ล้างเครื่องซักผ้า ช่วงเวลาไหนของวันดีที่สุด? ย้ำอย่าผสมน้ำส้มสายชูกับสิ่งนี้เด็ดขาด!

เวลาในการล้างเครื่องซักผ้าสำคัญกว่าที่คิด! เปิดเทคนิคทำความสะอาดเครื่อง ซักผ้าหอมสดชื่น แถมประหยัดค่าไฟ
การดูแล "เครื่องซักผ้า" ให้สะอาดอยู่เสมอถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผ้าที่คุณซักออกมามีกลิ่นหอมสดชื่นและนุ่มนวลน่าสัมผัส การล้างเครื่องซักผ้าเป็นประจำไม่เพียงแต่ช่วยกำจัดคราบตกค้างจากผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่ม ซึ่งเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อราและตะไคร่น้ำเท่านั้น แต่ยังช่วยล้างคราบแร่ธาตุอุดตันที่อาจทำให้ท่อน้ำบวมและย้อนกลับไปเกาะบนเนื้อผ้าจนทำให้ผ้ากระด้างอีกด้วย แต่คุณเคยสงสัยไหมว่าช่วงเวลาไหนคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการล้างเครื่องซักผ้า?
ช่วงเวลาไหนของวันที่ดีที่สุดในการล้างเครื่องซักผ้า?
การทำความสะอาดเครื่องซักผ้าอย่างถูกวิธีจำเป็นต้องใช้น้ำร้อนและใช้น้ำในปริมาณที่มากกว่าการซักผ้าปกติ ดังนั้น นอกเหนือจากค่าไฟฟ้าที่ใช้ในการหมุนของเครื่องแล้ว ยังมีต้นทุนของเครื่องทำน้ำอุ่นในการต้มน้ำ รวมถึงค่าน้ำประปาเพิ่มขึ้นด้วย
วิธีที่จะช่วยคุณประหยัดเงินในกระเป๋าได้มากที่สุด คือการเลือกล้างเครื่องในช่วงเวลา **Off-Peak** หรือช่วงที่มีปริมาณการใช้ไฟฟ้าต่ำสุดของวัน ซึ่งโดยทั่วไปมักจะเป็นช่วงดึกของวัน หรือช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ภาคธุรกิจและโรงงานอุตสาหกรรมหยุดทำการ อัตราค่าบริการพลังงานในช่วงเวลานี้มักจะถูกกว่าปกติ การเลือกล้างเครื่องซักผ้าในคืนวันอาทิตย์หลังช่วงเวลาที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุด จึงเป็นตัวเลือกที่ลงตัวทั้งเรื่องการประหยัดงบและเตรียมพร้อมรับสัปดาห์ใหม่
ควรล้างเครื่องซักผ้าบ่อยแค่ไหน?
คุณควรทำความสะอาดเครื่องซักผ้าอย่างถี่ถ้วน **ทุกๆ 30 ถึง 40 รอบการซัก** หากละเลยการทำความสะอาด อาจส่งผลเสียตามมาหลายอย่าง ดังนี้:
- เชื้อราและกลิ่นอับ: คราบสะสมจะกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อรา ทำให้เกิดกลิ่นอับติดเสื้อผ้าแม้จะเพิ่งซักเสร็จใหม่ๆ
- ตะกรันแร่ธาตุอุดตัน: โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ในพื้นที่น้ำแข็ง (Hard Water) แร่ธาตุจะไปเกาะตามท่อน้ำและปั๊มน้ำ ส่งผลให้เครื่องซักผ้าทำงานผิดปกติหรือพังไวขึ้น
- ผ้าแข็งกระด้าง: สารตกค้างจากผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มที่หลงเหลือในถังซักจะย้อนกลับไปเกาะตามเส้นใยผ้า ทำให้ผ้าสากและสวมใส่ไม่สบายผิว
ขั้นตอนการล้างเครื่องซักผ้าแบบ Step-by-Step
ไม่ว่าจะเป็นเครื่องซักผ้าฝาบนหรือฝาหน้า ก็ควรได้รับการทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ โดยก่อนเริ่มขั้นตอน ให้ตรวจสอบว่า **ไม่มีเสื้อผ้าตกค้างอยู่ในถังซัก** และ **ไม่มีผงซักฟอกหรือน้ำยาปรับผ้านุ่มเหลืออยู่ในช่องใส่** (ไม่ต้องใส่ผงซักฟอกลงไปในขั้นตอนการล้างเครื่อง)
วิธีทำความสะอาดเครื่องซักผ้าอย่างถูกต้อง
- เช็กช่องใส่น้ำยา: ถอดถาดใส่ผงซักฟอกและน้ำยาปรับผ้านุ่มออกมา (ถ้าถอดได้) ส่องดูคราบอุดตัน ใช้น้ำอุ่นผสมน้ำยาล้างจาน/สบู่ และใช้แปรงขัดล้างทำความสะอาดให้เรียบร้อย
- ทำความสะอาดขอบยางประตู (สำหรับฝาหน้า): หากพบว่ามีคราบเชื้อราขึ้นตามขอบยาง ให้ใช้น้ำยาฟอกขาว (Chlorine Bleach) ผสมน้ำเจือจาง เช็ดถูด้วยฟองน้ำให้สะอาดก่อนเริ่มปั่นเครื่อง
- เติมน้ำยาฟอกขาว:
- เครื่องซักผ้าฝาบน: เทน้ำยาฟอกขาว 1 ถ้วยตวงลงในถังซักโดยตรง
- เครื่องซักผ้าฝาหน้า: เทน้ำยาฟอกขาว 3/4 ถ้วยตวงลงในช่องใส่ผงซักฟอกหรือช่องใส่น้ำยาฟอกขาว
- เริ่มรอบการล้าง: หากเครื่องมีโปรแกรม "ล้างถังซัก" (Tub Clean) ให้เลือกใช้โปรแกรมนี้คู่กับน้ำยาทำความสะอาดเครื่องซักผ้าหรือน้ำยาฟอกขาว แต่หากไม่มี ให้เลือกโปรแกรมการซักที่ยาวนานที่สุดและตั้งค่าใช้น้ำร้อน
- เช็ดให้แห้งและระบายอากาศ: เมื่อเครื่องทำงานเสร็จสิ้น ให้ใช้ผ้าแห้งที่ซับน้ำได้ดีเช็ดบริเวณรอบขอบประตู ยางกักน้ำ และกระจกประตูให้แห้งสนิท จากนั้นเปิดประตูหรือฝาเครื่องทิ้งไว้เพื่อให้ด้านในแห้งไวขึ้นและไม่อับชื้น
ข้อแนะนำเพิ่มเติมสำหรับพื้นที่ "น้ำแข็ง" (Hard Water)
หากบ้านของคุณอยู่ในพื้นที่ที่มีคราบตะกรันหรือน้ำแข็ง แนะนำให้ทำความสะอาดรอบที่สองเพิ่มเติมอย่างน้อยไตรมาสละครั้ง เพื่อช่วยละลายคราบแร่ธาตุที่สะสมอยู่ในตัวเครื่อง:
โดยปล่อยให้ถังซักว่างเปล่า เท น้ำส้มสายชูสายชูสกัด 2 ถ้วยตวง ลงในถังซัก แล้วเปิดโปรแกรมซักปกติหรือโปรแกรมล้างถังซักด้วยน้ำร้อน
คำเตือนสำคัญมาก: ห้ามนำ "น้ำส้มสายชู" มาผสมกับ "น้ำยาฟอกขาว (คลอรีนบลีช)" โดยเด็ดขาด! เพราะการผสมสารเคมีสองชนิดนี้จะทำให้เกิดก๊าซพิษที่เป็นอันตรายรุนแรงต่อระบบทางเดินหายใจ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี