เกนไมฉะ vs มัตจะ ต่างกันยังไง เทียบประโยชน์ชัดๆ แล้วแบบไหนคาเฟอีนสูงกว่า?

เกนไมฉะ vs มัตจะ ต่างกันยังไง เทียบประโยชน์ชัดๆ แล้วแบบไหนคาเฟอีนสูงกว่า?

เกนไมฉะ vs มัตจะ ต่างกันยังไง เทียบประโยชน์ชัดๆ แล้วแบบไหนคาเฟอีนสูงกว่า?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เกนไมฉะ กับ มัตจะ ต่างกันอย่างไร? เทียบสารอาหาร คาเฟอีน และประโยชน์ แบบไหนเหมาะกับคุณ

เมื่อพูดถึงชาเขียวญี่ปุ่น หลายคนอาจคุ้นเคยกับ “มัตจะ” ที่มีสีเขียวสดและรสเข้ม แต่ในช่วงหลัง “เกนไมฉะ” ชาเขียวผสมข้าวคั่วที่มีกลิ่นหอมคล้ายธัญพืช ก็เริ่มได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ทั้งสองชนิดมาจากชาเขียวเหมือนกัน แต่มีวัตถุดิบ วิธีผลิต รสชาติ และปริมาณคาเฟอีนต่างกันอย่างชัดเจน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าชาชนิดไหนมีประโยชน์มากกว่า แต่ต้องดูด้วยว่าแต่ละคนต้องการอะไรจากการดื่มชา หากต้องการความเข้มข้นและความกระปรี้กระเปร่า มัตจะอาจตอบโจทย์กว่า แต่หากต้องการชาหอม ดื่มง่าย และมีคาเฟอีนไม่สูงนัก เกนไมฉะอาจเหมาะกว่า

เกนไมฉะ คืออะไร?

เกนไมฉะ (Genmaicha) เป็นชาญี่ปุ่นที่เกิดจากการนำชาเขียวมาผสมกับข้าวกล้องคั่วหรือข้าวคั่ว ส่วนของใบชาที่ใช้มักเป็นเซนฉะหรือบันฉะ เมื่อชงแล้วจะได้กลิ่นหอมคล้ายข้าวคั่ว ถั่ว หรือป๊อปคอร์น พร้อมรสชาเขียวที่นุ่มและขมน้อยกว่าชาเขียวทั่วไป

เนื่องจากส่วนผสมบางส่วนเป็นข้าวคั่ว ปริมาณใบชาในเกนไมฉะจึงมักน้อยกว่าชาเขียวล้วนเมื่อเทียบในน้ำหนักเท่ากัน ส่งผลให้คาเฟอีนและสารจากใบชาที่ละลายออกมาในน้ำมักต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม สัดส่วนใบชากับข้าว รวมถึงชนิดของชาแต่ละแบรนด์ อาจแตกต่างกันได้

ในท้องตลาดยังมีผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า มัตจะอิริเกนไมฉะ หรือเกนไมฉะผสมผงมัตจะ ซึ่งมักมีสีเขียวและรสชาเข้มกว่าเกนไมฉะปกติ คาเฟอีนและสารคาเทชินจึงอาจสูงขึ้นตามปริมาณมัตจะที่เติมลงไป ต้องอ่านส่วนประกอบบนฉลากก่อนนำมาเปรียบเทียบ

มัตจะ คืออะไร?

มัตจะ (Matcha) คือชาเขียวญี่ปุ่นที่นำใบชาเตนฉะมาบดจนเป็นผงละเอียด ก่อนเก็บเกี่ยวต้นชามักได้รับการพรางแสงช่วงหนึ่ง กระบวนการนี้ช่วยเพิ่มคลอโรฟิลล์และกรดอะมิโนบางชนิด ทำให้มัตจะมีสีเขียวสดและมีรสอูมามิเด่น

ความแตกต่างสำคัญคือ เวลาดื่มมัตจะเรากินใบชาที่บดเป็นผงเข้าไปด้วย ไม่ได้แช่ใบชาแล้วกรองออกเหมือนเกนไมฉะ ร่างกายจึงได้รับส่วนประกอบจากใบชาทั้งหมดมากกว่า ทั้งคาเฟอีน คาเทชิน แอล-ธีอะนีน คลอโรฟิลล์ และใยอาหารบางส่วน

อย่างไรก็ตาม มัตจะหนึ่งแก้วมักใช้ผงชาเพียงประมาณ 1-2 กรัม ปริมาณสารอาหารหลักอย่างโปรตีน ไขมัน หรือใยอาหารที่ได้รับจริงจึงไม่ได้สูงจนใช้แทนอาหารได้ จุดเด่นของมัตจะอยู่ที่สารพฤกษเคมีและคาเฟอีนมากกว่าการเป็นแหล่งสารอาหารหลัก

เทียบเกนไมฉะกับมัตจะ ต่างกันตรงไหนบ้าง?

หัวข้อ เกนไมฉะ มัตจะ
วัตถุดิบ ชาเขียวผสมข้าวคั่ว ใบชาเตนฉะบดละเอียด
วิธีดื่ม แช่ในน้ำแล้วกรองใบชาและข้าวออก ตีผงชากับน้ำและดื่มผงใบชาทั้งหมด
รสชาติ หอมข้าวคั่ว นุ่ม ขมน้อย เข้มข้น อูมามิ อาจมีรสขมและฝาด
คาเฟอีน มักต่ำถึงปานกลาง มักสูงกว่าเกนไมฉะต่อหนึ่งเสิร์ฟ
สารจากใบชา ได้รับเฉพาะส่วนที่ละลายในน้ำ ได้รับจากผงใบชาที่ดื่มเข้าไปทั้งหมด
พลังงานเมื่อไม่เติมน้ำตาล ต่ำมากหรือแทบไม่มี ต่ำมาก แต่มีมากกว่าเล็กน้อยจากผงชา
เหมาะกับ ผู้ที่ต้องการชาดื่มง่ายและคาเฟอีนไม่สูง ผู้ที่ต้องการรสเข้มและความตื่นตัวมากกว่า

คาเฟอีนต่างกันแค่ไหน?

ข้อมูลจากตารางองค์ประกอบอาหารของญี่ปุ่นระบุว่า ผงมัตจะมีคาเฟอีนประมาณ 3.2 กรัมต่อผงชา 100 กรัม หรือคิดเป็นราว 32 มิลลิกรัมต่อผงมัตจะ 1 กรัม ดังนั้น หากชงมัตจะด้วยผง 2 กรัม อาจได้รับคาเฟอีนประมาณ 64 มิลลิกรัมต่อแก้ว

ส่วนเกนไมฉะทั่วไปมักมีคาเฟอีนประมาณ 10 มิลลิกรัมต่อน้ำชา 100 มิลลิลิตร หรือประมาณ 20-30 มิลลิกรัมต่อแก้วขนาด 200-300 มิลลิลิตร จึงมักให้คาเฟอีนน้อยกว่ามัตจะหนึ่งเสิร์ฟอย่างเห็นได้ชัด

เครื่องดื่ม ปริมาณที่ใช้เปรียบเทียบ คาเฟอีนโดยประมาณ
เกนไมฉะ น้ำชง 200-300 มล. ประมาณ 20-30 มก.
มัตจะ ผงชา 1 กรัม ประมาณ 32 มก.
มัตจะ ผงชา 2 กรัม ประมาณ 64 มก.

ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงค่าประมาณ เพราะปริมาณคาเฟอีนเปลี่ยนแปลงได้ตามสายพันธุ์ชา ฤดูเก็บเกี่ยว สัดส่วนชา ระยะเวลาแช่ อุณหภูมิน้ำ และปริมาณผงที่ร้านใช้ มัตจะลาเต้บางร้านอาจใช้ผงมากกว่า 2 กรัม หรือเติมกาแฟและส่วนผสมอื่น จึงอาจมีคาเฟอีนสูงกว่าที่คาดไว้

มัตจะเด่นเรื่องสารอะไร?

มัตจะมีสารคาเทชินหลายชนิด รวมถึง EGCG ซึ่งเป็นสารโพลีฟีนอลที่มีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระในห้องทดลอง นอกจากนี้ยังมีแอล-ธีอะนีน ซึ่งเป็นกรดอะมิโนที่พบในชา และอาจทำงานร่วมกับคาเฟอีนในด้านความตื่นตัว สมาธิ และการทำงานบางด้านของสมอง

งานทบทวนการศึกษาพบว่า การได้รับคาเฟอีนร่วมกับแอล-ธีอะนีนอาจช่วยเพิ่มความตื่นตัวและความสนใจในระยะสั้นได้ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่ามัตจะสามารถป้องกันหรือรักษาโรคได้ เพราะหลักฐานเฉพาะของมัตจะในมนุษย์ยังมีจำกัด และผลที่พบอาจเกี่ยวข้องกับรูปแบบอาหารโดยรวมด้วย

อีกข้อแตกต่างคือ มัตจะมีใยอาหารจากใบชา เพราะผู้ดื่มกินผงเข้าไปทั้งหมด แต่เมื่อชงเพียง 1-2 กรัม ปริมาณใยอาหารจริงต่อแก้วก็ยังค่อนข้างน้อย จึงไม่สามารถทดแทนผัก ผลไม้ ถั่ว หรือธัญพืชไม่ขัดสีได้

เกนไมฉะมีประโยชน์อย่างไร?

เกนไมฉะยังคงมีคาเทชิน คาเฟอีน และแอล-ธีอะนีนจากใบชาเขียว เพียงแต่อาจได้รับในปริมาณน้อยกว่ามัตจะ กลิ่นข้าวคั่วช่วยลดความรู้สึกฝาด ทำให้ดื่มง่าย และอาจเหมาะกับผู้ที่ไม่ชอบรสเข้มของชาเขียวล้วน

หากชงโดยไม่เติมน้ำตาล น้ำผึ้ง หรือครีม เกนไมฉะถือเป็นเครื่องดื่มที่มีพลังงานต่ำ สามารถใช้แทนเครื่องดื่มรสหวานได้ ส่วนข้าวคั่วทำหน้าที่สร้างกลิ่นและรสเป็นหลัก เพราะโดยทั่วไปจะถูกกรองทิ้ง จึงไม่ได้ให้ใยอาหารหรือคุณค่าจากข้าวในระดับเดียวกับการกินข้าวกล้องจริงๆ

จุดแข็งของเกนไมฉะจึงไม่ใช่การมีสารอาหารจากข้าวสูง แต่เป็นความดื่มง่ายและปริมาณคาเฟอีนที่มักต่ำกว่า อย่างไรก็ตาม เกนไมฉะยังไม่ใช่เครื่องดื่มปราศจากคาเฟอีน ผู้ที่ไวต่อคาเฟอีนจึงควรพิจารณาทั้งปริมาณและช่วงเวลาที่ดื่ม

เกนไมฉะเหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ต้องการลดปริมาณคาเฟอีน แต่ยังอยากดื่มชาเขียว
  • ผู้ที่ชอบกลิ่นหอมข้าวคั่วและไม่ชอบรสขมหรือฝาดจัด
  • ผู้ที่ต้องการเครื่องดื่มร้อนไม่เติมน้ำตาลระหว่างวัน
  • ผู้ที่ดื่มชาในช่วงบ่าย แต่ควรหลีกเลี่ยงใกล้เวลานอนหากไวต่อคาเฟอีน
  • ผู้ที่เริ่มต้นดื่มชาเขียวญี่ปุ่นและต้องการรสชาติที่เข้าถึงง่าย

มัตจะเหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่ต้องการความกระปรี้กระเปร่าและคาเฟอีนมากกว่าเกนไมฉะ
  • ผู้ที่ชอบรสชาเขียวเข้มข้นและรสอูมามิ
  • ผู้ที่ต้องการได้รับสารจากใบชามากขึ้นจากการดื่มผงทั้งใบ
  • ผู้ที่ต้องใช้สมาธิในช่วงเช้าหรือก่อนทำงาน โดยไม่ไวต่อคาเฟอีน
  • ผู้ที่ควบคุมน้ำตาลและเลือกมัตจะไม่หวานแทนเมนูมัตจะลาเต้

ใครควรระวังเรื่องคาเฟอีน?

องค์การความปลอดภัยด้านอาหารแห่งสหภาพยุโรประบุว่า ผู้ใหญ่สุขภาพดีส่วนใหญ่รับคาเฟอีนรวมได้ไม่เกินประมาณ 400 มิลลิกรัมต่อวันโดยทั่วไป ส่วนหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรควรจำกัดคาเฟอีนจากทุกแหล่งรวมกันไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน

ผู้ที่นอนไม่หลับ ใจสั่น วิตกกังวลง่าย เป็นกรดไหลย้อน หรือไวต่อคาเฟอีน อาจต้องเลือกเกนไมฉะ ชงให้อ่อนลง หรือลดปริมาณชา นอกจากนี้ คาเฟอีนแม้เพียงประมาณ 100 มิลลิกรัมก็อาจรบกวนการนอนของผู้ใหญ่บางคน หากดื่มใกล้เวลาเข้านอน

ชาเขียวยังอาจลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากพืชเมื่อดื่มพร้อมมื้ออาหาร ผู้ที่มีภาวะขาดธาตุเหล็กจึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาใกล้มื้อหลักหรือยาบำรุงเลือด หากมีโรคประจำตัวหรือใช้ยาที่อาจทำปฏิกิริยากับคาเฟอีนและชาเขียว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร

ระวังน้ำตาลในมัตจะลาเต้และชาเย็น

ประโยชน์ของชาอาจเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเติมน้ำตาล ไซรัป ครีม หรือนมข้นในปริมาณมาก มัตจะลาเต้หนึ่งแก้วอาจให้พลังงานและน้ำตาลสูงกว่าเกนไมฉะหรือมัตจะที่ชงกับน้ำหลายเท่า แม้จะใช้ผงชาคุณภาพดีก็ตาม

หากต้องการดื่มเพื่อสุขภาพ ควรเลือกสูตรไม่หวานหรือหวานน้อย ตรวจสอบปริมาณผงชา และนับคาเฟอีนจากกาแฟ ชา เครื่องดื่มชูกำลัง และช็อกโกแลตที่บริโภคในวันเดียวกันด้วย เพราะเกณฑ์คาเฟอีนหมายถึงปริมาณรวมจากทุกแหล่ง ไม่ใช่เฉพาะชาเพียงอย่างเดียว

สรุป เกนไมฉะหรือมัตจะ แบบไหนดีกว่า?

ไม่มีชนิดใดชนะทุกด้าน มัตจะให้คาเฟอีนและสารจากใบชามากกว่า เพราะเป็นการดื่มใบชาที่บดทั้งใบ จึงเหมาะกับคนที่ต้องการรสเข้มและความตื่นตัว ส่วนเกนไมฉะมีกลิ่นข้าวคั่ว ดื่มง่าย และมักมีคาเฟอีนต่ำกว่า จึงเหมาะกับการจิบสบายๆ ระหว่างวัน

หากต้องการเลือกอย่างง่าย ให้ดูจากความไวต่อคาเฟอีน เวลาในการดื่ม และรูปแบบการปรุงมากกว่าตามกระแส เพราะมัตจะไม่หวานหนึ่งแก้วย่อมต่างจากมัตจะลาเต้ใส่ไซรัป และเกนไมฉะผสมมัตจะก็ไม่เหมือนเกนไมฉะสูตรดั้งเดิม

ท้ายที่สุด ประโยชน์ที่เห็นชัดและทำได้จริงที่สุด คือการเลือกชาที่ชอบในปริมาณเหมาะสม ดื่มโดยไม่เติมน้ำตาลมาก และไม่คาดหวังให้ชาเพียงชนิดเดียวชดเชยการกินอาหารไม่สมดุลหรือการพักผ่อนไม่เพียงพอ

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล