หมอเตือน 5 ภัยเงียบ ซ่อนในคนที่ดูแข็งแรง รู้ตัวไม่ทัน อาจหลับไม่ตื่น!

หมอเตือน 5 ภัยเงียบ ซ่อนในคนที่ดูแข็งแรง รู้ตัวไม่ทัน อาจหลับไม่ตื่น!

หมอเตือน 5 ภัยเงียบ ซ่อนในคนที่ดูแข็งแรง รู้ตัวไม่ทัน อาจหลับไม่ตื่น!
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทำไมคนดูแข็งแรงถึงเสียชีวิตฉับพลัน? หมอเปิด 5 ภัยเงียบ อาจทำเสียชีวิตโดยไม่ทันตั้งตัว ส่วนใหญ่เกี่ยวหลอดเลือด

ภายนอกดูแข็งแรง ออกกำลังกายได้ และใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ได้แปลว่าร่างกายจะปราศจากความผิดปกติเสมอไป เพราะโรคหัวใจ หลอดเลือด และการหายใจบางชนิดอาจดำเนินไปโดยแทบไม่แสดงอาการ กระทั่งเกิดภาวะฉุกเฉินขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว

ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช อาจารย์ประจำหน่วยวิชาประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้ข้อมูลผ่านสื่อของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึง 5 ภาวะสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม หลังมีกรณีบุคคลที่ดูแข็งแรง รวมถึงนักกีฬาและบุคคลมีชื่อเสียง เสียชีวิตอย่างฉับพลัน

ทั้ง 5 ภาวะเกี่ยวข้องกับระบบหัวใจ หลอดเลือด สมอง และการหายใจระหว่างหลับ บางโรคอาจไม่มีอาการในระยะแรก ขณะที่บางโรคส่งสัญญาณเตือนเพียงเล็กน้อยจนผู้ป่วยคิดว่าเป็นความเหนื่อยล้าหรืออาการทั่วไป การรู้จักสังเกตความผิดปกติจึงอาจช่วยให้ได้รับการตรวจและรักษาก่อนเกิดอันตรายรุนแรง

ดูแข็งแรงแต่เสียชีวิตฉับพลัน เกิดขึ้นได้อย่างไร?

การเสียชีวิตฉับพลันไม่ได้มีสาเหตุจากโรคเดียว และไม่ใช่ผู้เสียชีวิตทุกรายจะมีปัญหาเกี่ยวกับหลอดเลือดทั้งหมด สาเหตุที่เป็นไปได้มีทั้งกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ ความผิดปกติทางพันธุกรรม ลิ่มเลือดอุดตัน รวมถึงภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่แตก

โรคบางชนิดสามารถเกิดขึ้นในคนอายุน้อยหรือผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำได้ แม้ความเสี่ยงโดยรวมอาจน้อยกว่าผู้ที่มีโรคประจำตัว การตรวจสุขภาพตามความเสี่ยงและไม่ฝืนออกกำลังกายเมื่อมีอาการผิดปกติ จึงสำคัญกว่าการประเมินสุขภาพจากรูปลักษณ์ภายนอกเพียงอย่างเดียว

1. โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อาจไม่มีอาการจนเกิดภาวะฉุกเฉิน

โรคหลอดเลือดหัวใจเกิดจากคราบไขมันและสารต่างๆ สะสมตามผนังหลอดเลือด ทำให้ช่องทางที่นำเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจแคบลง กระบวนการนี้มักค่อยๆ เกิดขึ้นเป็นเวลานาน และอาจตีบได้ตั้งแต่หนึ่งเส้นไปจนถึงหลายเส้น

บางคนมีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอกเมื่อออกแรง เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม เหงื่อออก คลื่นไส้ หรือปวดร้าวไปยังแขน กราม หลัง และลิ้นปี่ แต่บางรายอาจมีภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดโดยไม่มีอาการชัดเจน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวาน

ความรุนแรงไม่ได้พิจารณาจากจำนวนหลอดเลือดที่ตีบเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นกับตำแหน่ง ระดับการตีบ การแตกของคราบไขมัน และการเกิดลิ่มเลือดอุดตัน หากเลือดไปเลี้ยงหัวใจหยุดลงอย่างเฉียบพลัน อาจเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายและหัวใจหยุดเต้นได้

สัญญาณอันตรายของโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • เจ็บ แน่น หรือเหมือนมีของหนักกดทับกลางหน้าอก
  • อาการปวดร้าวไปยังแขน ไหล่ กราม คอ หรือหลัง
  • เหนื่อยผิดปกติ หายใจไม่ออก หรือเหงื่อแตก
  • หน้ามืด คลื่นไส้ หรืออ่อนแรงอย่างฉับพลัน
  • มีอาการขณะออกแรงและดีขึ้นเมื่อพัก หรือเกิดอาการรุนแรงแม้อยู่เฉยๆ

2. หัวใจเต้นผิดจังหวะ ภัยเงียบที่อาจเพิ่มความเสี่ยงสโตรก

หัวใจเต้นผิดจังหวะมีหลายรูปแบบ ทั้งเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ บางชนิดไม่อันตราย แต่บางชนิดอาจทำให้เลือดสูบฉีดได้ไม่เพียงพอ เกิดอาการหน้ามืด หมดสติ หรือหัวใจหยุดเต้นฉับพลัน

หนึ่งในภาวะที่พบบ่อยคือ ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ Atrial Fibrillation ซึ่งทำให้หัวใจห้องบนเต้นไม่เป็นจังหวะ เลือดจึงอาจคั่งและเกิดลิ่มเลือด เมื่อลิ่มเลือดหลุดไปอุดหลอดเลือดสมองก็สามารถทำให้เกิดสโตรกได้

ผู้ป่วยบางรายรู้สึกใจสั่น หัวใจเต้นสะดุด เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก หรือวิงเวียน แต่บางคนไม่มีอาการและมารู้ตัวเมื่อเกิดภาวะแทรกซ้อนแล้ว หากรู้สึกหัวใจเต้นผิดจังหวะซ้ำๆ เป็นลม หรือมีประวัติครอบครัวเสียชีวิตฉับพลัน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

3. โรคหลอดเลือดสมอง อาการไม่ได้มีเพียงปากเบี้ยวและแขนขาอ่อนแรง

โรคหลอดเลือดสมองหรือสโตรก อาจเกิดจากหลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก โดยลิ่มเลือดอาจเกิดขึ้นในหลอดเลือดบริเวณคอ หรือเดินทางมาจากหัวใจ ผู้มีความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง สูบบุหรี่ หรือมีหัวใจเต้นผิดจังหวะ จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น

สัญญาณที่รู้จักกันดี ได้แก่ หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงหรือชาข้างหนึ่ง และพูดไม่ชัด แต่หากความผิดปกติเกิดในสมองส่วนหลังหรือก้านสมอง ผู้ป่วยอาจมีอาการเวียนศีรษะอย่างฉับพลัน เดินเซ ทรงตัวไม่ได้ มองเห็นภาพซ้อน กลืนลำบาก หรือพูดไม่ชัดได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม อาการเวียนศีรษะเพียงอย่างเดียวเกิดได้จากหลายสาเหตุและไม่ได้หมายถึงหลอดเลือดคอตีบเสมอไป จุดที่ต้องระวังคืออาการเกิดขึ้นทันที รุนแรงกว่าปกติ หรือมีความผิดปกติทางระบบประสาทร่วมด้วย หากสงสัยสโตรกต้องรีบไปโรงพยาบาล เพราะทุกนาทีที่ผ่านไปหมายถึงเซลล์สมองที่เสียหายเพิ่มขึ้น

จำสัญญาณสโตรกด้วยหลัก FAST

  • F – Face: ใบหน้าเบี้ยวหรือมุมปากตก
  • A – Arm: แขนขาอ่อนแรงหรือชาฉับพลัน โดยเฉพาะข้างเดียว
  • S – Speech: พูดไม่ชัด พูดไม่ได้ หรือฟังไม่เข้าใจ
  • T – Time: รีบโทรแจ้งสายด่วนฉุกเฉิน 1669 และไปโรงพยาบาลทันที

4. นอนกรนต้องแยกจากภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

การนอนกรนไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะขาดออกซิเจนหรือเป็นโรคร้าย แต่เสียงกรนดังร่วมกับการหยุดหายใจเป็นช่วงๆ สะดุ้งเฮือก หายใจติดขัด หรือง่วงผิดปกติในเวลากลางวัน อาจเป็นสัญญาณของ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

ภาวะนี้เกิดจากทางเดินหายใจตีบหรือปิดซ้ำๆ ระหว่างนอนหลับ ทำให้ระดับออกซิเจนลดลงและร่างกายต้องตื่นตัวเป็นระยะ แม้เจ้าตัวอาจไม่รู้สึกว่าตื่นก็ตาม หากไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง

ผู้ที่กรนดัง มีคนสังเกตเห็นว่าหยุดหายใจ ตื่นมาปวดศีรษะ ปากแห้ง นอนไม่เต็มอิ่ม หรือหลับในระหว่างวัน ควรปรึกษาแพทย์ การวินิจฉัยอาจต้องอาศัยการตรวจการนอนหลับ ไม่สามารถตัดสินจากเสียงกรนเพียงอย่างเดียว

5. หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง อาจไม่รู้ตัวจนหลอดเลือดแตก

หลอดเลือดแดงใหญ่ในช่องท้องโป่งพอง หรือ Abdominal Aortic Aneurysm เป็นภาวะที่ผนังหลอดเลือดแดงเอออร์ตาอ่อนแอและขยายตัว ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งไม่มีอาการและตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจสุขภาพหรือการตรวจภาพทางการแพทย์ด้วยเหตุผลอื่น

บางรายอาจรู้สึกปวดท้องหรือปวดหลังอย่างต่อเนื่อง หรือคลำพบความรู้สึกเต้นตุบๆ ในช่องท้อง แต่ไม่ควรพยายามคลำหรือวินิจฉัยเอง เพราะอาการปวดท้องและการรับรู้ชีพจรบริเวณท้องเกิดจากสาเหตุอื่นได้เช่นกัน การยืนยันต้องอาศัยการตรวจโดยแพทย์และการถ่ายภาพหลอดเลือด

หากหลอดเลือดโป่งพองแตก ผู้ป่วยอาจปวดท้องหรือปวดหลังอย่างรุนแรงและเกิดขึ้นฉับพลัน หน้ามืด ใจเต้นเร็ว เหงื่อออก ตัวซีด หรือหมดสติจากเลือดออกภายใน ถือเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาทันที

ใครบ้างควรระวัง 5 ภัยเงียบเป็นพิเศษ?

ความเสี่ยงของแต่ละโรคไม่เหมือนกัน แต่มีหลายปัจจัยที่สัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด ได้แก่ อายุที่เพิ่มขึ้น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน การสูบบุหรี่ การไม่ออกกำลังกาย และประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจหรือเสียชีวิตฉับพลันตั้งแต่อายุน้อย

สำหรับหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง ความเสี่ยงมักสูงขึ้นในผู้สูงอายุ ผู้สูบบุหรี่หรือเคยสูบบุหรี่ ผู้มีความดันโลหิตสูง และผู้มีประวัติครอบครัว ส่วนภาวะหยุดหายใจขณะหลับพบได้มากขึ้นในผู้มีน้ำหนักเกิน คอใหญ่ ทางเดินหายใจแคบ และผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ใกล้เวลาเข้านอน

  • ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หรือไขมันในเลือดสูง
  • สูบบุหรี่หรือมีประวัติเคยสูบบุหรี่
  • น้ำหนักเกินและรอบเอวสูง
  • มีหัวใจเต้นผิดจังหวะหรือเคยเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ สโตรก หรือเสียชีวิตฉับพลัน
  • กรนดัง หยุดหายใจขณะหลับ หรือง่วงมากผิดปกติระหว่างวัน

สังเกตอาการอย่างเดียวพอหรือไม่?

การสังเกตตัวเองช่วยให้พบความผิดปกติได้เร็วขึ้น แต่ไม่สามารถทดแทนการตรวจสุขภาพ เพราะโรคหลายชนิดอาจไม่มีอาการจนกว่าจะรุนแรง การวัดความดัน ตรวจระดับน้ำตาลและไขมันในเลือด รวมถึงประเมินความเสี่ยงกับแพทย์ตามอายุและประวัติสุขภาพ จึงมีความสำคัญ

ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องตรวจหัวใจหรือหลอดเลือดทุกชนิดเหมือนกัน แพทย์จะพิจารณาจากอาการ อายุ ปัจจัยเสี่ยง ประวัติครอบครัว และผลตรวจเบื้องต้น การซื้อแพ็กเกจตรวจจำนวนมากโดยไม่มีข้อบ่งชี้อาจไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่มขึ้น และอาจนำไปสู่การตรวจต่อที่ไม่จำเป็น

5 อาการฉุกเฉิน ต้องโทร 1669 โดยไม่รอดูอาการ

  1. เจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรง ร่วมกับหายใจไม่ออก เหงื่อแตก หรือปวดร้าว
  2. หมดสติ หัวใจหยุดเต้น หรือไม่หายใจตามปกติ
  3. หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรง หรือพูดไม่ชัดอย่างฉับพลัน
  4. เวียนศีรษะรุนแรง เดินไม่ได้ มองเห็นภาพซ้อน หรือกลืนลำบากแบบเฉียบพลัน
  5. ปวดท้องหรือปวดหลังรุนแรงทันที ร่วมกับหน้ามืด ตัวซีด หรือหมดสติ

หากผู้ป่วยหมดสติและไม่หายใจตามปกติ ให้โทร 1669 ทันที และเริ่มทำ CPR หากได้รับการฝึกมาแล้ว ไม่ควรให้ผู้ป่วยที่สงสัยหัวใจขาดเลือด สโตรก หรือหลอดเลือดแดงใหญ่แตกขับรถไปโรงพยาบาลด้วยตนเอง

สรุป ดูแข็งแรงไม่ได้แปลว่าไม่มีโรคซ่อนอยู่

คำเตือนของ ผศ.นพ.สุรัตน์ ช่วยย้ำว่า โรคหลอดเลือดหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหลอดเลือดสมอง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ และหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง สามารถซ่อนอยู่ในผู้ที่ยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ และบางภาวะอาจรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าอาการใจสั่น เวียนศีรษะ นอนกรน หรือปวดท้องทุกครั้งเป็นโรคร้าย สิ่งสำคัญคือรู้จักปัจจัยเสี่ยง สังเกตอาการที่เกิดขึ้นใหม่หรือผิดไปจากเดิม ตรวจสุขภาพอย่างเหมาะสม และรีบขอความช่วยเหลือเมื่อมีสัญญาณฉุกเฉิน เพราะการได้รับการรักษาเร็วอาจเป็นเส้นแบ่งสำคัญระหว่างการฟื้นตัวกับการสูญเสีย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล