กินเม็ดฝรั่ง เสี่ยงเป็นไส้ติ่งอักเสบจริงไหม? ความเชื่อที่ฝังหัวคนไทยจากรุ่นสู่รุ่น

กินเม็ดฝรั่ง เสี่ยงเป็นไส้ติ่งอักเสบจริงไหม? ความเชื่อที่ฝังหัวคนไทยจากรุ่นสู่รุ่น

กินเม็ดฝรั่ง เสี่ยงเป็นไส้ติ่งอักเสบจริงไหม? ความเชื่อที่ฝังหัวคนไทยจากรุ่นสู่รุ่น
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กินเม็ดฝรั่ง เสี่ยงเป็นไส้ติ่งอักเสบจริงไหม? ความเชื่อที่ฝังหัวคนไทยจากรุ่นสู่รุ่น เปิดความจริงที่หลายคนเข้าใจผิด

“อย่ากินเม็ดฝรั่ง เดี๋ยวเป็นไส้ติ่ง!” เป็นคำเตือนที่หลายคนคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะเวลารับประทานฝรั่งที่มีเม็ดแข็ง ๆ หลายคนจึงเลือกคายเม็ดทิ้ง เพราะกลัวว่าเม็ดฝรั่งจะเข้าไปสะสมในไส้ติ่งและทำให้เกิดโรคไส้ติ่งอักเสบ

แต่ความจริงแล้ว การกินเม็ดฝรั่งไม่ได้เป็นสาเหตุโดยตรงของไส้ติ่งอักเสบ และยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าเม็ดฝรั่งเป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดโรคนี้

ไส้ติ่งคืออะไร

ไส้ติ่ง (Appendix) คือ อวัยวะขนาดเล็ก มีลักษณะเป็นท่อปลายตันที่ยื่นออกมาจาก ลำไส้ใหญ่ส่วนต้น บริเวณท้องน้อยด้านขวาของมนุษย์ แม้ว่าจะเชื่อกันว่าในอดีตอาจมีบทบาทในการย่อยอาหาร แต่ปัจจุบันไม่ถือว่ามีหน้าที่สำคัญต่อระบบย่อยอาหารในมนุษย์

เมื่อผ่าไส้ติ่งออก เรามักถูกบอกว่าสุขภาพจะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะไส้ติ่งถูกมองว่าเป็นอวัยวะฝ่อ ไร้ประโยชน์ 

ไส้ติ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ด้านขวาของร่างกาย ใต้สะดือ แต่บางคนอาจเกิดมาไม่มี มีสองไส้ติ่ง หรืออยู่ด้านซ้าย บางครั้งรูปร่างคล้ายเกือกม้า ในผู้ใหญ่มีความยาวเฉลี่ย 9 ซม. อยู่บริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้เล็กกับลำไส้ใหญ่

ไส้ติ่งมักถูกมองเป็น “ระเบิดเวลา” ของร่างกาย ในชีวิตหนึ่ง โอกาสที่คุณจะเป็นไส้ติ่งอักเสบอยู่ระหว่าง 6.7–8.6% (ประมาณ 1 ใน 10 ถึง 1 ใน 20) สาเหตุส่วนใหญ่คือการอุดตัน สุดท้ายอาจแตกและรั่วลงในช่องท้อง ทำให้เกิดการอักเสบ การติดเชื้อในกระแสเลือด และอาจถึงแก่ชีวิต วิธีที่นิยมที่สุดคือการผ่าตัดเอาไส้ติ่งออกเมื่ออักเสบ แต่การวิจัยพบว่าการใช้ยาปฏิชีวนะก็อาจช่วยได้ในบางกรณี

ไส้ติ่งอักเสบไม่ใช่เรื่องเล็ก บางครั้งยังกลายเป็นมะเร็งได้ แต่โอกาสเกิดน้อยมาก เพียงไม่กี่รายต่อประชากรล้านคนต่อปี

ไส้ติ่งอักเสบ

เม็ดฝรั่งเข้าไปอุดไส้ติ่งได้จริงหรือ?

ไส้ติ่งเป็นอวัยวะเล็ก ๆ ที่มีลักษณะเป็นท่อปลายตัน เชื่อมต่ออยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ โดยช่องเปิดของไส้ติ่งมีขนาดค่อนข้างเล็ก

ในทางทฤษฎี เศษอาหารหรือสิ่งแปลกปลอมบางชนิดอาจเข้าไปในไส้ติ่งได้ แต่กรณีที่เม็ดผลไม้เข้าไปอุดตันจนทำให้เกิดไส้ติ่งอักเสบนั้นพบได้น้อยมาก

สาเหตุของไส้ติ่งอักเสบส่วนใหญ่เกิดจากการอุดตันภายในไส้ติ่ง เช่น ก้อนอุจจาระแข็ง การบวมของเนื้อเยื่อน้ำเหลือง หรือการติดเชื้อ มากกว่าการกินเม็ดฝรั่ง

แล้วกินเม็ดฝรั่งมีอันตรายหรือไม่?

สำหรับคนทั่วไป การกินเม็ดฝรั่งในปริมาณปกติถือว่าไม่เป็นอันตราย เพราะเม็ดฝรั่งไม่สามารถย่อยได้ทั้งหมด และส่วนใหญ่จะถูกขับออกจากร่างกายตามระบบขับถ่าย

อย่างไรก็ตาม เม็ดฝรั่งมีความแข็งและมีใยอาหาร หากรับประทานมากเกินไปหรือเคี้ยวไม่ละเอียด อาจทำให้บางคนรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด หรือไม่สบายท้องได้

ใครบ้างที่ควรระวังเม็ดฝรั่ง?

แม้เม็ดฝรั่งจะไม่ใช่สาเหตุของไส้ติ่ง แต่บางกลุ่มควรรับประทานอย่างระมัดระวัง เช่น

  • เด็กเล็กที่ยังเคี้ยวอาหารได้ไม่ละเอียด
  • ผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการเคี้ยวหรือการกลืน
  • ผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหารบางชนิด

วิธีที่ปลอดภัยคือ หั่นฝรั่งเป็นชิ้นเล็ก ๆ และเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน เพื่อลดภาระของระบบย่อยอาหาร

ไส้ติ่งอักเสบเกิดจากอะไร?

ไส้ติ่งอักเสบเกิดจากการที่ช่องภายในไส้ติ่งเกิดการอุดตัน ทำให้เชื้อแบคทีเรียเพิ่มจำนวนและเกิดการอักเสบตามมา โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย ได้แก่

  • ก้อนอุจจาระแข็งอุดตันบริเวณไส้ติ่ง
  • การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร
  • การบวมของเนื้อเยื่อภายในไส้ติ่ง
  • สิ่งแปลกปลอมบางชนิดที่เข้าไปอุดตัน (พบได้น้อย)

เช็กอาการไส้ติ่งอักเสบ สัญญาณแบบไหนควรไปพบแพทย์?

ไส้ติ่งอักเสบมักมีอาการปวดท้องที่เปลี่ยนตำแหน่ง โดยเริ่มจากปวดรอบสะดือ ก่อนจะเคลื่อนลงไปบริเวณท้องด้านขวาล่าง

อาการที่ควรระวัง ได้แก่

  • ปวดท้องมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะท้องด้านขวาล่าง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้
  • เบื่ออาหาร
  • กดแล้วเจ็บบริเวณท้อง

หากมีอาการเหล่านี้ ไม่ควรรอดูอาการเอง ควรเข้ารับการตรวจจากแพทย์ เพราะหากปล่อยไว้นาน ไส้ติ่งอาจแตกและทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

สรุป กินเม็ดฝรั่งไม่ได้ทำให้เป็นไส้ติ่งโดยตรง

ความเชื่อที่ว่า “กินเม็ดฝรั่งแล้วเป็นไส้ติ่ง” เป็นความเข้าใจที่ถูกบอกต่อกันมานาน แต่ในความเป็นจริงยังไม่มีหลักฐานว่าเม็ดฝรั่งเป็นสาเหตุหลักของโรคไส้ติ่งอักเสบ

สิ่งที่ควรทำคือรับประทานฝรั่งอย่างเหมาะสม เคี้ยวให้ละเอียด และดูแลสุขภาพระบบทางเดินอาหาร เพราะโรคไส้ติ่งอักเสบเกิดจากหลายปัจจัย ไม่ได้เกิดจากเม็ดฝรั่งเพียงอย่างเดียว

ดังนั้น กินฝรั่งได้แต่กินอย่างพอดี เคี้ยวให้ละเอียด ก็สามารถรับประโยชน์จากวิตามินซี ใยอาหาร และสารต้านอนุมูลอิสระในฝรั่งได้อย่างเต็มที่

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล