สิ้นหวังที่สุดในโลก! “เรือนจำก้มหน้า” นรกบนดิน ก้าวเข้ามาแล้วทางเดียวที่จะหนี มีแค่ความตาย

สิ้นหวังที่สุดในโลก! “เรือนจำก้มหน้า” นรกบนดิน ก้าวเข้ามาแล้วทางเดียวที่จะหนี มีแค่ความตาย

สิ้นหวังที่สุดในโลก! “เรือนจำก้มหน้า” นรกบนดิน ก้าวเข้ามาแล้วทางเดียวที่จะหนี มีแค่ความตาย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เปิดเรื่องราว “แบล็คดอลฟิน” เรือนจำรัสเซียสุดสิ้นหวัง ที่การแหกคุกเท่ากับ 0 วิธีเดียวที่จะหนีออกมาได้คือ ความตาย

ภายในเมืองเล็ก ๆ ใกล้ชายแดนรัสเซียและคาซัคสถาน มีเรือนจำความมั่นคงสูงซึ่งถูกกล่าวขานว่าเป็นหนึ่งในสถานที่คุมขังที่เข้มงวดที่สุดในโลก นักโทษถูกจับตามองตลอด 24 ชั่วโมง ทุกการเคลื่อนไหวอยู่ภายใต้คำสั่ง และแม้แต่เส้นทางภายในเรือนจำก็ถูกทำให้เป็นความลับ

สถานที่แห่งนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ทัณฑสถานหมายเลข 6 หรือ IK-6 แต่คนทั่วโลกรู้จักในชื่อ “แบล็คดอลฟิน” หรือ “โลมาดำ” เรือนจำสำหรับนักโทษชายที่ได้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตจากคดีร้ายแรง เช่น ฆาตกรรมต่อเนื่อง การก่อการร้าย และอาชญากรรมที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก

ชื่อเสียงของแบล็คดอลฟินไม่ได้เกิดจากกำแพงสูงหรือรั้วลวดหนามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นระบบควบคุมที่ออกแบบมาเพื่อตัดโอกาสต่อต้าน จู่โจม และหลบหนีแทบทุกขั้นตอน จนเกิดวลีที่เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเคยกล่าวไว้ในสารคดีว่า ทางออกจากสถานที่แห่งนี้มีเพียง “ความตาย” เท่านั้น

แบล็คดอลฟินอยู่ที่ไหน?

เรือนจำแบล็คดอลฟินตั้งอยู่ที่เมืองโซล-อีเลตสก์ ในแคว้นโอเรนบูร์ก ทางตอนใต้ของรัสเซีย ใกล้กับพรมแดนประเทศคาซัคสถาน และอยู่ห่างจากกรุงมอสโกไปทางตะวันออกเฉียงใต้มากกว่า 1,000 กิโลเมตร พื้นที่ดังกล่าวมีภูมิอากาศแบบภาคพื้นทวีปซึ่งเผชิญทั้งฤดูหนาวที่หนาวจัดและฤดูร้อนที่แห้งแล้ง

สถานที่คุมขังในบริเวณนี้มีประวัติย้อนกลับไปได้ถึงราวปี ค.ศ. 1745 หรือในสมัยจักรวรรดิรัสเซีย โดยเคยใช้กักขังนักโทษที่ถูกส่งไปใช้แรงงานหนัก หลังการกบฏของเยเมลยัน ปูกาชอฟในคริสต์ศตวรรษที่ 18 พื้นที่ดังกล่าวถูกใช้ควบคุมและเนรเทศผู้กระทำความผิดอย่างจริงจังมากขึ้น

ต่อมาในยุคสหภาพโซเวียต สถานที่แห่งนี้เคยอยู่ภายใต้ระบบเรือนจำของหน่วยงานความมั่นคง ก่อนจะได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่และเริ่มรองรับนักโทษจำคุกตลอดชีวิตในรูปแบบปัจจุบันช่วงปี ค.ศ. 2000 รายงานที่เผยแพร่ในอดีตระบุว่า เรือนจำแห่งนี้รองรับนักโทษได้ประมาณ 700 คน แต่จำนวนผู้ต้องขังปัจจุบันไม่ได้มีการเปิดเผยอย่างสม่ำเสมอ

ชื่อ “แบล็คดอลฟิน” มาจากไหน?

แม้ภาพลักษณ์ของเรือนจำจะมืดมน แต่ที่มาของชื่อกลับมาจากประติมากรรมรูปโลมาสีดำบริเวณด้านหน้า ซึ่งมีรายงานว่าเป็นผลงานที่สร้างขึ้นโดยนักโทษ ตัวอาคารจึงถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “Chyorny Delfin” หรือ Black Dolphin ตั้งแต่นั้นมา

รูปปั้นโลมาที่ดูเหมือนกำลังกระโดดขึ้นจากคลื่นน้ำ กลายเป็นสัญลักษณ์ซึ่งขัดแย้งกับบรรยากาศภายในอย่างชัดเจน เพราะหลังประตูเรือนจำคือระบบควบคุมที่แทบไม่เปิดพื้นที่ให้นักโทษใช้ชีวิตโดยปราศจากการเฝ้าระวัง

ก้าวแรกเข้าสู่เรือนจำ ต้องถูกปิดตาและบังคับให้ก้มตัว

หนึ่งในภาพที่ทำให้แบล็คดอลฟินเป็นที่จดจำคือวิธีเคลื่อนย้ายนักโทษ รายงานและสารคดีที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปถ่ายทำระบุว่า นักโทษอาจถูกปิดตาระหว่างการนำตัวเข้าสู่เรือนจำหรือเคลื่อนผ่านอาคาร เพื่อไม่ให้จดจำแผนผัง ทางเข้าออก และตำแหน่งสำคัญภายในพื้นที่ได้

เมื่อต้องออกนอกห้องขัง นักโทษจะถูกใส่กุญแจมือและควบคุมให้ก้มตัวไปข้างหน้า ขณะที่เจ้าหน้าที่จับแขนไว้ด้านหลังในระดับสูง ท่าทางดังกล่าวทำให้นักโทษมองเห็นสภาพแวดล้อมได้ยาก เคลื่อนไหวไม่สะดวก และลดโอกาสหันกลับมาจู่โจมเจ้าหน้าที่

วิธีควบคุมลักษณะนี้ไม่ได้ถูกนำมาใช้กับผู้ต้องขังทั่วไปทุกแห่งในรัสเซีย แต่เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการรักษาความปลอดภัยในทัณฑสถานความมั่นคงสูงซึ่งคุมขังผู้ต้องโทษคดีร้ายแรง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเกี่ยวกับกิจวัตรบางส่วนมาจากสารคดีและรายงานที่ถ่ายทำภายใต้การอนุญาตของฝ่ายเรือนจำ จึงอาจไม่สะท้อนชีวิตของนักโทษได้ครบทุกด้าน

ห้องขังซ้อนห้องขัง มีกำแพงเหล็กหลายชั้น

ภายในแบล็คดอลฟิน นักโทษไม่ได้อยู่หลังประตูเหล็กเพียงชั้นเดียว ห้องขังหลายส่วนถูกออกแบบให้คล้ายกรงเหล็กซึ่งตั้งอยู่ภายในห้องอีกชั้นหนึ่ง และมีประตูกับแนวกั้นหลายระดับก่อนเจ้าหน้าที่จะเข้าถึงตัวผู้ต้องขัง

การออกแบบแบบ “ห้องขังภายในห้องขัง” ช่วยแยกนักโทษออกจากทางเดินและลดโอกาสสัมผัสเจ้าหน้าที่โดยตรง แม้ประตูชั้นหนึ่งถูกเปิดออก ก็ยังมีกรงหรือประตูอีกชั้นคั่นกลาง ทำให้การพุ่งออกจากห้องหรือพยายามจับตัวเจ้าหน้าที่ทำได้ยากมาก

นักโทษส่วนใหญ่อยู่ร่วมกับเพื่อนร่วมห้องจำนวนน้อย โดยการจัดคู่ต้องผ่านการประเมินพฤติกรรมและความเสี่ยง ห้องขังอยู่ภายใต้กล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง ขณะที่รายงานหลายแห่งระบุว่าเจ้าหน้าที่จะตรวจตราเป็นช่วง ๆ ตลอดทั้งวันและคืน

ชีวิตประจำวันที่ถูกควบคุมแทบทุกนาที

รายงานเกี่ยวกับแบล็คดอลฟินระบุว่า นักโทษไม่สามารถนอนหรือนั่งบนเตียงได้ตามใจในช่วงเวลากลางวัน หลังตื่นนอนต้องปฏิบัติตามตารางของเรือนจำ และเมื่อได้รับคำสั่งจากเจ้าหน้าที่ก็ต้องตอบสนองทันที

เวลานอกห้องขังมีอยู่อย่างจำกัด โดยข้อมูลที่เผยแพร่ในอดีตระบุว่า นักโทษได้รับเวลาสำหรับออกกำลังกายประมาณวันละ 90 นาที แต่พื้นที่ออกกำลังกายยังมีลักษณะเป็นลานคอนกรีตหรือกรงกลางแจ้ง ไม่ใช่สนามเปิดที่สามารถเดินไปมาได้อย่างอิสระ

ในช่วงที่นักโทษถูกนำออกไปออกกำลังกาย เจ้าหน้าที่สามารถเข้าตรวจค้นห้องขังเพื่อหาอาวุธ สิ่งของต้องห้าม หรือร่องรอยการเตรียมหลบหนีได้ นักโทษจึงแทบไม่มีช่วงเวลาใดที่พื้นที่ส่วนตัวจะพ้นจากการเฝ้าระวัง

อาหารเรียบง่าย ส่งผ่านช่องประตู

ภาพจากสารคดีที่ถ่ายทำภายในเรือนจำแสดงให้เห็นว่า อาหารจะถูกส่งเข้าสู่ห้องขังผ่านช่องขนาดเล็กบริเวณประตู เมนูถูกบรรยายว่าเรียบง่าย เช่น ซุป ขนมปัง และอาหารพื้นฐานที่จัดตามระบบของเรือนจำ

อย่างไรก็ตาม ข้อความที่เผยแพร่บนโลกออนไลน์บางแห่งมักกล่าวว่านักโทษได้กินเพียงซุปกับขนมปังตลอดชีวิต ซึ่งยังไม่มีหลักฐานสาธารณะที่เพียงพอจะยืนยันว่าเป็นเมนูทั้งหมดในทุกวัน ข้อมูลเรื่องอาหาร สวัสดิการ และกิจวัตรอาจเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา รวมถึงสภาพร่างกายของผู้ต้องขังแต่ละคน

ไม่มีความเป็นส่วนตัว แม้แต่เวลานอน

กล้องวงจรปิดและการตรวจตราของเจ้าหน้าที่ทำให้นักโทษอยู่ภายใต้การเฝ้ามองตลอดเวลา แม้แต่เวลานอน โดยนักโทษจะต้องนอนท่ามกลางไฟส่องสว่าง และมีเสียงฝีเท้าผู้คุมที่เข้ามาตรวจตลอดทั้งคืน เรียกได้ว่าไม่มีช่วงที่นักโทษจะได้หลับลึกได้เลย นอกจากนี้ภายในห้องมีพื้นที่จำกัดสำหรับเตียง โต๊ะ สุขภัณฑ์ และของใช้ที่ได้รับอนุญาต ขณะที่สิ่งของส่วนตัวสามารถถูกตรวจค้นได้ตามมาตรการรักษาความปลอดภัยตลอดเวลา โดยไม่มีเวลาตรวจค้นตายตัว แต่จะสุ่มตรวจได้ทุกเมื่อ

หนังสือ หนังสือพิมพ์ วิทยุ หรือกิจกรรมบางประเภทอาจได้รับอนุญาตภายใต้ข้อกำหนดของเรือนจำ นอกจากนี้ ภาพประชาสัมพันธ์ที่เผยแพร่ในช่วงหลังยังแสดงให้เห็นพื้นที่ทำงาน ห้องประกอบพิธีทางศาสนา และบริการด้านจิตวิทยา แต่การเข้าถึงพื้นที่เหล่านี้ขึ้นอยู่กับสถานะและเงื่อนไขของผู้ต้องขัง

นักวิเคราะห์ด้านสิทธิผู้ต้องขังตั้งข้อสังเกตว่า ภาพที่รัฐบาลอนุญาตให้ออกสู่สาธารณะอาจผ่านการคัดเลือกมาแล้ว การประเมินสภาพความเป็นอยู่จริงจึงควรพิจารณาร่วมกับรายงานอิสระ ไม่ใช่อาศัยเฉพาะวิดีโอประชาสัมพันธ์ของทัณฑสถาน

ทำไมการแหกคุกจากแบล็คดอลฟินจึงแทบเป็นศูนย์?

เหตุผลไม่ได้อยู่ที่กำแพงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการรักษาความปลอดภัยแบบหลายชั้น ตั้งแต่การไม่ให้นักโทษเห็นเส้นทาง การควบคุมท่าทางระหว่างเคลื่อนย้าย กรงเหล็กซ้อนกัน การค้นห้องเป็นประจำ และการเฝ้าระวังด้วยเจ้าหน้าที่กับกล้องวงจรปิดตลอด 24 ชั่วโมง

นักโทษยังถูกแยกออกจากพื้นที่เปิดและแทบไม่มีโอกาสเคลื่อนที่โดยลำพัง การจะหลบหนีจึงต้องผ่านทั้งห้องขังหลายชั้น ทางเดินที่ถูกควบคุม ประตูรักษาความปลอดภัย กำแพง และเขตภายนอกที่มีเจ้าหน้าที่ดูแล

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวว่า “ไม่เคยมีใครหนีออกมาได้” ต้องอธิบายให้ชัดว่า หมายถึงเขตคุมขังพิเศษของนักโทษตลอดชีวิตใน IK-6 ไม่ควรนำไปเหมารวมกับพื้นที่คุมขังทั้งหมดซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน

ปี 2016 เคยมีข่าวนักโทษหนีออกจากแบล็คดอลฟิน จริงหรือไม่?

ในเดือนตุลาคม ปี 2016 มีรายงานว่านักโทษคนหนึ่งหลบหนีจากพื้นที่ใกล้กับแบล็คดอลฟิน จนสื่อบางแห่งเรียกว่าเป็นการแหกคุกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเรือนจำ แต่สำนักงานราชทัณฑ์แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย หรือ FSIN ออกมาปฏิเสธคำกล่าวดังกล่าว

FSIN ชี้แจงว่า ผู้หลบหนีไม่ได้ออกมาจากเขตความมั่นคงพิเศษ IK-6 ซึ่งใช้คุมขังนักโทษตลอดชีวิต แต่หลบหนีจากพื้นที่ทำงานของเรือนจำแบบเปิดซึ่งตั้งอยู่ใกล้กัน นักโทษรายนั้นเป็นผู้ต้องโทษคดีปล้นและไม่ได้ถูกควบคุมในมาตรการเดียวกับผู้ต้องขังตลอดชีวิตของแบล็คดอลฟิน

ดังนั้น หากอ้างอิงคำชี้แจงของหน่วยงานรัสเซีย ยังไม่มีหลักฐานยืนยันต่อสาธารณะว่ามีนักโทษตลอดชีวิตคนใดหลบหนีสำเร็จจากเขตความมั่นคงสูงของแบล็คดอลฟิน เหตุการณ์ปี 2016 จึงไม่ถือเป็นการทำลายสถิติของเรือนจำส่วนดังกล่าว

โทษตลอดชีวิต หมายความว่าต้องเสียชีวิตในเรือนจำเสมอหรือไม่?

แม้แบล็คดอลฟินจะมีภาพจำว่าเป็นสถานที่ซึ่งนักโทษเข้าไปแล้วไม่มีวันกลับออกมา แต่กฎหมายรัสเซียเปิดทางให้ผู้ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตยื่นขอปล่อยตัวแบบมีเงื่อนไขได้ หลังรับโทษมาแล้วไม่น้อยกว่า 25 ปีและผ่านหลักเกณฑ์ที่กำหนด

การครบ 25 ปีไม่ได้หมายความว่านักโทษจะได้รับการปล่อยตัวโดยอัตโนมัติ ศาลต้องพิจารณาว่าบุคคลนั้นไม่จำเป็นต้องรับโทษต่อไป รวมถึงตรวจสอบพฤติกรรมและเงื่อนไขอื่นอย่างละเอียด ในทางปฏิบัติ โอกาสได้รับการปล่อยตัวจึงยังเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง

อีกด้านของชื่อเสียง “เรือนจำโหดที่สุดในโลก”

แบล็คดอลฟินมักถูกเว็บไซต์และสื่อบันเทิงจัดให้เป็นหนึ่งในเรือนจำที่โหดที่สุดในโลก แต่ไม่มีองค์กรกลางที่จัดอันดับเรือนจำด้วยเกณฑ์เดียวกันอย่างเป็นทางการ คำว่า “โหดที่สุด” หรือ “สิ้นหวังที่สุด” จึงเป็นฉายาที่เกิดจากชื่อเสียงของนักโทษ ระบบรักษาความปลอดภัย และภาพจากสารคดี มากกว่าจะเป็นตำแหน่งที่ได้รับการรับรอง

ขณะเดียวกัน ศาลสิทธิมนุษยชนยุโรปเคยพิจารณาปัญหาระบบควบคุมนักโทษตลอดชีวิตของรัสเซีย โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านการเยี่ยมครอบครัวและการแยกตัวภายใต้ระบอบควบคุมที่เข้มงวด แม้คดีดังกล่าวไม่ได้มุ่งตรวจสอบแบล็คดอลฟินเพียงแห่งเดียว แต่สะท้อนข้อถกเถียงว่าการรักษาความปลอดภัยควรดำเนินไปพร้อมกับสิทธิขั้นพื้นฐานและโอกาสในการฟื้นฟูผู้ต้องขังหรือไม่

สรุปเรื่องราวเรือนจำแบล็คดอลฟิน

แบล็คดอลฟินคือทัณฑสถานความมั่นคงสูง IK-6 ในเมืองโซล-อีเลตสก์ ซึ่งใช้คุมขังนักโทษชายที่ได้รับโทษตลอดชีวิตจากคดีร้ายแรง ชื่อเสียงอันน่าหวาดหวั่นของสถานที่แห่งนี้เกิดจากห้องขังหลายชั้น การเฝ้าระวังตลอดเวลา การควบคุมท่าทางระหว่างเคลื่อนย้าย และการจำกัดชีวิตประจำวันแทบทุกด้าน

ส่วนคำกล่าวว่าอัตราการแหกคุกเป็นศูนย์นั้น หากหมายถึงเขตพิเศษสำหรับนักโทษตลอดชีวิต ยังไม่พบหลักฐานสาธารณะว่ามีใครหลบหนีสำเร็จ เหตุการณ์ที่เคยเป็นข่าวในปี 2016 เกิดขึ้นในพื้นที่เรือนจำแบบเปิดใกล้เคียง ไม่ใช่การฝ่าระบบรักษาความปลอดภัยออกมาจากแดนแบล็คดอลฟินตามคำชี้แจงของ FSIN

ท้ายที่สุด สิ่งที่ทำให้เรือนจำแห่งนี้ดูสิ้นหวังอาจไม่ใช่เพียงกำแพงหรือประตูเหล็ก แต่คือชีวิตที่ถูกเฝ้ามองทุกนาที เส้นทางทุกสายถูกปิดบัง และอนาคตนอกห้องขังซึ่งแทบไม่สามารถมองเห็นได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ชื่อ “แบล็คดอลฟิน” ยังคงถูกกล่าวถึงในฐานะหนึ่งในเรือนจำที่น่าเกรงขามที่สุดของรัสเซีย

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล