แอร์ฯ ประสบการณ์ 12 ปี เตือน "ของ 12 อย่าง" ไม่ควรซื้อในสนามบิน แพงเกินจำเป็น
.jpg?ip/crop/w1200h700/q80/jpg)
แอร์โฮสเตสประสบการณ์ 12 ปี เปิดรายชื่อ 12 อย่างไม่ควรซื้อในสนามบิน พร้อมแนะนำของที่ควรเตรียมไปเอง
ระหว่างรอขึ้นเครื่องหรือเผชิญเที่ยวบินล่าช้า หลายคนมักเดินเลือกซื้อสินค้าในสนามบินเพื่อฆ่าเวลา แต่สินค้าบางอย่างอาจมีราคาสูงกว่าร้านค้าทั่วไปมาก โดยเฉพาะของที่จำเป็นต้องใช้ทันทีและผู้โดยสารไม่มีทางเลือกอื่น
คาริน ไรอัน (Carin Ryan) พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินผู้มีประสบการณ์ทำงาน 12 ปี เปิดเผยผ่านเว็บไซต์ Travel + Leisure ว่า ร้านค้าในสนามบินใช้กลยุทธ์การตลาดเพื่อกระตุ้นการซื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เธอจึงรวบรวมสินค้า 12 ประเภทที่ไม่ควรรอไปซื้อในสนามบิน พร้อมแนะนำสิ่งที่ควรเตรียมไปจากบ้านเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
1. น้ำดื่มบรรจุขวด
น้ำดื่มเป็นสินค้าที่ผู้โดยสารจำนวนมากรู้สึกว่ามีราคาแพงเป็นพิเศษเมื่อซื้อภายในสนามบิน ทางเลือกที่ช่วยประหยัดได้คือพกขวดน้ำเปล่าแบบเติมซ้ำได้ ผ่านจุดตรวจความปลอดภัยก่อน แล้วจึงเติมน้ำจากจุดบริการน้ำดื่มภายในสนามบิน
อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบว่าสนามบินปลายทางหรือสนามบินต่อเครื่องมีจุดเติมน้ำที่สะอาดและเปิดให้บริการหรือไม่ หากไม่มั่นใจในคุณภาพน้ำ การซื้อน้ำบรรจุขวดที่ปิดผนึกก็ยังเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า
2. ผ้าห่มเดินทางราคาถูก
อุณหภูมิภายในห้องโดยสารอาจเย็นกว่าที่คาด ผู้โดยสารบางคนจึงต้องซื้อผ้าห่มเดินทางแบบเร่งด่วน แต่สินค้าในสนามบินอาจมีราคาสูงเมื่อเทียบกับคุณภาพและอาจมีขนาดใหญ่จนเก็บลำบาก
คารินแนะนำให้เตรียมผ้าคลุมบางหรือถุงนอนซับในสำหรับเดินทาง ซึ่งสามารถพับเก็บให้มีขนาดเล็กได้ นอกจากช่วยให้ความอบอุ่นแล้ว ยังนำไปใช้ในโรงแรมหรือระหว่างการเดินทางรูปแบบอื่นได้อีกด้วย
3. หนังสือราคาสูง
หนังสือในสนามบินอาจมีตัวเลือกจำกัดและไม่ค่อยมีส่วนลด หากเป็นคนชอบอ่านหนังสือระหว่างรอขึ้นเครื่อง ควรเตรียมหนังสือจากบ้านหรือดาวน์โหลดหนังสือลงโทรศัพท์ แท็บเล็ต หรือเครื่องอ่านอีบุ๊กไว้ล่วงหน้า
การใช้อีบุ๊กยังช่วยลดน้ำหนักกระเป๋าและเก็บหนังสือได้หลายเล่มในอุปกรณ์เครื่องเดียว แต่ควรดาวน์โหลดเนื้อหาให้เรียบร้อยก่อนเดินทาง เผื่อสนามบินหรือเที่ยวบินไม่มีบริการอินเทอร์เน็ต
4. น้ำหอมขวดใหญ่จากร้านปลอดภาษี
คำว่า “ปลอดภาษี” ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกชิ้นจะถูกกว่าร้านค้าภายนอกเสมอไป โดยเฉพาะผู้ที่ลืมนำน้ำหอมมาและตัดสินใจซื้อขวดใหญ่เพราะไม่มีเวลาเปรียบเทียบราคา
ทางเลือกคือแบ่งน้ำหอมที่ใช้เป็นประจำใส่ขวดขนาดพกพา โดยต้องตรวจสอบข้อจำกัดเรื่องของเหลวในสัมภาระถือขึ้นเครื่องของสนามบินและสายการบินด้วย เพราะกฎอาจแตกต่างกันตามประเทศและเส้นทางบิน
5. เครื่องใช้ส่วนตัวขนาดปกติ
แชมพู ครีมบำรุงผิว ยาสีฟัน และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่ซื้อภายในสนามบินอาจมีตัวเลือกน้อยและราคาสูงกว่าปกติ หากลืมของใช้สำคัญ ผู้โดยสารมักต้องซื้อโดยไม่มีเวลาเลือกมากนัก
ควรแบ่งผลิตภัณฑ์ที่ใช้ประจำใส่ภาชนะขนาดพกพา หรือเตรียมชุดเครื่องใช้ส่วนตัวสำหรับการเดินทางไว้โดยเฉพาะ ก่อนออกจากบ้านควรตรวจสอบว่าขนาดบรรจุภัณฑ์เป็นไปตามข้อกำหนดของสนามบินต้นทางและสนามบินต่อเครื่อง
6. เครื่องดื่มเกลือแร่บรรจุขวด
เครื่องดื่มเกลือแร่ในสนามบินมักมีตัวเลือกจำกัดและอาจมีราคาสูง คารินจึงเลือกพกผงอิเล็กโทรไลต์ชนิดซองแล้วนำมาผสมกับน้ำเมื่อจำเป็น วิธีนี้ใช้พื้นที่ในกระเป๋าน้อยและเตรียมได้สะดวก
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้โดยสารทั่วไป การดื่มน้ำเปล่าอย่างเพียงพอมักตอบโจทย์การเดินทางตามปกติอยู่แล้ว ผู้ที่ต้องจำกัดโซเดียม มีโรคไต โรคหัวใจ หรือโรคประจำตัวอื่น ควรตรวจสอบส่วนประกอบก่อนรับประทานผลิตภัณฑ์อิเล็กโทรไลต์
7. ขนมขบเคี้ยวในสนามบิน
ขนมและอาหารว่างเป็นอีกกลุ่มสินค้าที่มักมีราคาสูงในสนามบิน พนักงานสายการบินจำนวนมากจึงเตรียมกล่องอาหารหรือขนมที่ตนเองชอบติดกระเป๋าไว้ แทนการซื้อทุกครั้งที่รู้สึกหิวระหว่างรอเที่ยวบิน
ควรเลือกอาหารที่เก็บง่าย ไม่มีกลิ่นแรง และไม่รบกวนผู้โดยสารคนอื่น เช่น ถั่วอบ ผลไม้อบแห้ง หรือขนมปังกรอบ ทั้งนี้ หากเดินทางระหว่างประเทศ ต้องตรวจสอบกฎการนำอาหารเข้าประเทศปลายทางด้วย โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ ผลไม้สด และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
8. สายชาร์จแบบหัวเดียว
สายชาร์จเป็นของชิ้นเล็กที่ถูกลืมหรือชำรุดระหว่างทางได้ง่าย เมื่อจำเป็นต้องซื้อในสนามบิน ราคาจึงอาจสูงกว่าร้านค้าทั่วไปหลายเท่า และอาจมีตัวเลือกไม่ตรงกับอุปกรณ์ที่ใช้งาน
ทางออกคือเตรียมสายชาร์จสำรองหรือสายชาร์จแบบหลายหัว ซึ่งรองรับอุปกรณ์มากกว่าหนึ่งประเภท ควรทดสอบการทำงานก่อนออกจากบ้านและเก็บไว้ในกระเป๋าถือที่หยิบใช้ได้สะดวก
9. หูฟังแทนอันที่ทำหาย
หูฟังไร้สายขนาดเล็กอาจหล่นหายใต้เบาะหรือถูกลืมไว้บนเครื่องได้ง่าย หากต้องซื้อใหม่ในสนามบิน ผู้โดยสารอาจต้องจ่ายราคาแพงกว่าปกติ คารินจึงเลือกใช้หูฟังแบบครอบหู เพราะมองเห็นง่ายและมีโอกาสหล่นหายน้อยกว่า
ระหว่างใช้หูฟังไม่ควรเปิดเสียงดังจนไม่ได้ยินประกาศจากสายการบิน โดยเฉพาะช่วงขึ้นเครื่อง เปลี่ยนประตูทางออก ขึ้นบิน และลงจอด หากใช้ระบบตัดเสียงรบกวน ควรปรับโหมดให้ยังได้ยินคำแนะนำที่จำเป็นจากเจ้าหน้าที่
10. หมอนรองคอที่ซื้อแบบฉุกเฉิน
หมอนรองคอที่ซื้อเร่งด่วนอาจมีรูปทรงไม่เหมาะกับสรีระ รองรับคอได้ไม่ดี และกลายเป็นสัมภาระชิ้นใหญ่ที่ไม่ได้ใช้อีก ควรเลือกหมอนรองคอคุณภาพดีจากร้านค้าทั่วไป พร้อมทดลองใช้งานก่อนเดินทาง
หมอนที่เหมาะกับการเดินทางควรมีน้ำหนักเบา พับเก็บได้ และทำความสะอาดง่าย สิ่งสำคัญคือสามารถรองรับศีรษะและลำคอได้พอดีกับผู้ใช้ ไม่จำเป็นต้องเลือกตามรูปทรงหรือยี่ห้อที่กำลังได้รับความนิยมเพียงอย่างเดียว
11. กระเป๋าของฝากราคาแพง
เมื่อซื้อของฝากมากเกินพื้นที่กระเป๋า หลายคนต้องซื้อถุงหรือกระเป๋าเพิ่มจากร้านค้าในสนามบิน คารินแนะนำให้พกกระเป๋าเป้หรือกระเป๋าผ้าแบบพับเก็บได้ ซึ่งควรมีซิปและรับน้ำหนักได้เหมาะสม
ก่อนนำกระเป๋าเพิ่มเติมขึ้นเครื่อง ควรตรวจสอบจำนวนและขนาดสัมภาระที่สายการบินอนุญาต เพราะกระเป๋าที่เพิ่มขึ้นอาจถูกคิดค่าธรรมเนียม หรือจำเป็นต้องโหลดใต้ท้องเครื่อง แม้จะซื้อสินค้าจากภายในสนามบินก็ตาม
12. ยาแบบแบ่งขายครั้งเดียว
อาการปวดศีรษะ ภูมิแพ้ หรือไม่สบายท้องอาจเกิดขึ้นระหว่างเดินทาง แต่ยาที่จำหน่ายในสนามบินแบบปริมาณน้อยมักมีราคาสูง ควรเตรียมชุดยาสามัญที่เหมาะกับตนเองในปริมาณพอดีกับระยะเวลาเดินทาง
ยาควรอยู่ในบรรจุภัณฑ์เดิมที่มีฉลากชัดเจน โดยเฉพาะยาประจำตัวและยาที่ต้องใช้ใบสั่งแพทย์ ผู้เดินทางควรตรวจสอบกฎหมายของประเทศปลายทางล่วงหน้า เพราะยาบางชนิดที่ซื้อได้ทั่วไปในประเทศหนึ่งอาจถูกควบคุมหรือห้ามนำเข้าในอีกประเทศหนึ่ง
iStockphoto
สรุป 12 ของไม่ควรซื้อในสนามบิน
- น้ำดื่มบรรจุขวด
- ผ้าห่มเดินทางราคาถูก
- หนังสือราคาสูง
- น้ำหอมขวดใหญ่
- เครื่องใช้ส่วนตัวขนาดปกติ
- เครื่องดื่มเกลือแร่บรรจุขวด
- ขนมขบเคี้ยว
- สายชาร์จแบบหัวเดียว
- หูฟังแทนอันที่ทำหาย
- หมอนรองคอที่ซื้อแบบฉุกเฉิน
- กระเป๋าสำหรับใส่ของฝาก
- ยาแบบแบ่งขายครั้งเดียว
คำแนะนำเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าสินค้าทุกอย่างในสนามบินจะแพงหรือไม่คุ้มค่าเสมอไป เพราะราคา โปรโมชั่น และความจำเป็นของแต่ละคนแตกต่างกัน แต่การทำรายการสิ่งของและเตรียมของใช้สำคัญล่วงหน้า จะช่วยลดการซื้อแบบเร่งด่วนและควบคุมค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้มากขึ้น
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี