"ผักสีส้ม" ที่ไทยมีทุกตลาด! วิจัยนอกพบ กินสัปดาห์ละ 5 ส่วน ลดเสี่ยงมะเร็งได้ถึง 20%

"ผักสีส้ม" ที่ไทยมีทุกตลาด! วิจัยนอกพบ กินสัปดาห์ละ 5 ส่วน ลดเสี่ยงมะเร็งได้ถึง 20%

"ผักสีส้ม" ที่ไทยมีทุกตลาด! วิจัยนอกพบ กินสัปดาห์ละ 5 ส่วน ลดเสี่ยงมะเร็งได้ถึง 20%
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

อย่าเพิ่งเขี่ยทิ้ง! วิจัยใหญ่ 5 หมื่นคนพบ กิน "แครอท" สัปดาห์ละ 5 ส่วน ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งได้ถึง 20%

แครอท หรือผักสีส้มที่หลายคนมักเขี่ยทิ้งจากจานอาหาร แท้จริงแล้วคือผักที่เป็นขุมทรัพย์แห่งสุขภาพอย่างแท้จริง

โดย นักโภชนาการ เหลา กู ได้เปิดเผยผลวิเคราะห์ข้อมูลจากการศึกษากลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยมะเร็งมากกว่า 50,000 คน พบว่าผู้ที่รับประทานแครอทเป็นประจำมีความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งโดยรวมลดลงราว 10% และหากรับประทานอย่างสม่ำเสมอสัปดาห์ละ 5 ส่วน อาจช่วยลดความเสี่ยงได้มากถึง 20% เลยทีเดียว

ผลวิจัยชี้ "ยิ่งกินมาก ยิ่งลดความเสี่ยง"

ผลการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน จากงานวิจัยเชิงสำรวจ 50 ฉบับ ระบุอย่างชัดเจนว่า ปริมาณการรับประทานแครอทมีสัมพันธ์กับระดับความเสี่ยงที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยคิดปริมาณ 1 ส่วนเท่ากับแครอทสดประมาณ 80 กรัม หากรับประทานให้ได้สัปดาห์ละ 5 ส่วน (ประมาณ 400 กรัมต่อสัปดาห์) จะสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของโรคมะเร็งลงได้ถึง 20%

iStockphoto

เตือนภัย! อาหารเสริมเบต้าแคโรทีน ให้ผลไม่เหมือนกินแครอทสด

นักโภชนาการเน้นย้ำว่า ผู้บริโภคไม่ควรสับสนแล้วรีบไปซื้ออาหารเสริมเบต้าแคโรทีนมาทานแทนผักสด เพราะการทดลองทางคลินิกขนาดใหญ่ไม่พบว่าการทานอาหารเสริมเบต้าแคโรทีนสกัดเดี่ยวจะช่วยป้องกันมะเร็งได้ และการได้รับในปริมาณสูงเกินไปอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้อีกด้วย

ประโยชน์ในการปกป้องสุขภาพของแครอท ไม่ได้มาจากเบต้าแคโรทีนเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "สารพฤกษเคมี" หลากหลายชนิดทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะสารกลุ่มโพลีอะเซทิลีน เช่น ฟัลคารินอล และฟัลคารินไดออล ซึ่งจากการทดลองในเซลล์และสัตว์ทดลองพบว่า มีส่วนช่วยในการต้านการอักเสบและลดกลไกที่เกี่ยวข้องกับการเกิดมะเร็ง

แม้แครอทไม่ใช่ยารักษามะเร็ง และงานวิจัยนี้เป็นเพียงการสังเกตความสัมพันธ์ แต่นักโภชนาการแนะนำว่าการเพิ่มแครอทลงในมื้ออาหารประจำวัน เป็นทางเลือกที่ง่าย ราคาประหยัด และมีประโยชน์ต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเมนูที่แนะนำเป็นพิเศษคือ "แครอทผัดไข่" ซึ่งทั้งอร่อยและช่วยให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ดียิ่งขึ้น

แหล่งอ้างอิง

  1. ETtoday
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล