รู้หรือไม่ "แม่น้ำเจ้าพระยา" สายที่ไหลผ่านกรุงเทพในปัจจุบัน เกิดจากฝีมือมนุษย์

รู้หรือไม่ "แม่น้ำเจ้าพระยา" สายที่ไหลผ่านกรุงเทพในปัจจุบัน เกิดจากฝีมือมนุษย์

รู้หรือไม่ "แม่น้ำเจ้าพระยา" สายที่ไหลผ่านกรุงเทพในปัจจุบัน เกิดจากฝีมือมนุษย์
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รู้หรือไม่ แม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพฯ สายเราเห็นในปัจจุบัน เกิดจากฝีมือมนุษย์ สายเดิมในอดีตกลายเป็นแค่คลอง

หากพูดถึง "แม่น้ำเจ้าพระยา" ทุกคนย่อมเห็นภาพสายน้ำขนาดใหญ่ที่ไหลผ่ากลางเมืองหลวง ทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่หล่อเลี้ยงคนกรุง และเป็นเส้นแบ่งผังเมืองระหว่าง "ฝั่งพระนคร" กับ "ฝั่งธนบุรี" มานานนับศตวรรษ

แต่รู้หรือไม่ว่า รูปร่างของแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงที่ไหลผ่านกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ ไม่ได้เกิดจากธรรมชาติล้วน ๆ แต่เกือบครึ่งสายเกิดขึ้นจาก "ฝีมือมนุษย์ขุดขึ้นมา" ตั้งแต่สมัยอยุธยา!

แม่น้ำเจ้าพระยาเดิมคดเคี้ยวเป็น "เกือกม้า" พายเรืออ้อมเกือบทั้งวัน

ย้อนกลับไปในอดีต แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณเมืองบางกอกไม่ได้ไหลตรงเป็นแนวแบบที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ทว่ามีลักษณะคดเคี้ยวเลี้ยวลดเป็นคุ้งน้ำขนาดมหึมาคล้ายเกือกม้า

  • กระแสน้ำจะไหลมาจากทางเหนือ ผ่านหน้าโรงพยาบาลศิริราชในปัจจุบัน

  • จากนั้นจะ หักเลี้ยวอ้อมโค้งใหญ่ไปทางทิศตะวันตก

  • แล้วค่อยวนวกกลับลงมาทางทิศใต้ ผ่านมาทางปากคลองตลาด และหน้าวัดอรุณฯ

ความคดเคี้ยวนี้ทำให้เรือสินค้าต่างชาติและเรือราษฎรต้องเสียเวลาพายเรืออ้อมคุ้งน้ำใหญ่เป็นวัน ๆ เพื่อเดินทางต่อไปยังกรุงศรีอยุธยา

จุดพลิกประวัติศาสตร์: "คลองลัดบางกอก" สู่แม่น้ำสายหลักของเมืองหลวง

เพื่อแก้ปัญหานี้ ในสมัยอยุธยา สมเด็จพระไชยราชาธิราช (ราวปี พ.ศ. 2065–2085) จึงโปรดเกล้าฯ ให้ขุด "คลองลัดบางกอก" ขึ้น เพื่อตัดตรงเชื่อมระหว่างส่วนหัวและส่วนท้ายของคุ้งน้ำ (เชื่อมตั้งแต่ช่วงท่าพระจันทร์/ศิริราช ทะลุมาถึงปากคลองบางกอกใหญ่ในปัจจุบัน) ย่นระยะทางการเดินเรือให้เหลือเพียงนิดเดียว

และนี่เองคือจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เปลี่ยนโฉมหน้าแผ่นดิน:

  1. คลองขุดกลายเป็นแม่น้ำ: เมื่อมีทางลัดที่สั้นและตรงกว่า กระแสน้ำปริมาณมหาศาลจึงเปลี่ยนทิศ ไหลทะลักผ่านคลองลัดสายนี้อย่างเชี่ยวกราก กัดเซาะตลิ่งสองฝั่งให้กว้างและลึกขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งคลองลัดขยายตัวกลายเป็น "แม่น้ำเจ้าพระยาสายหลัก" ที่เราเห็นหน้าวัดอรุณฯ และพระบรมมหาราชวังในทุกวันนี้

  2. แม่น้ำเดิมลดสถานะกลายเป็นคลอง: ในทางกลับกัน ร่องน้ำเดิมตามธรรมชาติที่โค้งอ้อม เมื่อไม่มีมวลน้ำหลักไหลผ่าน ก็ค่อย ๆ ตื้นเขิน กระแสน้ำไหลเอื่อยลง และท้ายที่สุดก็ลดสถานะกลายเป็น "คลองบางกอกน้อย" และ "คลองบางกอกใหญ่" ที่ชาวบ้านสัญจรกันจนถึงปัจจุบัน

โบราณนานมาเส้นสีฟ้า = แม่น้ำเจ้าพระยาสายเก่า

มนต์เสน่ห์แห่ง "การขุดคลองลัด" สมัยอยุธยา

การขุดคลองลัดไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่บางกอกเท่านั้น ตลอดแนวแม่น้ำเจ้าพระยาในสมัยอยุธยามีการขุดคลองลัดคุ้งน้ำอีกหลายแห่ง เพื่อย่นระยะเวลาการเดินทางและการค้า เช่น:

  • คลองลัดเมืองนนท์: ขุดขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง จนต่อมากลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงตัวเมืองนนทบุรี

  • คลองลัดเกร็ดใหญ่ และ คลองลัดเกร็ดน้อย: คลองลัดเกร็ดน้อยถูกน้ำเซาะจนกว้างใหญ่กลายเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา และตัดผืนดินเดิมจนกลายเป็น "เกาะเกร็ด" ในปัจจุบัน

  • คลองลัดโพธิ์ (พระประแดง): อีกหนึ่งคลองลัดสำคัญที่ช่วยย่นระยะทางคุ้งน้ำกระเพาะหมู

นอกจากประโยชน์ด้านการสัญจรและการค้าแล้ว ในยุคหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง (สมัยรัชกาลที่ 4–5) ประเทศไทยยังมีการขุดคลองโครงข่ายเชื่อมโยงอีกนับพันสาย เพื่อเปิดพื้นที่เกษตรกรรมและระบายผลผลิตออกสู่ท่าเรือ จนทำให้กรุงเทพฯ ได้รับฉายาในระดับสากลว่า "เวนิสแห่งตะวันออก" (Venice of the East) เพราะมีโครงข่ายคลองเชื่อมต่อกันมากถึง 1,000–1,600 คลอง

สายน้ำที่มนุษย์กับธรรมชาติร่วมกันสร้าง

แม่น้ำเจ้าพระยาช่วงที่ไหลผ่านกรุงเทพฯ ในวันนี้ จึงไม่ใช่จากธรรมชาติเพียงฝ่ายเดียว แต่เป็นมรดกทางวิศวกรรมภูมิศาสตร์ที่คนโบราณเข้าไป "ตัดแต่งและนำทาง" กระแสน้ำ

การเปลี่ยน "คลองให้เป็นแม่น้ำ" และเปลี่ยน "แม่น้ำให้กลายเป็นคลอง" นี้เอง คือรากฐานสำคัญที่กำหนดทิศทางผังเมือง ชุมชน และวิถีชีวิตริมน้ำของกรุงเทพมหานครมาจนถึงทุกวันนี้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล