บริจาคเลือดมี ถุงเล็ก-ถุงใหญ่ ใช้เกณฑ์อะไรวัด? ถ้าเลือดไม่เต็มถุงอาจต้องทิ้งหมด

บริจาคเลือดมี ถุงเล็ก-ถุงใหญ่ ใช้เกณฑ์อะไรวัด? ถ้าเลือดไม่เต็มถุงอาจต้องทิ้งหมด

บริจาคเลือดมี ถุงเล็ก-ถุงใหญ่ ใช้เกณฑ์อะไรวัด? ถ้าเลือดไม่เต็มถุงอาจต้องทิ้งหมด
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

รู้หรือไม่? บริจาคเลือดมี ถุงเล็ก-ถุงใหญ่ ใช้เกณฑ์อะไรวัด เราเลือกเองได้ไหม หลายคนไม่รู้ว่าถ้าเลือดไม่เต็มถุงอาจต้องทิ้งหมด

รู้หรือไม่ว่า การบริจาคเลือดที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย รวมทั้งตามโรงพยาบาลต่างๆ ถุงบรรจุเลือดนั้นไม่ได้มีขนาดเดียว แต่มี “ถุงเล็ก” และ “ถุงใหญ่” ซึ่ง ผู้บริจาคไม่สามารถเลือกเองได้ว่าจะบริจาคเลือดกี่ซีซี เพราะปริมาณเลือดที่เก็บจะถูกกำหนดตามมาตรฐานทางการแพทย์ โดยพิจารณาจากความเหมาะสมของร่างกายผู้บริจาค รวมถึงการควบคุมคุณภาพของเลือดที่จะนำไปใช้รักษาผู้ป่วย

ถุงเลือดเล็ก-ถุงใหญ่ ต่างกันอย่างไร?

การบริจาคโลหิตทั่วไป หรือ การบริจาคโลหิตรวม (Whole Blood) จะใช้ถุงเก็บเลือดที่มีขนาดมาตรฐาน โดยทั่วไปมักพบปริมาณประมาณ

  • ประมาณ 350 มิลลิลิตร สำหรับผู้บริจาคที่มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า
  • ประมาณ 450 มิลลิลิตร สำหรับผู้บริจาคที่มีน้ำหนักตัวมากกว่าและผ่านเกณฑ์การคัดกรอง

ทั้งนี้ การเลือกใช้ถุงขนาดใดไม่ได้ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริจาค แต่เจ้าหน้าที่จะประเมินตามเกณฑ์ เช่น น้ำหนักตัว สุขภาพโดยรวม ระดับความเข้มข้นของเลือด และความพร้อมของร่างกายในวันบริจาค

ในถุงเลือดมีอะไรบ้าง?

ภายในถุงเลือดไม่ได้มีเพียงเลือดเท่านั้น แต่ยังมี สารป้องกันการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant) ที่ถูกเตรียมไว้ในสัดส่วนที่เหมาะสมกับปริมาณเลือดที่กำหนด

หากปริมาณเลือดที่เก็บได้ไม่สัมพันธ์กับปริมาณสารป้องกันการแข็งตัว อาจส่งผลต่อคุณภาพของเลือดระหว่างการเก็บรักษาได้ เช่น เลือดที่มีปริมาณมากเกินไปอาจมีสารป้องกันการแข็งตัวไม่เพียงพอ ขณะที่เลือดที่มีปริมาณน้อยเกินไปอาจมีสารป้องกันการแข็งตัวมากเกินสัดส่วน ซึ่งอาจกระทบต่อคุณภาพของผลิตภัณฑ์เลือดได้

โดยโลหิตที่ได้รับจากการบริจาค 1 ถุง สามารถแยกออกเป็นส่วนประกอบโลหิต 3 ชนิด ได้แก่ เม็ดเลือดแดง เกล็ดเลือด และพลาสมา เพื่อนำไปใช้ทดแทนในส่วนที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับ

สภากาชาดไทย

ถ้าบริจาคเลือดไม่เต็มถุง จะนำไปใช้ไม่ได้จริงไหม?

เนื่องจากถุงเก็บเลือดถูกออกแบบให้มีปริมาณเลือดที่เหมาะสมกับน้ำยารักษาสภาพเลือด หากเลือดที่เก็บได้ต่ำกว่ามาตรฐาน อัตราส่วนระหว่างเลือดกับสารป้องกันการแข็งตัวอาจเปลี่ยนไป ทำให้บางกรณีไม่เหมาะสำหรับนำไปผลิตเป็นส่วนประกอบเลือดหรือใช้ให้ผู้ป่วย อาจถูกนำไปปั่นแยกส่วนประกอบเท่าที่ทำได้ในปริมาณน้อย หรือต้องทำลายตามขั้นตอนความปลอดภัย

ทำไมบางคนบริจาคแล้วเลือดหยุดก่อนเต็มถุง?

บางครั้งผู้บริจาคอาจพบว่าเลือดไหลช้าหรือหยุดก่อนถึงปริมาณที่กำหนด ซึ่งอาจเกิดจากหลายปัจจัย เช่น

  • เส้นเลือดมีขนาดเล็ก
  • การไหลเวียนของเลือดช้ากว่าปกติ
  • ผู้บริจาคดื่มน้ำน้อยเกินไป
  • การขยับแขนระหว่างบริจาค
  • ตำแหน่งของเข็มหรือการไหลของเลือดไม่เหมาะสม
  • ปัจจัยเฉพาะของร่างกายแต่ละคน

หากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่จะเป็นผู้ประเมินและดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสม

บริจาคเลือดครั้งหนึ่ง ร่างกายเสียเลือดมากไหม?

โดยทั่วไป การบริจาคเลือดประมาณ 350-450 มิลลิลิตร ถือเป็นปริมาณที่ร่างกายของผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงสามารถรับได้ หลังบริจาค ร่างกายจะเริ่มสร้างส่วนประกอบของเลือดกลับคืนตามกระบวนการธรรมชาติ

น้ำในเลือดหรือพลาสมาจะถูกทดแทนได้ค่อนข้างเร็ว ส่วนเม็ดเลือดแดงจะใช้เวลาสร้างกลับคืนมากกว่า ดังนั้นผู้บริจาคควรพักผ่อน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์หลังบริจาค

คุณสมบัติผู้บริจาคโลหิต

การบริจาคโลหิตเป็นการช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีความจำเป็นต้องใช้เลือด แต่เพื่อความปลอดภัยทั้งผู้บริจาคและผู้รับโลหิต ผู้บริจาคจำเป็นต้องผ่านการประเมินคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนดก่อนทุกครั้ง

  1. อายุ 17 ปีบริบูรณ์ – 70 ปี
  2. น้ำหนัก 45 กิโลกรัมขึ้นไป
  3. รู้สึกสบายดี สุขภาพแข็งแรง พร้อมบริจาคโลหิต
  4. นอนหลับสนิท พักผ่อนเพียงพอ อย่างน้อย 5 ชั่วโมง
  5. รับประทานอาหารประจำมื้อ โดยไม่รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง หวานจัด เค็มจัด ภายใน 6 ชั่วโมง
  6. โรคประจำตัวไม่ส่งผลกับการบริจาคโลหิต
  7. ต้องไม่อยู่ในระหว่างรับประทานยาต่าง ๆ ที่ส่งผลกับการบริจาคโลหิต
  8. งดดื่มแอลกอฮอล์ก่อนมาบริจาคโลหิต 24 ชั่วโมง
  9. ต้องไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร
  10. ต้องไม่อยู่ในช่วงที่เพิ่งคลอดบุตร หรือแท้งบุตร
  11. มีเพศสัมพันธ์เฉพาะกับคู่ของตน และไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์
  12. ต้องไม่เคยใช้ยารักษาหรือป้องกันโรคเอชไอวี
  13. เว้นระยะจากการเข้ารับการอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน หรือรักษารากฟัน มาแล้วอย่างน้อย 1 สัปดาห์
  14. หากมีอาการท้องเสีย ท้องร่วง ต้องหายขาดอย่างน้อย 7 วัน
  15. เว้นระยะจากการทำหัตถการความงามผ่านผิวหนังทุกชนิด ได้แก่ เจาะหู สัก ลบรอยสัก ฝังเข็ม ฉีดสารต่าง ๆ มาแล้วอย่างน้อย 4 เดือน
  16. เว้นระยะจากการเข้ารับการผ่าตัดมาแล้วอย่างน้อย 1 ปี
  17. เว้นระยะจากการป่วยและได้รับโลหิตหรือส่วนประกอบโลหิต ในช่วงเวลา 1 ปี
  18. ต้องไม่เคยได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ หรือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต
  19. เว้นระยะจากการถูกเข็มที่เปื้อนเลือดตำ มาแล้วอย่างน้อย 1 ปี
  20. ไม่เคยป่วยเป็นโรคตับอักเสบ
  21. คู่ของท่านหรือบุคคลในครอบครัว ไม่ได้เป็นโรคตับอักเสบ ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
  22. ไม่เคยตรวจพบว่าเป็นพาหะของโรคตับอักเสบ
  23. ไม่เคยป่วยเป็นโรคมาลาเรีย ในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา
  24. ไม่เคยเข้าไปในพื้นที่มีเชื้อมาลาเรียชุกชุม ในระยะ 1 ปีที่ผ่านมา
  25. ไม่มีประวัติป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ โรคไข้เลือดออก โรคไข้ซิกา โรคโควิด-19 หรือโรคชิคุนกุนยา ในระยะ 1 เดือนที่ผ่านมา
  26. ไม่อยู่ในระยะที่เพิ่งได้รับวัคซีนป้องกันโรคบางชนิด
  27. ไม่เคยมีประวัติเสพยาเสพติดหรือสารควบคุมที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท
  28. ไม่เคยถูกควบคุมตัวหรือจองจำในเรือนจำติดต่อกันเกิน 72 ชั่วโมง ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา
  29. ไม่เคยมีน้ำหนักลด มีไข้ มีต่อมน้ำเหลืองโตโดยไม่ทราบสาเหตุ ในระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา หรือเคยตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวี
  30. ไม่เคยพำนักอาศัยอยู่ในประเทศอังกฤษ ไอร์แลนด์เหนือ สกอตแลนด์ หรือเวลส์ เป็นเวลาสะสมมากกว่า 3 เดือน ในช่วง พ.ศ. 2523–2539
  31. ไม่เคยพำนักอาศัยอยู่ในประเทศฝรั่งเศสและไอร์แลนด์ เป็นระยะเวลาสะสมมากกว่า 5 ปี ในช่วง พ.ศ. 2523–2544
  32. ไม่มีแผลหรือผื่นบนร่างกาย

ผู้ที่ต้องการบริจาคโลหิตควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารตามปกติ ดื่มน้ำให้เหมาะสม และแจ้งข้อมูลสุขภาพตามความจริงแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อให้การบริจาคโลหิตเป็นไปอย่างปลอดภัยทั้งสำหรับผู้บริจาคและผู้ป่วยที่ได้รับโลหิต

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล