จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า "กลั้นฉี่" ไปเรื่อยๆ กระเพาะปัสสาวะจะแตกไหม?

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า "กลั้นฉี่" ไปเรื่อยๆ กระเพาะปัสสาวะจะแตกไหม?

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้า "กลั้นฉี่" ไปเรื่อยๆ กระเพาะปัสสาวะจะแตกไหม?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

กลั้นฉี่ไปเรื่อย ๆ จะเกิดอะไรขึ้น กระเพาะปัสสาวะแตกได้จริงไหม?

การกลั้นปัสสาวะเพราะติดประชุม เดินทางไกล หรือหาห้องน้ำไม่ได้ เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนเคยเจอ แม้การกลั้นเป็นครั้งคราวในคนที่ระบบทางเดินปัสสาวะปกติมักไม่ทำให้กระเพาะปัสสาวะแตกทันที แต่หากกลั้นนานหรือทำจนเป็นนิสัย ร่างกายอาจเริ่มส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่ปวดท้องน้อย ปัสสาวะเล็ด ไปจนถึงปัสสาวะคั่ง ซึ่งอาจกระทบต่อกระเพาะปัสสาวะและไตได้

กระเพาะปัสสาวะมีหน้าที่เก็บปัสสาวะที่ไตผลิตขึ้น เมื่อปริมาณปัสสาวะเพิ่มขึ้น ผนังกระเพาะปัสสาวะจะค่อย ๆ ยืดตัวและส่งสัญญาณไปยังสมองว่าได้เวลาเข้าห้องน้ำ หากยังไม่สะดวก เราสามารถกลั้นไว้ได้ระยะหนึ่งด้วยการควบคุมกล้ามเนื้อหูรูดและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน

อย่างไรก็ตาม ความสามารถในการกลั้นปัสสาวะของแต่ละคนไม่เท่ากัน และไม่ควรใช้ระยะเวลาหรือปริมาณเดียวกันเป็นเกณฑ์ตายตัว เมื่อรู้สึกปวดชัดเจน การเข้าห้องน้ำจึงปลอดภัยกว่าการฝืนจนปวดมากหรือเริ่มมีอาการผิดปกติ

กลั้นฉี่นาน ๆ กระเพาะปัสสาวะจะแตกไหม?

คำตอบคือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ แต่พบได้น้อยมาก และโดยทั่วไปไม่ได้เกิดจากการกลั้นปัสสาวะตามปกติเพียงอย่างเดียว กระเพาะปัสสาวะแตกส่วนใหญ่มักเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุหรือแรงกระแทกรุนแรงบริเวณท้องน้อยและเชิงกราน โดยเฉพาะขณะที่กระเพาะปัสสาวะกำลังเต็ม

ภาวะกระเพาะปัสสาวะแตกเองโดยไม่มีอุบัติเหตุสามารถเกิดขึ้นได้ แต่ถือว่าพบน้อยมาก มักมีปัจจัยร่วม เช่น ทางเดินปัสสาวะอุดตัน ปัสสาวะคั่งเรื้อรัง ผนังกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ การติดเชื้อ เนื้องอก ความเสียหายของเส้นประสาท หรือภาวะที่ทำให้รับรู้ความปวดปัสสาวะลดลง

ในสถานการณ์ทั่วไป ก่อนที่กระเพาะปัสสาวะจะแตก ร่างกายมักส่งสัญญาณปวดรุนแรง หรือไม่ก็เกิดปัสสาวะเล็ดออกมาก่อน แต่ไม่ได้หมายความว่าควรทดลองกลั้นให้นานที่สุด เพราะการปล่อยให้กระเพาะปัสสาวะเต็มเกินไปซ้ำ ๆ ยังสร้างปัญหาอื่นได้ แม้ตัวกระเพาะปัสสาวะจะไม่แตกก็ตาม

ถ้ายังฝืนกลั้นฉี่ ร่างกายจะมีอาการอย่างไร?

ช่วงแรกจะรู้สึกปวดปัสสาวะมากขึ้น แน่นหรือไม่สบายบริเวณท้องน้อย และต้องเกร็งกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานเพื่อควบคุมไม่ให้ปัสสาวะไหลออก บางคนอาจเสียสมาธิ กระสับกระส่าย หรือรู้สึกปวดเกร็งเป็นระยะตามการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ

หากยังกลั้นต่อไป อาจเริ่มมีปัสสาวะเล็ดโดยไม่ตั้งใจ เมื่อได้เข้าห้องน้ำแล้ว บางคนอาจพบว่าปัสสาวะออกช้า ต้องรอสักพักกว่าจะเริ่มไหล หรือยังรู้สึกเหมือนปัสสาวะไม่สุด โดยเฉพาะเมื่อกระเพาะปัสสาวะถูกยืดจนเต็มมากเกินไป

อาการปัสสาวะเล็ดไม่ได้แปลว่ากระเพาะปัสสาวะระบายออกหมดเสมอไป เพราะในบางกรณีอาจเป็นภาวะปัสสาวะล้น หรือ overflow incontinence ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีปัสสาวะค้างอยู่มากจนไหลออกมาเป็นหยด ๆ

กลั้นปัสสาวะจนเป็นนิสัย ส่งผลต่อร่างกายอย่างไร?

1. กระเพาะปัสสาวะยืดตัวและบีบตัวได้ไม่ดี

หากกระเพาะปัสสาวะเต็มเกินไปซ้ำ ๆ กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่บีบไล่ปัสสาวะอาจถูกยืดมากจนทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้เริ่มปัสสาวะลำบาก ปัสสาวะไม่สุด หรือมีปัสสาวะเหลือค้างหลังเข้าห้องน้ำ

ความเสียหายไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนที่เคยกลั้นปัสสาวะ แต่ความเสี่ยงจะน่ากังวลขึ้นเมื่อมีภาวะปัสสาวะคั่งร่วมด้วย โดยเฉพาะผู้ที่มีต่อมลูกหมากโต ท่อปัสสาวะตีบ ปัญหาทางระบบประสาท หรือเคยผ่าตัดบริเวณอุ้งเชิงกราน

2. เพิ่มโอกาสเกิดปัสสาวะคั่งและปัสสาวะเล็ด

ปัสสาวะคั่งคือภาวะที่กระเพาะปัสสาวะไม่สามารถระบายปัสสาวะออกได้หมด หรือไม่สามารถปัสสาวะออกได้เลย หากเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ผู้ป่วยมักปวดและแน่นท้องน้อยอย่างรุนแรง ขณะที่แบบเรื้อรังอาจมีอาการเพียงปัสสาวะบ่อย ไหลช้า หยดหลังปัสสาวะ หรือรู้สึกไม่สุด

เมื่อปัสสาวะค้างอยู่มาก ความดันภายในกระเพาะปัสสาวะอาจทำให้ปัสสาวะไหลซึมออกมาเป็นระยะ จึงเกิดภาพที่ดูเหมือนกลั้นไม่อยู่ ทั้งที่ปัญหาจริงคือกระเพาะปัสสาวะระบายออกไม่หมด

3. เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

การกลั้นฉี่ไม่ได้ทำให้ติดเชื้อทันทีทุกครั้ง แต่หากมีปัสสาวะค้างอยู่และกระเพาะปัสสาวะระบายออกไม่หมด เชื้อแบคทีเรียจะมีโอกาสเจริญเติบโตได้ง่ายขึ้น จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระเพาะปัสสาวะ

สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ ปัสสาวะแสบขัด ปวดปัสสาวะบ่อยแต่ปัสสาวะออกน้อย ปวดท้องน้อย ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นแรงผิดปกติ หรือมีเลือดปน หากมีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ หรือปวดหลังด้านข้างร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณว่าเชื้อแพร่ขึ้นไปถึงไต

4. อาจกระทบต่อไตในกรณีรุนแรง

หากปัสสาวะคั่งอย่างรุนแรงหรือเรื้อรัง ความดันอาจย้อนกลับไปตามท่อไต ทำให้ไตบวมและการทำงานของไตลดลงได้ ภาวะนี้มักเกี่ยวข้องกับการอุดตันหรือความผิดปกติของระบบประสาทมากกว่าการกลั้นปัสสาวะธรรมดาเพียงไม่กี่ครั้ง

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีปัญหาปัสสาวะไม่สุดเป็นประจำไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ เพราะอาการอาจดำเนินไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่มีความเจ็บปวดชัดเจน จนเริ่มเกิดภาวะแทรกซ้อนต่อกระเพาะปัสสาวะหรือไต

5. เสี่ยงบาดเจ็บมากขึ้นหากเกิดแรงกระแทกขณะปวดปัสสาวะ

เมื่อกระเพาะปัสสาวะเต็มมาก ผนังของอวัยวะจะถูกยืดและตัวกระเพาะปัสสาวะอาจขยายสูงขึ้น หากประสบอุบัติเหตุ รถชน หกล้ม หรือถูกกระแทกท้องน้อยอย่างรุนแรงในช่วงนี้ ความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บหรือแตกจะเพิ่มขึ้น

อาการที่อาจพบเมื่อกระเพาะปัสสาวะได้รับบาดเจ็บ ได้แก่ ปวดท้องน้อยรุนแรง ท้องบวม ปัสสาวะไม่ออก หรือมีเลือดปนในปัสสาวะ ภาวะนี้ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว

ใครบ้างที่ต้องระวังการกลั้นฉี่เป็นพิเศษ?

  • ผู้ชายที่มีภาวะต่อมลูกหมากโต
  • ผู้ที่มีท่อปัสสาวะตีบ นิ่ว หรือการอุดตันในทางเดินปัสสาวะ
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท
  • ผู้ที่มีโรคทางสมอง ไขสันหลัง หรือเส้นประสาทควบคุมกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ
  • ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดบริเวณช่องท้อง เชิงกราน หรือได้รับยาบางชนิดที่กระทบการปัสสาวะ
  • หญิงหลังคลอดที่ปัสสาวะลำบากหรือไม่รู้สึกปวดปัสสาวะตามปกติ
  • ผู้สูงอายุและผู้ที่เคยมีประวัติปัสสาวะคั่ง

คนกลุ่มนี้อาจมีสัญญาณเตือนว่ากระเพาะปัสสาวะเต็มไม่ชัดเจน หรือมีปัญหาระบายปัสสาวะอยู่เดิม การฝืนกลั้นจึงอาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

อาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที?

หากปวดและแน่นท้องน้อยมาก รู้สึกว่ากระเพาะปัสสาวะเต็ม แต่ไม่สามารถปัสสาวะออกได้ ควรไปห้องฉุกเฉินทันที ภาวะปัสสาวะคั่งเฉียบพลันอาจเป็นอันตรายและต้องได้รับการระบายปัสสาวะโดยบุคลากรทางการแพทย์ ไม่ควรพยายามกดหรือบีบท้องน้อยเพื่อบังคับให้ปัสสาวะออกเอง

ควรรีบพบแพทย์เช่นกัน หากมีเลือดปนในปัสสาวะ ปวดท้องหรือเชิงกรานรุนแรงหลังถูกกระแทก ท้องบวม ปัสสาวะออกน้อยลงอย่างผิดปกติ มีไข้ หนาวสั่น อาเจียน หรือปวดบริเวณหลังและสีข้าง

ดูแลกระเพาะปัสสาวะอย่างไร ไม่ให้ต้องฝืนกลั้นบ่อย?

  • เข้าห้องน้ำเมื่อเริ่มรู้สึกปวดชัดเจน ไม่ควรรอจนปวดมากหรือมีปัสสาวะเล็ด
  • วางแผนเข้าห้องน้ำก่อนเดินทาง ประชุม หรือทำกิจกรรมที่ใช้เวลานาน
  • ดื่มน้ำให้เหมาะสม ไม่ลดน้ำจนร่างกายขาดน้ำเพียงเพราะไม่อยากเข้าห้องน้ำ
  • ไม่ควรเข้าห้องน้ำถี่เกินไปทั้งที่ยังไม่ปวดเป็นประจำ เพราะอาจทำให้ร่างกายคุ้นกับการถ่ายปัสสาวะปริมาณน้อย
  • หากปัสสาวะลำบาก ไหลช้า ไม่สุด หรือเล็ดเป็นประจำ ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

สำหรับผู้ที่ต้องฝึกการขับถ่ายเป็นเวลาเนื่องจากกระเพาะปัสสาวะไวเกินหรือมีโรคประจำตัว ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดอุ้งเชิงกราน ไม่ควรฝึกด้วยการกลั้นจนเจ็บด้วยตนเอง

สรุป กลั้นฉี่นานแค่ไหนถึงอันตราย?

ไม่มีระยะเวลาตายตัวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำที่ดื่ม การทำงานของไต ขนาดกระเพาะปัสสาวะ ยาที่ใช้ และโรคประจำตัว สิ่งที่ควรยึดเป็นหลักคือไม่ฝืนกลั้นจนปวดมาก แน่นท้องน้อย ปัสสาวะเล็ด หรือเริ่มปัสสาวะลำบาก

การกลั้นปัสสาวะเป็นครั้งคราวไม่ได้ทำให้กระเพาะปัสสาวะแตกง่าย ๆ แต่การทำจนเป็นนิสัยหรือปล่อยให้เกิดปัสสาวะคั่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะทำงานผิดปกติ ปัสสาวะเล็ด และไตเสียหายในกรณีรุนแรง หากรู้สึกปวดปัสสาวะ ร่างกายกำลังส่งสัญญาณว่าควรหาห้องน้ำ ไม่ใช่ท้าทายว่ากลั้นได้นานแค่ไหน

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล