แตงโม vs แตงกวา กินอะไรเติมน้ำให้ร่างกายได้ดีกว่า? พร้อมเทียบผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด!

แตงโม vs แตงกวา สู้ศึกดับร้อน! ชนิดไหนเติมน้ำให้ร่างกายได้ดีกว่า และส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดอย่างไร?
เมื่อพูดถึงผักและผลไม้ที่ช่วยดับกระหายคลายร้อน ชนิดที่ทุกคนนึกถึงเป็นอันดับต้นๆ คงหนีไม่พ้น "แตงโม" และ "แตงกวา" เพราะทั้งคู่มีปริมาณน้ำเป็นส่วนประกอบหลักอย่างมหาศาล อย่างไรก็ตาม แม้จะโดดเด่นเรื่องการเติมความสดชื่นเหมือนกัน แต่ผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเลือกรับประทานให้เหมาะกับสุขภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณไม่ควรมองข้าม
แม้จะดับกระหายได้ดีทั้งคู่ แต่ "แตงกวา" ชนะเลิศเรื่องคุมน้ำตาล
ทั้งแตงกวาและแตงโมต่างขึ้นชื่อว่าเป็นสุดยอดอาหารเติมน้ำ เพราะประกอบไปด้วยน้ำเกือบ 100% โดยแตงโมมีน้ำเป็นส่วนประกอบประมาณ 91% ในขณะที่แตงกวาสูงถึงประมาณ 97% ของน้ำหนัก
ทว่าสำหรับผู้ที่กำลังพยายามรักษาบรรทัดฐานของระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ "แตงกวา" ถือเป็นตัวเลือกที่ได้เปรียบกว่าชัดเจน เพราะแตงกวามีคาร์โบไฮเดรตต่ำ น้ำตาลน้อยมาก และพลังงานต่ำ จึงรับประทานได้อย่างสบายใจโดยไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือด ในทางกลับกัน แตงโมมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงกว่า จึงมีโอกาสกระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้นได้ง่ายกว่าหากทานเพลิน
ตารางเปรียบเทียบโภชนาการ: แตงโมหั่นเต๋า 1 ถ้วย (152 กรัม) vs แตงกวาหั่นแว่น 1 ถ้วย (119 กรัม)
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น ลองมาดูตารางเปรียบเทียบโภชนาการต่อ 1 ถ้วยตวงระหว่างแตงโมสดและแตงกวาสด:
| สารอาหาร | แตงโมสด (152 กรัม) | แตงกวาสด (119 กรัม) |
|---|---|---|
| ปริมาณน้ำ | 139 กรัม | 115 กรัม |
| พลังงาน (แคลอรี) | 45.6 แคลอรี | 11.9 แคลอรี |
| คาร์โบไฮเดรต | 11.5 กรัม | 2.57 กรัม |
| น้ำตาล | 9.42 กรัม | 1.64 กรัม |
| โพแทสเซียม | 170 มิลลิกรัม | 162 มิลลิกรัม |
| โซเดียม | 1.52 มิลลิกรัม | 2.38 มิลลิกรัม |
| แมกนีเซียม | 15.2 มิลลิกรัม | 14.3 มิลลิกรัม |
| ไลโคปีน (Lycopene) | 6,890 ไมโครกรัม | 0 ไมโครกรัม |
จากข้อมูลจะเห็นว่า แตงกวาให้พลังงานเพียง 26% ของแตงโมเมื่อเทียบในปริมาณ 1 ถ้วยตวงเท่ากัน ขณะที่แตงโมมีคาร์โบไฮเดรตมากกว่าแตงกวาถึง 4.5 เท่า และมีน้ำตาลสูงกว่าเกือบ 6 เท่าเลยทีเดียว
ประโยชน์ด้านการเติมน้ำให้ร่างกาย
ทั้งแตงโมและแตงกวาต่างช่วยเพิ่มปริมาณการรับน้ำประจำวันได้อย่างดีเยี่ยม งานวิจัยระบุว่าคนเราได้รับน้ำจากอาหารประมาณ 20% - 30% ของปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับทั้งหมดในแต่ละวัน แถมทั้งคู่ยังมีเกลือแร่สำคัญอย่างโพแทสเซียม โซเดียม และแมกนีเซียม ในปริมาณเล็กน้อย ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของของเหลวในร่างกายอีกด้วย
แม้ว่าหากเทียบตามน้ำหนักสุทธิแตงกวาจะมีสัดส่วนของน้ำสูงกว่า แต่ในชีวิตจริง แตงโมกลับช่วยเพิ่มปริมาณน้ำสะสมในร่างกายได้มากกว่า เนื่องจากคนเรามักจะรับประทานแตงโมทีละเนื้อแน่นๆ ชิ้นใหญ่ๆ ในปริมาณที่มากกว่าแตงกวานั่นเอง
ทำไมแตงกวาถึงปลอดภัยกว่าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน?
เหตุผลสำคัญที่ทำให้แตงกวาได้เปรียบในเรื่องการควบคุมน้ำตาล คือแตงกวามี ค่าดัชนีน้ำตาล (Glycemic Index: GI) ต่ำมากเพียง 16 ในขณะที่แตงโมมีค่า GI สูงถึง 75 (ดัชนีน้ำตาลคือค่าที่วัดว่าคาร์โบไฮเดรตในอาหารชนิดนั้นๆ ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและเพิ่มระดับน้ำตาลได้เร็วแค่ไหน)
นอกจากนี้ เมื่อคำนวณค่า โหลดน้ำตาล (Glycemic Load: GL) ซึ่งคิดจากทั้งค่า GI และปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่อการทาน 1 เสิร์ฟ พบว่าแตงกวา 1 ถ้วยมีค่า GL ต่ำมากๆ เพียงประมาณ 0.4 เท่านั้น จึงแทบไม่ส่งผลกระทบต่อระดับน้ำตาลในเลือดเลย
กิน "แตงโม" อย่างไร ไม่ให้น้ำตาลพุ่งสูง?
แม้แตงโมจะมีค่า GI สูง แต่เนื่องจากเนื้อส่วนใหญ่เป็นน้ำ ปริมาณคาร์โบไฮเดรตต่อการทานในปริมาณที่เหมาะสมจึงไม่ได้สูงเกินไปจนน่ากลัว ค่า GL ของแตงโมจึงอยู่ในระดับที่ยอมรับได้หากควบคุมปริมาณ สำหรับผู้ที่คุมน้ำตาลแต่ไม่อยากพลาดความอร่อยของแตงโม มีเทคนิคง่ายๆ ดังนี้:
เทคนิคการทานแตงโมสำหรับสายคุมน้ำตาล:
- ควบคุมขนาดชิ้น: รับประทานในปริมาณพอเหมาะ ไม่ทานยกชิ้นใหญ่ทีเดียวครึ่งลูก
- จับคู่กับโปรตีนหรือไขมันดี: ทานแตงโมคู่กับถั่วต่างๆ ชีส หรือมื้ออาหารที่มีโปรตีน จะช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดหลังมื้ออาหารได้
- รับประโยชน์จากไลโคปีน: ข้อดีของแตงโมคือมีสาร "ไลโคปีน" สูงมาก ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระสีแดงที่มีงานวิจัยชี้ว่าอาจมีส่วนช่วยปกป้องร่างกายและลดความเสี่ยงแทรกซ้อนจากโรคเบาหวานได้ด้วย
หากเป้าหมายของคุณคือการเติมความสดชื่นและเพิ่มปริมาณน้ำให้ร่างกาย แตงโมและแตงกวาคือคู่หูที่ยอดเยี่ยมทั้งคู่ แต่ถ้าคุณเป็นผู้ป่วยเบาหวาน กำลังลดน้ำหนัก หรือเน้นควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดอย่างเคร่งครัด "แตงกวา" คือผู้ชนะที่ปลอดภัยที่สุด ส่วนใครที่ชื่นชอบความหวานฉ่ำของแตงโม ก็ยังคงทานได้ เพียงแค่จำกัดปริมาณและทานร่วมกับอาหารกลุ่มโปรตีนเพื่อสุขภาพที่ดี
ผู้เขียนต้นฉบับ: Anna Giorgi (ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและสุขภาวะ)
เรียบเรียงโดย: ทีมงาน Sanook.com
- เช็กให้ดีก่อน! แชร์สนั่น "กล้วยตาก" น้ำตาลสูงปรี๊ด 64.1% มากกว่าทุเรียนเท่าตัว จริงหรือ?
- วิจัยฮาร์วาร์ดชี้เป้า 1 ปลาที่กินดี "มะเร็งกลัว" หาซื้อง่าย-ราคาถูก แถมช่วยบำรุงกระดูก

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี