ดื่ม "ชาเขียว" แล้วอ่อนเพลีย-หนาวสั่น ร่างกายกำลังบอกอะไร? เช็ก 5 สาเหตุ และใครบ้างต้องระวัง?

ดื่มชาเขียวแล้วอ่อนเพลีย หนาวสั่น เกิดจากอะไร? เช็กสัญญาณเตือนและกลุ่มที่ควรระวัง พร้อมวิธีดื่มให้ปลอดภัย
ชาเขียวเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่หลายคนเลือกดื่มเพื่อเพิ่มความสดชื่น แต่บางคนกลับมีอาการมือสั่น ใจเต้นเร็ว เวียนศีรษะ อ่อนเพลีย หรือรู้สึกหนาวหลังดื่ม โดยเฉพาะเมื่อดื่มขณะท้องว่างหรือเลือกสูตรที่มีคาเฟอีนสูง อาการเหล่านี้เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ และไม่ได้หมายความว่าแพ้ชาเขียวเสมอไป
สารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับอาการส่วนใหญ่คือ “คาเฟอีน” ซึ่งออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท แต่ร่างกายของแต่ละคนตอบสนองต่อคาเฟอีนไม่เท่ากัน บางคนดื่มชาเขียวหลายแก้วแล้วยังรู้สึกปกติ ขณะที่บางคนดื่มเพียงเล็กน้อยก็อาจใจสั่น กระสับกระส่าย หรือรู้สึกไม่สบายได้
นอกจากนี้ ประเภทของชา ปริมาณใบชา ระยะเวลาในการชง ขนาดแก้ว และส่วนผสมอื่น เช่น น้ำตาล นม หรือไซรัป ล้วนทำให้ผลที่เกิดกับร่างกายแตกต่างกัน จึงควรสังเกตทั้งชนิดและปริมาณที่ดื่ม ไม่ใช่พิจารณาเพียงคำว่า “ชาเขียว” บนฉลากเท่านั้น

ทำไมดื่มชาเขียวแล้วอ่อนเพลียและหนาวสั่น?
1. ร่างกายไวต่อคาเฟอีน
แม้ชาเขียวมักมีคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟ แต่ก็ยังมีมากพอที่จะทำให้ผู้ที่ไวต่อคาเฟอีนเกิดอาการได้ คาเฟอีนกระตุ้นระบบประสาทและเพิ่มการหลั่งอะดรีนาลีน จึงอาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว มือสั่น กระสับกระส่าย เหงื่อออก เวียนศีรษะ หรือรู้สึกคล้ายหนาวสั่น
อาการอาจเกิดชัดขึ้นเมื่อดื่มชาที่ชงเข้ม ดื่มหลายแก้วในเวลาสั้น ๆ หรือได้รับคาเฟอีนจากแหล่งอื่นร่วมด้วย เช่น กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำอัดลม และช็อกโกแลต ผู้ที่ไม่ค่อยดื่มคาเฟอีนอยู่แล้วอาจตอบสนองต่อชาเขียวได้มากกว่าคนที่ดื่มเป็นประจำ
2. ดื่มชาเขียวขณะท้องว่าง
การดื่มชาเขียวแทนอาหารในช่วงที่ไม่ได้กินอะไรมานาน อาจทำให้บางคนมีอาการคลื่นไส้ แสบท้อง เวียนศีรษะ หรืออ่อนแรงได้ สารแทนนินและคาเทชินในชาอาจระคายเคืองกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน
หากมีอาการหิวมาก เหงื่อออก มือสั่น ใจสั่น หรืออ่อนเพลียร่วมด้วย ควรนึกถึงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานที่ใช้ยาลดน้ำตาลหรืออินซูลิน อย่างไรก็ตาม ชาเขียวในปริมาณปกติไม่ได้ทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำอย่างรุนแรงในคนทั่วไป อาการอาจเกิดจากการอดอาหารหรือยาที่ใช้อยู่มากกว่า
3. น้ำตาลในเครื่องดื่มสูง ทำให้ระดับน้ำตาลแกว่ง
ชาเขียวพร้อมดื่ม ชาเขียวนม หรือเมนูปั่นจากร้านเครื่องดื่มบางสูตรอาจมีน้ำตาลสูง เมื่อดื่มเข้าไป ระดับน้ำตาลในเลือดอาจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนลดลงในเวลาต่อมา บางคนจึงรู้สึกง่วง อ่อนเพลีย หิวเร็ว หรือไม่มีแรงหลังดื่ม
อาการนี้ไม่ได้เกิดจากใบชาเขียวโดยตรง แต่เกี่ยวข้องกับปริมาณน้ำตาลและพลังงานในเครื่องดื่ม การเลือกสูตรหวานน้อยหรือไม่เติมน้ำตาลจึงช่วยลดความผันผวนของระดับน้ำตาลและลดพลังงานส่วนเกินได้
4. คาเฟอีนกระตุ้นความวิตกกังวล
ในผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลหรือเคยมีอาการแพนิก คาเฟอีนอาจกระตุ้นให้หัวใจเต้นแรง หายใจเร็ว มือเท้าเย็น ตัวสั่น และรู้สึกหนาววูบได้ อาการบางอย่างจึงคล้ายการแพ้เครื่องดื่ม ทั้งที่จริงเป็นการตอบสนองของระบบประสาทต่อสารกระตุ้น
หากอาการเกิดซ้ำทุกครั้งแม้ดื่มเพียงเล็กน้อย ควรลดหรือหยุดชาเขียว รวมถึงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชนิดอื่น แล้วสังเกตว่าอาการดีขึ้นหรือไม่ ผู้ที่มีอาการแพนิกบ่อยควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุและรับคำแนะนำที่เหมาะสม
5. อาการอาจไม่ได้เกิดจากชาเขียว
อาการหนาวสั่นร่วมกับไข้ ปวดเมื่อยตามตัว ไอ เจ็บคอ อาเจียน หรือท้องเสีย อาจเกิดจากการติดเชื้อหรือโรคอื่น ไม่ควรสรุปทันทีว่าเป็นผลจากชาเขียว หากอาการยังคงอยู่หลังหยุดดื่ม หรือเกิดขึ้นหลายชั่วโมงต่อมา ควรพิจารณาสาเหตุอื่นร่วมด้วย
ในกรณีที่ดื่มเครื่องดื่มสำเร็จรูปแล้วมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ควรตรวจสอบวันหมดอายุ การเก็บรักษา และส่วนผสมอื่นด้วย เพราะอาการอาจเกี่ยวข้องกับนมที่เสื่อมคุณภาพ การปนเปื้อน หรือแพ้ส่วนประกอบบางอย่าง เช่น นมวัว ถั่วเหลือง และสารแต่งกลิ่น
ดื่มชาเขียวแล้วมีอาการ ควรทำอย่างไร?
- หยุดดื่มชาเขียวและเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชนิดอื่นทันที
- นั่งพักในบริเวณที่ปลอดภัย หากเวียนศีรษะไม่ควรขับรถหรือใช้เครื่องจักร
- จิบน้ำเปล่าและรับประทานอาหารเบา ๆ หากดื่มขณะท้องว่าง
- ผู้ป่วยเบาหวานที่มีเครื่องตรวจน้ำตาล ควรตรวจระดับน้ำตาลเมื่อมีอาการมือสั่น เหงื่อออก หรืออ่อนแรง
- จดชนิดเครื่องดื่ม ขนาดแก้ว ปริมาณความหวาน และเวลาที่เริ่มมีอาการ เพื่อใช้ประกอบการประเมินครั้งต่อไป
อาการจากคาเฟอีนระดับไม่รุนแรงมักค่อย ๆ ดีขึ้นเมื่อหยุดดื่มและพักผ่อน แต่หากมีอาการมากขึ้นหรือไม่ดีขึ้น ไม่ควรพยายามแก้ด้วยการดื่มกาแฟ ชา หรือเครื่องดื่มชูกำลังเพิ่ม เพราะอาจทำให้ได้รับคาเฟอีนมากกว่าเดิม

อาการแบบไหนต้องรีบไปโรงพยาบาล?
ควรรีบขอความช่วยเหลือทางการแพทย์ หากมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก หัวใจเต้นเร็วหรือผิดจังหวะอย่างต่อเนื่อง หายใจลำบาก หน้ามืดเป็นลม สับสน ชัก หรืออาเจียนไม่หยุด เพราะอาจเป็นอาการรุนแรงจากคาเฟอีนหรือมีโรคอื่นร่วมด้วย
หากเกิดผื่นลมพิษ ริมฝีปาก ลิ้น หรือใบหน้าบวม เสียงแหบ แน่นคอ และหายใจไม่ออกหลังดื่ม อาจเป็นอาการแพ้รุนแรง ต้องโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1669 และไปโรงพยาบาลทันที แม้อาการแพ้ชาเขียวโดยตรงจะพบไม่บ่อย แต่ส่วนผสมอื่นในเครื่องดื่มก็สามารถกระตุ้นอาการแพ้ได้
ส่วนอาการหนาวสั่นร่วมกับไข้สูง ซึมลง ปวดศีรษะรุนแรง หรืออาการไม่ดีขึ้นหลังหยุดดื่ม ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ เพราะอาจไม่เกี่ยวข้องกับชาเขียวเลย
ใครบ้างที่ไม่ควรดื่มชาเขียว หรือควรจำกัดปริมาณ?
ผู้ที่ไวต่อคาเฟอีน
ผู้ที่เคยดื่มชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มชูกำลังแล้วใจสั่น มือสั่น เวียนศีรษะ กระสับกระส่าย หรือหลับยาก ควรเลือกชาเขียวชนิดคาเฟอีนต่ำหรือไม่มีคาเฟอีน หากลองลดปริมาณแล้วยังมีอาการ การงดดื่มอาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
ผู้ที่มีหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือความดันโลหิตควบคุมไม่ได้
คาเฟอีนอาจทำให้หัวใจเต้นเร็วและเพิ่มความดันโลหิตชั่วคราว ผู้ที่มีโรคหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ หรือความดันโลหิตสูงที่ยังควบคุมไม่ได้ จึงควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับปริมาณที่เหมาะสม ไม่ควรดื่มชาเขียวเข้มข้นหรือรับคาเฟอีนหลายชนิดพร้อมกัน
ผู้ที่มีโรควิตกกังวลหรือแพนิก
คาเฟอีนอาจกระตุ้นอาการใจสั่น หายใจเร็ว นอนไม่หลับ และความรู้สึกตื่นตระหนกได้ ผู้ที่มีอาการวิตกกังวลง่ายควรเริ่มจากปริมาณน้อย เลือกชนิดไม่มีคาเฟอีน หรือหลีกเลี่ยงหากเคยมีอาการชัดเจนหลังดื่ม
ผู้ที่เป็นโรคกระเพาะหรือกรดไหลย้อน
ชาเขียวอาจทำให้บางคนคลื่นไส้ แสบท้อง หรือมีอาการกรดไหลย้อนมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อดื่มขณะท้องว่างหรือชงเข้ม หากมีอาการควรทดลองดื่มหลังอาหาร ลดความเข้ม และหลีกเลี่ยงการดื่มก่อนนอน
ผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กหรือโลหิตจาง
สารโพลีฟีนอลในชาอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็กชนิดที่พบในอาหารจากพืช หากดื่มพร้อมมื้ออาหารหรือพร้อมยาธาตุเหล็ก ผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กจึงควรเว้นช่วงชาออกจากมื้ออาหารและยาธาตุเหล็กอย่างน้อยประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรือตามคำแนะนำของแพทย์
ชาเขียวหนึ่งแก้วไม่ได้ทำให้เกิดโลหิตจางทันที แต่การดื่มเข้มข้นพร้อมอาหารเป็นประจำอาจมีผลในผู้ที่มีธาตุเหล็กต่ำอยู่แล้ว โดยเฉพาะหญิงที่มีประจำเดือนมาก หญิงตั้งครรภ์ ผู้รับประทานมังสวิรัติ และผู้ที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโลหิตจาง
หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
หญิงตั้งครรภ์ไม่จำเป็นต้องงดชาเขียวทุกคน แต่ควรควบคุมคาเฟอีนจากอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดรวมกัน โดยทั่วไปมีคำแนะนำให้จำกัดคาเฟอีนระหว่างตั้งครรภ์ไม่เกินประมาณ 200 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนหญิงให้นมบุตรควรสังเกตว่าทารกมีอาการกระสับกระส่ายหรือนอนหลับยากหรือไม่
เด็กและวัยรุ่น
เด็กและวัยรุ่นไวต่อผลของคาเฟอีนมากกว่าผู้ใหญ่ คาเฟอีนอาจทำให้ใจสั่น ความดันโลหิตเพิ่ม วิตกกังวล และรบกวนการนอน จึงไม่ควรดื่มชาเขียวสูตรเข้มข้นหรือเครื่องดื่มที่ผสมคาเฟอีนหลายชนิด โดยเฉพาะในช่วงเย็นและก่อนนอน
ผู้ที่รับประทานยาประจำ
ชาเขียวและผลิตภัณฑ์สกัดจากชาเขียวอาจมีปฏิกิริยากับยาบางชนิด เช่น ยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด ยารักษาความดันบางตัว และยาที่ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ผู้ที่รับประทานยาประจำไม่ควรหยุดยาเอง แต่ควรสอบถามแพทย์หรือเภสัชกรว่าจำเป็นต้องจำกัดชาเขียวหรือเว้นระยะจากยาหรือไม่
ผู้ป่วยโรคตับที่ต้องการใช้สารสกัดชาเขียว
ชาเขียวที่ชงเป็นเครื่องดื่มในปริมาณปกติโดยทั่วไปแตกต่างจากผลิตภัณฑ์สารสกัดชาเขียวชนิดเข้มข้น ซึ่งมักบรรจุในรูปแคปซูลหรือผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนัก มีรายงานพบการบาดเจ็บของตับจากสารสกัดเข้มข้นได้ แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่พบไม่บ่อย
ผู้ที่มีโรคตับหรือเคยมีค่าตับผิดปกติจึงไม่ควรซื้อสารสกัดชาเขียวมารับประทานเอง หากใช้แล้วมีอาการตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเข้ม คลื่นไส้ เบื่ออาหาร หรือปวดบริเวณชายโครงขวา ควรหยุดผลิตภัณฑ์และพบแพทย์โดยเร็ว
ดื่มชาเขียวอย่างไรให้ปลอดภัย?
- เริ่มดื่มจากปริมาณน้อย หากไม่แน่ใจว่าร่างกายไวต่อคาเฟอีนหรือไม่
- หลีกเลี่ยงการชงเข้มมากหรือดื่มหลายแก้วติดกัน
- ไม่ดื่มขณะท้องว่าง หากเคยมีอาการคลื่นไส้ แสบท้อง หรืออ่อนแรง
- เลือกสูตรไม่เติมน้ำตาลหรือหวานน้อย โดยเฉพาะผู้ป่วยเบาหวานและผู้ควบคุมน้ำหนัก
- นับคาเฟอีนรวมจากกาแฟ ชา น้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
- หลีกเลี่ยงการดื่มช่วงเย็นหรือก่อนนอน หากมีปัญหานอนไม่หลับ
- ไม่ใช้สารสกัดชาเขียวเข้มข้นเพื่อหวังลดน้ำหนักโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ ระบุว่า สำหรับผู้ใหญ่สุขภาพดีส่วนใหญ่ คาเฟอีนรวมไม่เกินประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวันมักไม่สัมพันธ์กับผลเสียที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่ทนได้แตกต่างกันมากในแต่ละคน ผู้ที่เริ่มมีอาการแม้ได้รับน้อยกว่านี้ควรยึดอาการของตัวเองเป็นหลักและลดปริมาณลง
สรุป ดื่มชาเขียวแล้วหนาวสั่น อ่อนเพลีย ต้องกังวลแค่ไหน?
อาการอ่อนเพลีย มือสั่น หรือรู้สึกหนาวหลังดื่มชาเขียว อาจเกิดจากความไวต่อคาเฟอีน การดื่มขณะท้องว่าง ระดับน้ำตาลแกว่ง ความวิตกกังวล หรือส่วนผสมอื่นในเครื่องดื่ม หากอาการไม่รุนแรง ควรหยุดดื่ม พักผ่อน จิบน้ำ และสังเกตอาการ
หากเกิดซ้ำทุกครั้ง ควรหลีกเลี่ยงชาเขียวหรือเลือกชนิดไม่มีคาเฟอีน ส่วนผู้ที่มีโรคประจำตัว รับประทานยา มีภาวะขาดธาตุเหล็ก ตั้งครรภ์ หรือคิดจะใช้สารสกัดชาเขียว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อน
ที่สำคัญ หากมีหนาวสั่นร่วมกับไข้สูง หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก เป็นลม หรือใบหน้าและลำคอบวม ต้องรีบไปโรงพยาบาล เพราะอาการดังกล่าวอาจไม่ใช่ผลข้างเคียงธรรมดาจากชาเขียว และจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


