เปิดชีวิต "ออฟโรด" จากเด็กเดินขายแหนม สู่ดวงดาวสู้ไม่ถอย

"ออฟโรด" เปิดชีวิตสุดลำบาก เคยไม่มีเงินซื้อข้าว โดนญาติดูถูก ใช้ความพยายามเปลี่ยนชีวิตจนมีวันนี้
บทเรียนชีวิตจริงยิ่งกว่าละคร! "ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล" เปิดใจผ่านรายการ "WOODY TALK" ถึงเรื่องราวชีวิตวัยเด็กสุดทรหด หลังครอบครัวล้มละลายจนต้องเดินขายแหนมเป็นระยะทางกว่า 10 กิโลเมตร เคยตกอยู่ในจุดที่ไม่มีเงินซื้อข้าวกินและต้องเผชิญคำดูถูกจากคนรอบข้าง แต่ด้วยหัวใจที่ไม่ยอมแพ้และการตั้ง Mindset ผลักดันตัวเอง จึงสามารถก้าวข้ามความยากลำบากสู่การเป็นศิลปินที่มีคุณภาพ พร้อมเปิดเผยเบื้องหลังความผูกพันตลอด 5 ปีร่วมกับพาร์ตเนอร์คู่ใจ "ต้าห์อู๋"
"ออฟโรด กันตภณ จินดาทวีผล" ถ่ายทอดบทเรียนชีวิตและการก้าวผ่านอุปสรรคในรายการ WOODY TALK
จากเด็ก Finance สู่เส้นทางใหม่ที่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์
"ออฟโรด" เผยว่าตนเองไม่ใช่คนที่เริ่มต้นจากสายงานบันเทิง โดยพื้นฐานเป็นคน Introvert และศึกษาจบทางด้าน Finance มาโดยตลอด ไม่เคยมีทักษะด้านการร้องหรือการเต้นมาก่อน การก้าวเข้ามาทำงานในวงการจึงเปรียบเสมือนการเปิดโลกใหม่ที่ต้องเรียนรู้และฝึกฝนด้วยความทรหดอดทนอย่างยิ่ง
การก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัย (Comfort Zone) เป็นเรื่องที่ท้าทายมาก เนื่องจากตนเองมีความเป็น Perfectionist สูงและกลัวความผิดพลาดต่อหน้าผู้คน แต่ด้วยความเชื่อมั่นว่า Mindset ที่ดีจะทำให้ชีวิตดีขึ้น และการก้าวผ่านความกลัวด้วยการลงมือทำจริง แม้จะมีความเสี่ยงหรือไม่รู้อนาคต แต่เมื่อก้าวผ่านจนทำสำเร็จจะสร้างความภาคภูมิใจและเติมเต็มชีวิตได้อย่างแท้จริง
ก้าวข้ามเสียงเปรียบเทียบ สู่การเก่งในแบบของตนเอง
ตลอดการทำงาน 5 ปีที่ผ่านมา "ออฟโรด" ยอมรับว่าต้องเผชิญกับการถูกเปรียบเทียบเรื่องความสามารถด้านการร้องและการเต้นมาโดยตลอด โดยเฉพาะการมีพาร์ตเนอร์ที่มีความสามารถโดดเด่นอย่าง "ต้าห์อู๋" จนเคยมีคำวิจารณ์ว่าเป็นตัว Nerf ความสามารถของคู่
"เรื่องของความสามารถในการร้อง การเต้น เป็นสิ่งที่โดนมาตลอด มีโดนพูดว่าเป็นตัว Nerf ความสามารถของคู่ผม คำนี้เป็นสิ่งที่ผมทนไม่ได้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยบอกว่าคุณต้องด้อยความสามารถตัวเองเพื่อเท่าผม ผมมีแต่เอาตัวเอง Push ให้เท่าเขา หมายถึงว่า ไม่จำเป็นต้องเก่งเหมือนเขา แต่เก่งในแบบของตัวเอง"
วิธีรับมือกับปัญหาดังกล่าว คือการพูดคุยสื่อสารกับคู่พาร์ตเนอร์อย่างตรงไปตรงมาเพื่อเคลียร์ความรู้สึก และปรับโฟกัสความคิดของตนเองใหม่ โดยไม่นำตนเองไปเปรียบเทียบกับใคร แต่ให้วัดผลจากความตั้งใจพัฒนาตนเองในทุกๆ วัน
ความผูกพันและการเติมเต็มซึ่งกันและกันตลอด 5 ปีระหว่าง "ออฟโรด" และ "ต้าห์อู๋"
มิตรภาพ 5 ปีกับ "ต้าห์อู๋" ที่ต่างขั้วแต่เติมเต็ม
แม้จะมีความต่างกันในหลายเรื่อง แต่ทั้งสองคนสามารถเติมเต็มซึ่งกันและกันได้อย่างลงตัว จากเดิมที่ "ออฟโรด" เป็นคนจริงจังกับเป้าหมายจนเครียด "ต้าห์อู๋" จะคอยเตือนให้หยุดพักและมีความสุขระหว่างทาง ขณะเดียวกัน "ออฟโรด" ก็ได้ถ่ายทอดความรู้เรื่องการลงทุนให้กับ "ต้าห์อู๋" จนประสบความสำเร็จ
ในวันที่หมดพลัง วิธีการดูแลกันของทั้งคู่ก็ต่างกันอย่างน่ารัก โดย "ต้าห์อู๋" ชื่นชอบการได้รับการกอดเพื่อเติมพลังใจในวันที่รู้สึกแย่ ขณะที่ "ต้าห์อู๋" จะคอยทำหน้าที่ปกป้องและยืนเคียงข้าง "ออฟโรด" ในวันที่เผชิญสายตาหรือคำพูดเชิงลบจากคนภายนอกเสมอ
บทเรียนความลำบากในอดีต แรงผลักดันที่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา
"ออฟโรด" เผยว่าตนเองเติบโตมาจากครอบครัวที่เคยมีฐานะ แต่ต่อมาธุรกิจล้มละลายจนชีวิตพลิกผัน ต้องเผชิญความยากลำบากตั้งแต่ชั้น ป.4 จนถึงปี 4 ไม่มีเงินซื้อข้าวกิน และต้องเดินถือกล่องโฟมขายแหนมปลากรายทอดระยะทางร่วม 10 กิโลเมตรกับคุณแม่ที่หาดใหญ่ เผชิญกับการถูกปฏิเสธและคำดูถูกสารพัดจากญาติพี่น้อง
"ผมคือคน ๆ นั้นมาก่อน โดนปฏิเสธ โดนญาติพี่น้องดูถูก อยู่กับการโดนดูถูกที่ว่า สอบมหาลัยไม่ติดหรอก ชีวิตแกอยู่แค่นี้เหรอ ผมอยู่กับความลำบากทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนบ้านผมเคยช่วยเหลือจุนเจือเขามาตลอด ทำให้ผมคิดว่าสักวันหนึ่งจะทำสิ่งนี้ให้ครอบครัวสบายที่สุด"
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อ "ออฟโรด" ตัดสินใจว่าจะไม่ยอมถูกจำกัดกรอบโอกาส จึงมุ่งมั่นสอบเข้าเรียนต่อที่กรุงเทพฯ โดยกู้เงิน กยศ. ศึกษาด้าน Finance ทำกิจกรรม เป็นประธานรุ่น และเข้าร่วมการแข่งขันทางวิชาการ เพื่อเปิดประตูสู่โอกาสใหม่ๆ จนสามารถเปลี่ยนชีวิตและดูแลครอบครัวได้อย่างในปัจจุบัน
"ออฟโรด" มุ่งมั่นส่งต่อความสุขและพลังบวกให้แฟนคลับในทุกโชว์
อัลบั้มภาพ 6 ภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




