับภาพยนตร์ไทยชื่อ “ดาราภาพ” โดยอาศัยประสบการณ์จากการคลุกคลีอยู่กับกองถ่ายและนักแสดง เพื่อเก็บข้อมูลและภาพสำหรับนำเสนอในหนังสือ

จากการทำงานด้านหนังสือและการใกล้ชิดกับวงการภาพยนตร์ ทำให้เปี๊ยก โปสเตอร์ ก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้กำกับภาพยนตร์ในเวลาต่อมา เขาต้องการพัฒนารูปแบบการสร้างหนังไทยจากระบบ 16 มม. ไปสู่ระบบ 35 มม. พร้อมเสียงในฟิล์ม จึงเดินทางไปอบรมและดูงานด้านการสร้างภาพยนตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลาประมาณ 4 เดือน ก่อนกลับมาสร้างภาพยนตร์เรื่องแรกในชีวิต

“โทน” จุดเริ่มต้นเส้นทางผู้กำกับ

ปี พ.ศ. 2513 เปี๊ยก โปสเตอร์ เปิดกล้องกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกคือ “โทน” ซึ่งออกฉายที่โรงภาพยนตร์เฉลิมไทยในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน ภาพยนตร์ประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจจากผู้ชม ด้วยรูปแบบการสร้างและการเล่าเรื่องที่แตกต่างจากภาพยนตร์ระบบ 16 มม. ที่ได้รับความนิยมในช่วงเวลานั้น

หลังจากนั้นเขายังคงทำงานกำกับภาพยนตร์อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายทศวรรษ มีผลงานที่เป็นที่จดจำจำนวนมาก อาทิ ดวง, ชู้, วัยอลวน, วัยระเริง, ข้างหลังภาพ, บินแหลก และสะพานรักสารสิน โดยผลงานกำกับเรื่องสุดท้ายคือ “บินแหลก” ซึ่งออกฉายใน พ.ศ. 2538

พื้นฐานจากการเป็นศิลปินด้านทัศนศิลป์ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับการทำภาพยนตร์ของเปี๊ยก โปสเตอร์ ทั้งในเรื่องการออกแบบภาพ การเตรียมงาน และการวางแผนก่อนถ่ายทำ โดยมีการกล่าวถึงบทบาทของเขาในการนำแนวคิดเรื่อง สตอรีบอร์ด (Storyboard) มาใช้ในการวางแผนกระบวนการสร้างภาพยนตร์ไทยอย่างเป็นระบบ

แนวทางดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สำหรับเปี๊ยก โปสเตอร์ ภาพยนตร์ไม่ได้มีเพียงเรื่องของการเล่าเรื่อง แต่ยังเกี่ยวข้องกับการออกแบบภาพและการเตรียมงานตั้งแต่ก่อนเริ่มถ่ายทำ ซึ่งเป็นแนวคิดที่สอดคล้องกับพื้นฐานการทำงานด้านศิลปะของเขา

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญในการอนุรักษ์หนังไทย

นอกจากสร้างผลงานภาพยนตร์แล้ว เปี๊ยก โปสเตอร์ ยังมีบทบาทด้านการอนุรักษ์มรดกภาพยนตร์ไทย โดยเป็นหนึ่งในคณะกรรมการโครงการจัดตั้ง หอภาพยนตร์แห่งชาติ เมื่อปี พ.ศ. 2527 และเป็นผู้บริจาคฟิล์มภาพยนตร์ให้แก่หอภาพยนตร์แห่งชาติเป็นรายแรก เมื่อวันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2527

หลังจากนั้นเขายังคงมอบฟิล์ม เอกสาร อุปกรณ์ และสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการทำงานภาพยนตร์ให้แก่หอภาพยนตร์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้หลักฐานและความทรงจำเกี่ยวกับวงการภาพยนตร์ไทยได้รับการเก็บรักษาและส่งต่อให้คนรุ่นหลัง

กลับมาแสดงหนังอีกครั้งในวัยสูงอายุ

แม้จะมีชื่อเสียงจากงานกำกับและงานศิลปะใบปิด แต่เปี๊ยก โปสเตอร์ ก็เคยมีผลงานด้านการแสดงเช่นกัน โดยในปี พ.ศ. 2554 เขารับบท “ลุงเทือง” ในภาพยนตร์เรื่อง “Top Secret วัยรุ่นพันล้าน” และได้รับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากชมรมวิจารณ์บันเทิง

ก่อนหน้านั้นเขาเคยปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่อง “งูผี” ซึ่งออกฉายใน พ.ศ. 2509 โดยรับบทเป็นตัวประกอบในฉากคนจับงู ถือเป็นอีกหนึ่งมุมของศิลปินที่มีความผูกพันกับวงการภาพยนตร์ไทยมาอย่างยาวนาน

ภาพจาก Top Secret วัยรุ่นพันล้าน

รางวัลและเกียรติยศตลอดเส้นทางการทำงาน

ตลอดเส้นทางการทำงาน เปี๊ยก โปสเตอร์ ได้รับรางวัลและการยกย่องหลายรายการ ทั้งในฐานะผู้กำกับ ศิลปิน และนักแสดง อาทิ

  • พ.ศ. 2516–2517 รางวัลพระราชทานพระสุรัสวดี สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม จากเรื่อง “ชู้”
  • พ.ศ. 2523 รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติสุพรรณหงส์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมและผู้กำกับยอดเยี่ยม จากเรื่อง “เงาะป่า”
  • พ.ศ. 2530 รางวัลภาพยนตร์แห่งชาติสุพรรณหงส์ สาขากำกับภาพยอดเยี่ยม จากเรื่อง “สะพานรักสารสิน”
  • พ.ศ. 2553 รางวัลเกียรติคุณแห่งความสำเร็จ จากชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 19
  • พ.ศ. 2554 รางวัลเกียรติยศจากสมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ครั้งที่ 1
  • พ.ศ. 2554 รางวัลชมรมวิจารณ์บันเทิง สาขานักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม จากเรื่อง “Top Secret วัยรุ่นพันล้าน”
  • พ.ศ. 2558 ได้รับการประกาศยกย่องเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ภาพยนตร์และละครโทรทัศน์)

ปิดตำนาน “เปี๊ยก โปสเตอร์” ศิลปินผู้มีคุณูปการต่อประวัติศาสตร์หนังไทย

ตลอดชีวิตการทำงาน “เปี๊ยก โปสเตอร์” ทำงานอยู่กับภาพยนตร์ในหลากหลายบทบาท ตั้งแต่ศิลปินวาดใบปิด นักเขียน ผู้กำกับ ไปจนถึงนักแสดงและผู้สนับสนุนการอนุรักษ์ฟิล์มไทย ผลงานใบปิดกว่า 1,000 เรื่องและภาพยนตร์ที่เขาสร้างสรรค์จึงเป็นส่วนหนึ่งของหน้าประวัติศาสตร์วงการบันเทิงไทย

การจากไปของ สมบูรณ์สุข นิยมศิริ หรือ “เปี๊ยก โปสเตอร์” ในวัย 93 ปี จึงนับเป็นการสูญเสียบุคลากรสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทย แต่ผลงาน ศิลปะ และเรื่องราวที่เขาทิ้งไว้ตลอดเส้นทางกว่า 7 ทศวรรษ จะยังคงเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยให้คนรุ่นหลังได้รู้จักและจดจำยุคหนึ่งของภาพยนตร์ไทย

 

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล