"กาแฟ" ป้องกันสมองเสื่อม? ผลวิจัย JAMA เฉลยปริมาณการดื่มที่เหมาะสม!

กาแฟช่วยลดความเสี่ยงสมองเสื่อมจริงไหม? งานวิจัย JAMA พบปริมาณที่สัมพันธ์กับความเสี่ยงต่ำสุด
งานวิจัย JAMA ปี 2026 พบความสัมพันธ์ระหว่างการดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนวันละ 2-3 ถ้วยกับความเสี่ยงสมองเสื่อมที่ลดลง พร้อมเปิดข้อมูลเรื่องชา กาแฟไร้คาเฟอีน และข้อควรรู้
คนที่ดื่มกาแฟเป็นประจำอาจมีเหตุผลให้ยกแก้วขึ้นจิบอย่างสบายใจมากขึ้น เพราะงานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA พบว่า การดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนในปริมาณปานกลางมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมที่ลดลง โดยระดับที่พบความสัมพันธ์เด่นชัดที่สุดอยู่ที่ประมาณวันละ 2-3 ถ้วย ขณะที่การดื่มชาประมาณ 1-2 ถ้วยต่อวันก็พบความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษานี้ไม่ได้หมายความว่า “ดื่มกาแฟแล้วจะไม่เป็นสมองเสื่อม” หรือกาแฟสามารถใช้ป้องกันโรคได้โดยตรง แต่เป็นข้อมูลเชิงสังเกตที่พบความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มเหล่านี้กับความเสี่ยงด้านการรู้คิดในระยะยาว จึงยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อทำความเข้าใจกลไกและปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
งานวิจัย JAMA ศึกษาอะไร?
งานวิจัยชื่อ “Coffee and Tea Intake, Dementia Risk, and Cognitive Function” ตีพิมพ์ในวารสาร JAMA เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2026 โดยนักวิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างใน Nurses’ Health Study (NHS) และ Health Professionals Follow-up Study (HPFS) รวม 131,821 คน เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคกาแฟ ชา คาเฟอีน และผลลัพธ์ด้านการรู้คิด
ผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่ดื่ม กาแฟที่มีคาเฟอีน ในปริมาณมากขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมที่ลดลง โดยเมื่อเปรียบเทียบกลุ่มที่ดื่มมากที่สุดกับกลุ่มที่ดื่มน้อยที่สุด ค่า Hazard Ratio อยู่ที่ 0.82 หลังปรับปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งตีความได้ว่าในข้อมูลชุดนี้พบความเสี่ยงที่ต่ำกว่าประมาณ 18% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็น ความสัมพันธ์ทางสถิติ ไม่ใช่การยืนยันว่ากาแฟลดความเสี่ยงได้โดยตรง
แล้ว “ปริมาณทองคำ” ของกาแฟอยู่ที่เท่าไร?
เมื่อวิเคราะห์ตามปริมาณการบริโภค นักวิจัยพบความสัมพันธ์แบบไม่เป็นเส้นตรง โดยระดับที่เห็นความสัมพันธ์เด่นชัดที่สุดอยู่ที่ประมาณ กาแฟที่มีคาเฟอีนวันละ 2-3 ถ้วย หรือประมาณ 300 มิลลิกรัมของคาเฟอีนต่อวัน เมื่อใช้มาตรฐาน 1 ถ้วยเท่ากับ 8 ออนซ์ หรือประมาณ 237 มิลลิลิตร ปริมาณดังกล่าวจึงอยู่ราว ๆ 470-710 มิลลิลิตรต่อวัน
ที่น่าสนใจคือ การดื่มกาแฟในปริมาณที่มากกว่านี้ไม่ได้พบความแตกต่างที่ชัดเจนเพิ่มเติมในแง่ความเสี่ยงสมองเสื่อม ดังนั้นผลการศึกษาจึงไม่ได้สนับสนุนแนวคิดว่า “ยิ่งดื่มกาแฟมาก ยิ่งดีต่อสมอง” ตรงกันข้าม ระดับปานกลางกลับเป็นช่วงที่พบความสัมพันธ์เด่นที่สุด
แล้วชาล่ะ? พบผลในทิศทางเดียวกัน
ไม่ใช่แค่กาแฟเท่านั้น เพราะงานวิจัยยังพบว่า การดื่มชามีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมที่ลดลง เช่นกัน โดยช่วงที่พบความสัมพันธ์เด่นชัดอยู่ที่ประมาณวันละ 1-2 ถ้วย เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ดื่มน้อยกว่า
นักวิจัยยังพบความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับคาเฟอีนในระดับที่เหมาะสมกับผลลัพธ์ด้านการรู้คิดที่ดีขึ้นเล็กน้อยด้วย โดยภาพรวมจึงเห็นแนวโน้มที่สอดคล้องกันระหว่างกาแฟที่มีคาเฟอีน ชา และคาเฟอีนกับผลลัพธ์ด้านการรู้คิด
กาแฟไม่มีคาเฟอีนไม่ได้ให้ผลเหมือนกัน
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ กาแฟไม่มีคาเฟอีน (Decaffeinated Coffee) ไม่ได้พบความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับความเสี่ยงสมองเสื่อมที่ลดลงในการวิเคราะห์แบบปริมาณ-การตอบสนองของงานวิจัยนี้
ข้อมูลดังกล่าวทำให้นักวิจัยสนใจบทบาทของคาเฟอีนมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าคาเฟอีนเป็นตัวการที่ทำให้ความเสี่ยงลดลง เพราะกาแฟยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพอีกหลายชนิด และพฤติกรรมของคนที่ดื่มกาแฟอาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย
ทำไมกาแฟจึงอาจเกี่ยวข้องกับสุขภาพสมอง?
นักวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า กาแฟมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด ทั้งคาเฟอีนและโพลีฟีนอล ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ความเครียดออกซิเดชัน การอักเสบ และการทำงานของระบบหลอดเลือด นอกจากนี้ งานวิจัยเชิงทดลองบางส่วนยังเสนอว่าคาเฟอีนอาจมีผลต่อกระบวนการทางชีวภาพที่เกี่ยวข้องกับโรคอัลไซเมอร์
แต่กลไกเหล่านี้ยังอยู่ในขั้นของการศึกษา และไม่ควรนำมาแปลว่า “กาแฟรักษาหรือป้องกันโรคสมองเสื่อมได้” เพราะผลลัพธ์จากการศึกษาในมนุษย์อาจได้รับอิทธิพลจากปัจจัยด้านพฤติกรรม สุขภาพ และรูปแบบการใช้ชีวิตอื่น ๆ ร่วมกัน
ดื่มกาแฟอย่างไรให้ไม่กลายเป็นผลเสีย?
แม้งานวิจัยจะพบความสัมพันธ์ที่น่าสนใจ แต่ก็ไม่ควรใช้ผลการศึกษานี้เป็นเหตุผลในการเพิ่มปริมาณกาแฟอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะคนที่ไวต่อคาเฟอีน เพราะการได้รับคาเฟอีนมากเกินไปอาจรบกวนการนอน ทำให้เกิดอาการใจสั่น หรือส่งผลต่อความดันโลหิตในบางคนได้
ทางที่เหมาะสมคือมองกาแฟเป็นเพียงส่วนหนึ่งของพฤติกรรมสุขภาพโดยรวม และเลือกดื่มในปริมาณที่ร่างกายรับได้ โดยเฉพาะกาแฟที่ไม่เติมน้ำตาลและส่วนผสมพลังงานสูงมากเกินไป หากดื่มแล้วนอนไม่หลับหรือมีอาการผิดปกติ ควรลดปริมาณและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญตามความเหมาะสม
สรุป กาแฟอาจดีต่อสมอง แต่ “ดื่มพอดี” สำคัญที่สุด
งานวิจัยใน JAMA ปี 2026 พบว่า การดื่มกาแฟที่มีคาเฟอีนประมาณวันละ 2-3 ถ้วย และชาประมาณ 1-2 ถ้วย มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมที่ต่ำลง โดยกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีนไม่พบความสัมพันธ์ในลักษณะเดียวกัน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยไม่ได้พิสูจน์ว่ากาแฟเป็นสาเหตุโดยตรงที่ช่วยป้องกันสมองเสื่อม
ดังนั้น สำหรับคอกาแฟ ข่าวดีคือยังสามารถดื่มกาแฟได้อย่างพอดีโดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิด และอาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพบางด้านตามหลักฐานที่กำลังเพิ่มขึ้น แต่สิ่งสำคัญกว่าการพยายามดื่มกาแฟให้มากขึ้น คือการดูแลสุขภาพโดยรวม ทั้งการนอนหลับ อาหาร การออกกำลังกาย และการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสมอง
หมายเหตุ: ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลจากงานวิจัยเชิงสังเกต จึงไม่สามารถสรุปเหตุและผลโดยตรง และไม่ควรใช้แทนคำแนะนำทางการแพทย์
- เตือนแล้วนะ!! 3 เวลาที่ “อย่าดื่มกาแฟ” หากไม่อยากร่างล้า-สุขภาพพัง คนไทยมักพลาดที่ข้อแรก!!
- ลืมกฎ 5 ทุ่มไปได้เลย! ฮาร์วาร์ดเฉลย "เวลานอนที่ดีที่สุด" เพื่อหน้าเด็ก-อายุยืน-โรคไม่มา

แหล่งที่มาของข้อมูล: Zhang Y, Liu Y, Li Y, et al. Coffee and Tea Intake, Dementia Risk, and Cognitive Function. JAMA. 2026;335(11):961-974. Published online February 9, 2026. DOI: 10.1001/jama.2025.27259.
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี