มื้อเช้าของอดีตผู้ป่วยมะเร็ง เปลี่ยนการกิน 5 ปี สุขภาพลำไส้ดีเยี่ยม โรคร้ายไม่กลับมา

เปิดเมนูง่ายๆ อาหารเช้าของอดีตผู้ป่วยมะเร็ง เปลี่ยนการกิน 5 ปี สุขภาพลำไส้ดีเยี่ยม โรคร้ายไม่กลับมา
โรคมะเร็งยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ และพฤติกรรมการกิน รวมถึงวิถีชีวิตประจำวัน ล้วนมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาว
นักโภชนาการเผยกรณีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 1 หลังเข้ารับการผ่าตัดนำก้อนมะเร็งออก ลูกสาวปรับอาหารเช้าให้คุณพ่อ โดยให้รับประทาน “นมถั่วเหลืองไม่เติมน้ำตาลคู่กับมันม่วง” สัปดาห์ละ 5 วัน พร้อมเพิ่มผักผลไม้และปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
ผลติดตามอาการพบว่า หลังเฝ้าระวังต่อเนื่อง 5 ปี ผู้ป่วยไม่พบการกลับมาเป็นซ้ำของโรค และสุขภาพลำไส้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี
ผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ ปรับอาหารหลังผ่าตัด เน้นนมถั่วเหลืองและมันม่วง
หลิวอี๋หลี่ (劉怡里) นักโภชนาการ เปิดเผยผ่านรายการ Health 2.0 ว่า มีผู้ป่วยรายหนึ่งตรวจพบว่าเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะที่ 1 และเข้ารับการผ่าตัดนำบริเวณที่เป็นมะเร็งออก
หลังจากนั้น ลูกสาวได้ช่วยดูแลเรื่องอาหาร โดยจัดเตรียมอาหารเช้าให้คุณพ่อประมาณ 5 วันต่อสัปดาห์ ประกอบด้วย
- นมถั่วเหลืองไม่เติมน้ำตาล ซึ่งมีสารไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง (Soy Isoflavones)
- มันม่วงที่ปลูกเอง
- ผักและผลไม้หลากหลายชนิด
นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตร่วมด้วย เมื่อกลับไปติดตามผลกับแพทย์ พบว่าลำไส้อยู่ในสภาพดี และหลังติดตามครบ 5 ปี ไม่พบการกลับมาเป็นซ้ำของโรค
มันม่วงและถั่วเหลือง มีสารอาหารที่อาจช่วยลดความเสี่ยงมะเร็ง
นักโภชนาการอธิบายว่า มันม่วงอุดมไปด้วย แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหาย ขณะที่ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองมี ไอโซฟลาโวน (Isoflavones) ซึ่งเป็นสารพฤกษเคมีที่มีการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับการลดความเสี่ยงของโรคบางชนิด
อย่างไรก็ตาม การรับประทานอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งไม่ได้สามารถป้องกันหรือรักษามะเร็งได้โดยตรง แต่การรับประทานอาหารที่หลากหลายและมีสารอาหารครบถ้วน อาจช่วยสนับสนุนสุขภาพโดยรวมได้
วิตามินซี ช่วยลดผลกระทบจากอาหารแปรรูปบางชนิด
นักโภชนาการระบุว่า การได้รับ วิตามินซี อย่างเพียงพอเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญของการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะในผู้ที่รับประทานเนื้อสัตว์แปรรูปเป็นประจำ
อาหารอย่างแฮม ไส้กรอก เบคอน เนื้อแดดเดียว หรือหมูหยอง มักมีการเติมสารไนไตรต์ (Nitrite) เพื่อช่วยรักษาคุณภาพอาหาร ซึ่งเมื่อสารดังกล่าวทำปฏิกิริยากับสารกลุ่มเอมีน อาจเกิดสารไนโตรซามีน (Nitrosamines) ที่มีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงมะเร็งบางชนิด
วิตามินซีอาจช่วยลดกระบวนการเกิดสารดังกล่าวได้ จึงแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีวิตามินซีสูง เช่น
- พริกหวาน
- กีวี
- ส้มและผลไม้ตระกูลส้ม
วิตามินเอและผักตระกูลกะหล่ำ อาจมีบทบาทต่อการดูแลร่างกาย
หลังการรักษาโรคมะเร็ง นักโภชนาการแนะนำให้รับประทานอาหารที่มี วิตามินเอ ซึ่งมีส่วนช่วยดูแลเยื่อบุของร่างกาย โดยอาหารที่มีวิตามินเอหรือสารตั้งต้นของวิตามินเอ ได้แก่
- มันม่วง
- มะเขือเทศ
- ฟักทอง
นอกจากนี้ ยังแนะนำให้เพิ่มผักกลุ่มครูซิเฟอรัส (Cruciferous Vegetables) หรือผักตระกูลกะหล่ำ ซึ่งมีสารพฤกษเคมีสำคัญอย่าง ไอโซไทโอไซยาเนต (Isothiocyanates) ที่มีการศึกษาถึงบทบาทด้านการต้านอนุมูลอิสระและการปกป้องเซลล์
ตัวอย่างผักในกลุ่มนี้ ได้แก่
- กวางตุ้ง
- หัวไชเท้า
- กะหล่ำปลี
สรุป
กรณีผู้ป่วยมะเร็งลำไส้ที่ปรับอาหารด้วยนมถั่วเหลืองไม่หวาน มันม่วง และอาหารที่หลากหลาย เป็นตัวอย่างของการดูแลสุขภาพหลังการรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่าอาหารเหล่านี้สามารถรักษาหรือป้องกันมะเร็งได้โดยตรง
การดูแลผู้ป่วยหลังการรักษามะเร็ง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเพียงชนิดเดียว แต่เป็นการปรับพฤติกรรมโดยรวม ทั้งการเลือกรับประทานอาหารที่มีผัก ผลไม้ ธัญพืช และโปรตีนคุณภาพดี รวมถึงการออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และติดตามการรักษาตามคำแนะนำของแพทย์
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


