อย่าโทษแต่โทรศัพท์! 8 พฤติกรรมที่หลายคนเคยชิน กำลังทำร้ายดวงตาโดยไม่รู้ตัว

อย่าโทษแต่โทรศัพท์! 8 พฤติกรรมธรรมดาทั่วไปในชีวิตประจำวัน กำลังทำร้ายดวงตาโดยไม่รู้ตัว
หลายคนเมื่อไปตรวจสุขภาพตา แล้วพบว่าเริ่มมองเห็นไม่ชัด สิ่งแรกที่มักนึกถึงคือ “ช่วงนี้ใช้โทรศัพท์เยอะเกินไป” หรือ “อายุมากขึ้น สายตาก็ต้องแย่ลงเป็นธรรมชาติ”
หลายคนจึงเลือกใส่แว่นกรองแสงสีฟ้า ลดความสว่างหน้าจอ หรือซื้อยาหยอดตามาใช้เอง แต่จริง ๆ แล้วสาเหตุของปัญหาสายตาอาจไม่ได้มาจากหน้าจอเพียงอย่างเดียว
พฤติกรรมเล็ก ๆ ที่ทำเป็นประจำในชีวิตประจำวัน ก็อาจส่งผลต่อสุขภาพดวงตาโดยไม่รู้ตัว
1. กะพริบตาน้อยเกินไปเวลาอ่านหนังสือหรือใช้โทรศัพท์
เมื่อเราจดจ่อกับหน้าจอหรืออ่านหนังสือเป็นเวลานาน อัตราการกะพริบตามักลดลง ทำให้น้ำตาที่เคลือบอยู่บนผิวดวงตาระเหยเร็วขึ้น
ผลที่ตามมาคือ อาจเกิดอาการตาแห้ง แสบตา ระคายเคือง และรู้สึกเมื่อยล้าดวงตา โดยเฉพาะผู้ที่ต้องทำงานหน้าคอมพิวเตอร์หรือใช้สมาร์ตโฟนเป็นเวลานาน
วิธีช่วยถนอมสายตาคือ ควรกะพริบตาให้เต็มที่ และใช้หลัก 20-20-20 คือ ทุก ๆ 20 นาทีที่ใช้สายตาระยะใกล้ ให้มองออกไปไกลประมาณ 6 เมตร เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อช่วยให้ดวงตาได้พัก
2. ใช้โทรศัพท์ในที่มืดก่อนนอน
หลายคนมีนิสัยปิดไฟแล้วนอนเล่นโทรศัพท์ โดยปล่อยให้หน้าจอสว่างอยู่ท่ามกลางห้องที่มืดสนิท
ความแตกต่างระหว่างแสงจากหน้าจอและสภาพแวดล้อมที่มืด อาจทำให้ดวงตาต้องทำงานหนักขึ้น และเพิ่มความรู้สึกล้าหรือไม่สบายตา
หากจำเป็นต้องใช้โทรศัพท์ในเวลากลางคืน ควรเปิดไฟในห้องไว้เล็กน้อย หลีกเลี่ยงการจ้องหน้าจอท่ามกลางความมืด
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
3. ขยี้ตาบ่อย ๆ
เมื่อรู้สึกคันหรือเมื่อยตา หลายคนมักใช้มือขยี้ตาโดยอัตโนมัติ แต่การขยี้ตาแรง ๆ หรือทำเป็นประจำ อาจส่งผลต่อรูปร่างของกระจกตา
พฤติกรรมดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงของภาวะกระจกตาโก่ง (Keratoconus) ซึ่งอาจส่งผลต่อการมองเห็นในระยะยาว
หากรู้สึกไม่สบายตา ควรใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเย็นประคบ หรือใช้น้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสียแทนการขยี้ตา
4. ไม่ปกป้องดวงตาจากรังสี UV
รังสีอัลตราไวโอเลต (UV) มีอยู่ตลอดทั้งปี และการได้รับรังสีมากเกินไปอาจส่งผลต่อสุขภาพดวงตา
รังสี UV อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดต้อกระจก และสร้างความเสียหายต่อพื้นผิวของดวงตา
เมื่ออยู่กลางแจ้ง โดยเฉพาะในวันที่แดดจัด ควรสวมแว่นกันแดดที่สามารถป้องกันรังสี UVA และ UVB เพื่อช่วยลดผลกระทบต่อดวงตา
5. ใช้ยาหยอดตามากเกินความจำเป็น
เมื่อมีอาการตาแดงหรือตาแห้ง หลายคนเลือกซื้อยาหยอดตาที่ช่วยลดอาการตาแดงมาใช้เอง โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง
ยาหยอดตาบางชนิดมีสารที่ช่วยให้เส้นเลือดบริเวณดวงตาหดตัว ทำให้ตาดูขาวขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เป็นเพียงผลชั่วคราว
หากใช้ต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้อาการตาแห้งและตาแดงรุนแรงขึ้น หากมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
6. กินอาหารไขมันสูง น้ำตาลสูง และเค็มจัด
สุขภาพของจอประสาทตาและหลอดเลือดขนาดเล็กในดวงตา มีความสัมพันธ์กับสุขภาพหลอดเลือดโดยรวม
ผู้ที่มีปัญหา เช่น ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูง หรือไขมันในเลือดผิดปกติ อาจมีความเสี่ยงต่อโรคเกี่ยวกับจอประสาทตามากขึ้น
การรับประทานอาหารให้สมดุล เพิ่มผักและผลไม้ และลดอาหารที่มีไขมัน น้ำตาล และโซเดียมสูง จึงเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพดวงตา
7. นอนดึกเป็นประจำ
การนอนดึกเป็นเวลานานอาจรบกวนนาฬิกาชีวิต และส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม
ภาวะนอนหลับผิดปกติมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของความดันภายในลูกตา และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต้อหิน
การรักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นหนึ่งในพฤติกรรมสำคัญที่ช่วยดูแลสุขภาพดวงตา
8. สูบบุหรี่และได้รับควันบุหรี่
ควันบุหรี่มีสารหลายชนิดที่สามารถกระตุ้นการอักเสบและทำลายเซลล์ในดวงตา
การสูบบุหรี่ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงของโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อมตามวัย (Age-related Macular Degeneration)
การหลีกเลี่ยงบุหรี่และลดการสัมผัสควันบุหรี่ จึงไม่ได้ช่วยเพียงแค่ปอด แต่ยังช่วยปกป้องสุขภาพดวงตาในระยะยาว
ดูแลสายตา ไม่ใช่แค่ลดเวลาใช้โทรศัพท์
การถนอมสายตาไม่ได้หมายถึงการลดเวลาอยู่หน้าจอเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน
- กะพริบตาให้เพียงพอ และพักสายตาจากการมองระยะใกล้
- นอนหลับให้เพียงพอและรักษาเวลานอนให้สม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการขยี้ตาแรง ๆ
- ป้องกันดวงตาจากรังสี UV ด้วยแว่นกันแดด
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
- หลีกเลี่ยงบุหรี่และควันบุหรี่
พฤติกรรมเล็ก ๆ เหล่านี้ หากทำอย่างสม่ำเสมอ สามารถช่วยรักษาสุขภาพดวงตา และลดความเสี่ยงปัญหาสายตาในระยะยาวได้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


