ก้าวที่ 6 NT ก้าวข้ามสู่ทางใหม่ ยกระดับความเชื่อมั่น-ปลอดภัย เพื่ออนาคตดิจิทัลประเทศไทย

การเดินทางมาถึง "ปีที่ 6" ของ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT อาจดูเหมือนเป็นเพียงอีกหนึ่งหมุดหมายบนเส้นทางขององค์กร หากย้อนกลับไปวันที่ 14 มกราคม 2564 วันที่ TOT และ CAT รวมพลังกันก่อกำเนิดเป็น NT การเดินทางขององค์กรแห่งใหม่นี้เพิ่งผ่านเวลาเพียงไม่กี่ปี
แต่สำหรับ NT "ปีที่ 6" กลับมีความหมายมากกว่านั้น เพราะนี่คือช่วงเวลาที่องค์กรกำลังเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจากวันที่ ต้องปรับตัวรับความเปลี่ยนแปลงของธุรกิจโทรคมนาคม ไปสู่วันที่ต้องกำหนด "บทบาทใหม่ของตัวเอง"ในโลกดิจิทัล ที่เปลี่ยนเร็วกว่าเดิมหลายเท่า โดยเฉพาะเมื่อรายได้จากสัมปทานในรูปแบบเดิมกำลังสิ้นสุดลงการเดินหน้าต่อจึงไม่อาจ หมายถึงการทำสิ่งเดิมให้ดีขึ้นเท่านั้น หากหมายถึงการ "ก้าวข้าม"ไปสู่บทบาทใหม่ที่สร้างคุณค่าให้กับประเทศได้มากกว่าเดิม
ภายใต้การนำของ "พันเอก สรรพชัยย์ หุวะนันทน์" กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT จึงเกิดการกำหนดทิศทางที่ชัดเจนว่า ก้าวที่ 6 ของ NT จะไม่ใช่เพียงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่คือการยกระดับองค์กรจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม แบบดั้งเดิม ที่แข่งขันด้านความเร็วของอินเทอร์เน็ตบ้าน หรือความครอบคลุมของสัญญาณมือถือ สู่การเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือ
ดังที่ได้แถลงว่า "...ในวันที่บริการโทรคมนาคมแบบเดิมเผชิญข้อจำกัด ภารกิจสำคัญของ NT ในวันนี้ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อสัญญาณ แต่คือการสร้างความน่าเชื่อถือ ก้าวไปสู่บทบาทของ National Digital Trust เพื่อให้ภาครัฐ ภาคธุรกิจ และประชาชน เดินหน้าสู่อนาคตได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย"
พูดง่ายๆก็คือ จากเดิมที่ NT มีหน้าที่ "เชื่อมต่อ" วันนี้กำลังขยับไปสู่การสร้างระบบที่ทำให้ประเทศไทย เชื่อมต่อได้อย่างมั่นคง ปลอดภัย และพร้อมรองรับอนาคต
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ขับเคลื่อนผ่าน 4 ยุทธศาสตร์หลัก ซึ่งทำหน้าที่กำหนดทิศทางใหม่ของ NT และร่วมวางรากฐานขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล...
1. เปลี่ยนจากผู้เล่นในสนาม สู่ "กระดูกสันหลัง" ของระบบสื่อสาร ในโลกโทรคมนาคมที่การแข่งขันดุเดือดขึ้นทุกวัน การพยายามลงไปแข่งขันในสนามเดิมอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับ NT บทบาทใหม่จึงเป็นผู้อยู่ "เบื้องหลัง" มากขึ้น
NT กำลังปรับตัวสู่การเป็น Neutral Infrastructure Provider หรือผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานร่วม โดยนำสินทรัพย์ที่มีอยู่จำนวนมาก ทั้งโครงข่ายสายเคเบิล คลื่นความถี่ และท่อร้อยสายใต้ดิน มาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด
กล่าวคือ NT มุ่งลดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ซ้ำซ้อนในระดับประเทศ โดยเปลี่ยนมาเป็นการบริหารจัดการทรัพยากร ที่มีอยู่ให้เกิดการใช้งานร่วมกันอย่างคุ้มค่า เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและภาคส่วนต่าง ๆ เข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นี่..จึงไม่ใช่เพียงการปรับโมเดลธุรกิจขององค์กร แต่คือการเปลี่ยนมุมมองต่อ "ทรัพย์สินของรัฐ" เพราะยิ่งโครงสร้างพื้นฐานถูกใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ประเทศก็ยิ่งลดการลงทุนที่ซ้ำซ้อน และนำทรัพยากรไปสร้างโอกาสใหม่ ๆ ได้มากขึ้น
2. จากที่เก็บข้อมูล สู่ "สมองกล" ของรัฐบาลดิจิทัล หากโครงสร้างพื้นฐานคือกระดูกสันหลัง ข้อมูลคือพลังงานสำคัญของโลกยุคใหม่ และหนึ่งในภารกิจสำคัญของ NT คือการดูแล Government Data Center and Cloud Service หรือ GDCC ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ ซึ่งทำให้หน่วยงานภาครัฐสามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานด้าน Data Center และ Cloud ร่วมกัน แทนที่จะต้องลงทุนจัดสร้างระบบของตัวเองแยกกันในแต่ละหน่วยงาน
โลกวันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงพื้นที่สำหรับเก็บข้อมูล ขณะที่ข้อมูลจำนวนมหาศาลกลายเป็นวัตถุดิบสำหรับปัญญาประดิษฐ์ และ AI กำลังเปลี่ยนวิธีให้บริการประชาชนของภาครัฐอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก้าวต่อไปของ NT จึงมุ่งไปสู่การพัฒนา AI Infrastructure ยกระดับจากโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการจัดเก็บข้อมูล ไปสู่โครงสร้างพื้นฐานที่รองรับการประมวลผลอัจฉริยะ ความหมายของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยี AI ที่ทันสมัยเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้ประเทศไทย มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมรองรับการใช้ AI ในระดับประเทศ
เมื่อข้อมูลถูกจัดการอย่างเป็นระบบ และมีโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพอยู่เบื้องหลัง การให้บริการประชาชนของภาครัฐจะรวดเร็ว แม่นยำ และเชื่อมโยงกันได้มากขึ้น จาก Government Cloud จึงขยับไปสู่รากฐานของ Government AI นี่คืออีกก้าวที่สะท้อนว่า NT ไม่ได้เพียงเดินตามโลกเทคโนโลยี แต่กำลังเตรียมโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้ประเทศไทยเดินไปพร้อมกับโลก
3. เปลี่ยนพื้นที่ห่างไกลให้เป็น "โอกาสแห่งการเชื่อมต่อ" โครงข่ายภาคพื้นดินแข็งแกร่งเพียงใด ก็ยังมีพื้นที่ อีกมากที่การลากสายหรือโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมยังคงทำได้แต่..ไม่ใช่เรื่องง่าย โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล เกาะที่อยู่ไกลจากชายฝั่ง หรือแม้แต่น่านน้ำที่โครงข่ายภาคพื้นดินไปไม่ถึง คำถามจึงเกิดขึ้นว่า หากการเชื่อมต่อคือโอกาส ใครควรเป็นคนได้รับโอกาสนั้น?
คำตอบของ NT คือการขยับขึ้นไปสู่ "เศรษฐกิจอวกาศ" หรือ Space Economy ผ่านบริการ NT nexConnect ที่ให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมวงโคจรต่ำ หรือ LEO Satellite โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Eutelsat OneWeb พร้อมกับการพัฒนาสถานีภาคพื้นดินเพื่อรองรับบริการดาวเทียม
เทคโนโลยีนี้ทำให้คำว่า"การเชื่อมต่อ" ไม่จำเป็นต้องผูกติดอยู่กับโครงข่ายบนพื้นดินเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป พื้นที่ที่เคยเข้าถึงได้ยาก มีโอกาสเข้าสู่โลกดิจิทัลได้มากขึ้น ขณะเดียวกัน เทคโนโลยีดาวเทียมสามารถมีบทบาทต่อการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน ความปลอดภัยทางทะเล และการพัฒนาเศรษฐกิจอวกาศของประเทศ จากพื้นดินสู่ท้องฟ้า จึงไม่ใช่เพียงการขยายพื้นที่ให้บริการ แต่คือการขยาย “ขอบเขตของโอกาส" ให้กว้างออกไป
4.เมื่อโลกออนไลน์ต้องการ "ความเชื่อมั่น" มากกว่าความเร็ว ยิ่งโลกเชื่อมต่อกันมากขึ้น ความเสี่ยงก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามมา ภัยไซเบอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ การโจรกรรมข้อมูลส่วนบุคคล บัญชีธนาคาร ธุรกรรมออนไลน์ ระบบโรงพยาบาล โรงเรียน หน่วยงานรัฐ หรือเหตุการณ์ที่ทำให้ระบบสื่อสารหยุดชะงัก ล้วนส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้คนและเศรษฐกิจ โลกดิจิทัลจึงไม่ได้ต้องการเพียง "อินเทอร์เน็ตที่เร็ว" แต่ต้องการอินเทอร์เน็ตและระบบดิจิทัลที่ "เราไว้วางใจได้"
นี่คือเหตุผลที่ National Digital Trust กลายเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญก้าวที่ 6 ของ NT
ตั้งแต่การพัฒนาระบบยืนยันตัวตนดิจิทัล หรือ Digital identification ที่มีความปลอดภัย ไปจนถึงการบริหาร จัดการโครงข่ายสื่อสารเฉพาะกิจเพื่อความมั่นคง หรือ PSMN (Public Safety Mobile Network) ทำหน้าที่เป็นโครงข่ายสำรองสำหรับการสื่อสารในภาวะภัยพิบัติและเหตุฉุกเฉิน เพราะในวันที่เกิดวิกฤต สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเราสื่อสารกันได้เร็วแค่ไหน แต่คือ เรายังสื่อสารกันได้หรือไม่?
โครงสร้างพื้นฐานที่ดีจึงต้องพร้อมทำงานแม้ในวันที่ “สถานการณ์ไม่เป็นปกติ” และต้องสามารถเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน และหน่วยงานภาครัฐได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด
เมื่อประสาน 4 ยุทธศาสตร์หลักเข้าด้วยกัน จะเห็นว่า ก้าวที่ 6 ของ NT ไม่ได้เป็นเพียงแผนธุรกิจขององค์กรเท่านั้น หากแต่กำลังตอบคำถามที่สำคัญว่า ในวันที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล เราจะวางรากฐาน อย่างไรให้ประเทศเดินหน้าได้อย่างมั่นคงโครงสร้างพื้นฐานร่วม ช่วยลดความซ้ำซ้อน และเพิ่มประสิทธิภาพการ ใช้ทรัพยากรของประเทศ
Cloud และ AI ช่วยสร้างรากฐานให้รัฐบาล สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลและเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้บริการประชาชน เทคโนโลยีดาวเทียมช่วยขยายโอกาสของการเชื่อมต่อไปยังพื้นที่ห่างไกลที่โครงข่ายเดิมเข้าถึงได้ยาก และ Digital Trust ช่วยสร้างเกราะป้องกันให้กับชีวิตเศรษฐกิจ และระบบสำคัญของประเทศในโลกออนไลน์
ทั้งหมดนี้สะท้อนดีเอ็นเอของ NT ที่เรียกว่า "I AM NT" ค่านิยมของการเป็นองค์กรที่พร้อมปรับตัว เปิดรับนวัตกรรม และมองบทบาทของตัวเองให้กว้างกว่าการเป็นเพียงผู้ให้บริการโทรคมนาคม
เพราะท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีที่ดีต้องสามารถเปลี่ยนเป็นโอกาสในการสร้างความสามารถแข่งขันทางธุรกิจ เปลี่ยนเป็นความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ พร้อมทั้งรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่อนาคตที่โลกดิจิทัลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตมนุษย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


