เปิดลิสต์ 7 ตัวท็อปอาหาร "มะเร็งชอบ" หมอเตือนเด็กกินบ่อย เสี่ยงเพาะเชื้อถึงวัยผู้ใหญ่ไม่รู้ตัว!

เปิดลิสต์อาหาร “มะเร็งชอบ” กินติดมาตั้งแต่เด็ก เพิ่มความเสี่ยง "มะเร็ง" โดยเฉพาะลำไส้ หลังแนวโน้มผู้ป่วยอายุลดน้อยลง
ช่วงหลายปีที่ผ่านมา วงการแพทย์ทั่วโลกจับตาแนวโน้ม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในคนอายุต่ำกว่า 50 ปี หลังพบจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ แม้สาเหตุที่แท้จริงยังไม่สามารถสรุปได้ทั้งหมด แต่อาหาร พฤติกรรมเนือยนิ่ง โรคอ้วน การสูบบุหรี่ แอลกอฮอล์ พันธุกรรม และจุลินทรีย์ในลำไส้ ล้วนเป็นปัจจัยที่นักวิจัยกำลังศึกษา
คำว่า “อาหารมะเร็งชอบ” หรือ “กินตั้งแต่เด็กเท่ากับเพาะเชื้อมะเร็ง” เป็นถ้อยคำที่ใช้เรียกความสนใจได้ดี แต่ในทางการแพทย์อาจทำให้เข้าใจผิด เพราะมะเร็งไม่ใช่เชื้อโรคที่อาหารชนิดใดชนิดหนึ่งสามารถเพาะขึ้นมาได้ทันที
สิ่งที่น่ากังวลจริงๆ คือการกินอาหารบางกลุ่มบ่อยครั้งและต่อเนื่องหลายปี จนกลายเป็นรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน อาจเพิ่มโอกาสเกิดโรคอ้วน ภาวะดื้ออินซูลิน การอักเสบ และความเสียหายต่อเซลล์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงมะเร็งในระยะยาว
มะเร็งลำไส้ในคนอายุน้อยเพิ่มขึ้นจริงหรือไม่?
ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า อัตราการตรวจพบมะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรงในผู้ใหญ่อายุน้อยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบชัดว่าเกิดจากปัจจัยใดเพียงอย่างเดียว และไม่ควรสรุปว่าเป็นผลจากอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งโดยตรง
พันธุกรรมเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถอธิบายแนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ทศวรรษได้ทั้งหมด นักวิจัยจึงมองไปยังปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม รูปแบบอาหาร โรคอ้วน การใช้ยาบางชนิด การนอนหลับ และองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้ร่วมด้วย
องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ระบุว่า ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้เกี่ยวข้องกับการกินเนื้อแปรรูปและเนื้อแดงในปริมาณสูง การกินผักผลไม้น้อย การไม่ออกกำลังกาย ภาวะน้ำหนักเกิน การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่อายุและประวัติครอบครัวก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญ
กินอาหารไม่ดีตั้งแต่เด็ก เท่ากับ “เพาะมะเร็ง” หรือไม่?
ไม่ใช่ในความหมายตรงตัว เด็กที่กินไส้กรอก ขนม หรือของทอดไม่ได้แปลว่าจะต้องเป็นมะเร็งเมื่อโตขึ้น และคนที่กินอาหารสุขภาพดีก็ไม่ได้รับประกันว่าจะไม่เป็นมะเร็ง เพราะโรคนี้เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน
สิ่งที่เริ่มขึ้นในวัยเด็กคือ “ความเคยชิน” WHO ระบุว่า พฤติกรรมและความชอบด้านอาหารที่ก่อตัวขึ้นในวัยเด็กและวัยรุ่นมักติดตามไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ หากเด็กคุ้นกับอาหารแปรรูป น้ำหวาน และอาหารที่มีผักหรือใยอาหารน้อย รูปแบบการกินเช่นนี้อาจสะสมต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสิบปี
ดังนั้น ประเด็นไม่ได้อยู่ที่เด็กกินอาหารชนิดหนึ่งเพียงครั้งเดียว แต่อยู่ที่ความถี่ ปริมาณ อาหารทั้งมื้อ และพฤติกรรมอื่นร่วมด้วย เช่น นั่งนาน ไม่ออกกำลังกาย นอนน้อย และมีน้ำหนักเกิน
1. ไส้กรอก แฮม เบคอน และเนื้อแปรรูป
หากต้องเลือกอาหารกลุ่มที่มีหลักฐานเกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้ชัดเจนที่สุด คำตอบคือ เนื้อแปรรูป ซึ่งรวมถึงเนื้อสัตว์ที่ผ่านการหมัก เค็ม รมควัน หรือเติมวัตถุกันเสียเพื่อยืดอายุและปรับรสชาติ
ตัวอย่างที่พบได้บ่อย ได้แก่ ไส้กรอก แฮม เบคอน กุนเชียง ซาลามี เนื้อรมควัน และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์บางชนิดที่ผ่านการถนอมอาหาร เด็กจำนวนไม่น้อยได้รับอาหารเหล่านี้เป็นมื้อเช้า ของว่าง หรืออาหารในกล่องข้าวจนกลายเป็นของประจำ
องค์การระหว่างประเทศเพื่อการวิจัยโรคมะเร็ง หรือ IARC จัดเนื้อแปรรูปเป็นสารก่อมะเร็งในมนุษย์ กลุ่ม 1 โดยมีหลักฐานเพียงพอว่าการบริโภคทำให้ความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น แต่คำว่า “กลุ่ม 1” หมายถึงความหนักแน่นของหลักฐาน ไม่ได้หมายความว่าอันตรายเท่ากับบุหรี่
IARC ประเมินว่า การกินเนื้อแปรรูปประมาณ 50 กรัมทุกวันสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ที่เพิ่มขึ้นราว 18% เมื่อเทียบกับความเสี่ยงเดิม ตัวเลขนี้เป็นความเสี่ยงเชิงสัมพัทธ์ ไม่ได้หมายความว่าคนกินทุกคนจะเป็นมะเร็ง 18%

ทำไมเนื้อแปรรูปจึงเกี่ยวข้องกับมะเร็งลำไส้?
กระบวนการแปรรูปและการปรุงอาจทำให้เกิดสารประกอบบางชนิด เช่น สารเอ็น-ไนโตรโซ สารที่เกิดจากการรมควัน และผลิตภัณฑ์จากการใช้ความร้อนสูง นอกจากนี้ เหล็กฮีมในเนื้ออาจมีส่วนส่งเสริมกระบวนการออกซิเดชันและการเกิดสารที่ทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้
เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าอาหารทุกชิ้นจะมีสารอันตรายในระดับเดียวกัน เพราะชนิดของเนื้อ วิธีผลิต ปริมาณสารเติมแต่ง อุณหภูมิการปรุง และปริมาณที่กินล้วนแตกต่างกัน แต่หลักฐานโดยรวมสนับสนุนให้ลดความถี่ของเนื้อแปรรูปมากกว่ากินเป็นอาหารประจำทุกวัน
2. เนื้อแดงปริมาณมาก โดยเฉพาะส่วนที่ไหม้เกรียม
เนื้อแดง ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อแกะ และเนื้อแพะ ซึ่งยังมีโปรตีน ธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 และสารอาหารที่จำเป็น จึงไม่ควรเหมารวมว่าเป็น “อาหารต้องห้าม”
IARC จัดเนื้อแดงเป็นสารที่ อาจก่อมะเร็งในมนุษย์ กลุ่ม 2A เนื่องจากหลักฐานมีความเชื่อมโยงกับมะเร็งลำไส้ แต่ยังไม่หนักแน่นเท่าเนื้อแปรรูป ความเสี่ยงจึงขึ้นอยู่กับปริมาณ ความถี่ และวิธีปรุงด้วย
การย่างหรือทอดด้วยอุณหภูมิสูงจนเกิดส่วนไหม้ดำ สามารถก่อให้เกิดสารเฮเทอโรไซคลิกเอมีนและโพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน จึงควรหลีกเลี่ยงการกินส่วนที่ไหม้เกรียม และสลับโปรตีนจากปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว หรือเนื้อสัตว์ชนิดอื่น

3. น้ำอัดลม ชานม และเครื่องดื่มหวาน
น้ำตาลไม่ได้เลี้ยงเฉพาะเซลล์มะเร็ง และการกินน้ำตาลหนึ่งครั้งไม่ได้ทำให้เซลล์ปกติกลายเป็นมะเร็ง เพราะเซลล์ทุกชนิดในร่างกายใช้กลูโคสเป็นพลังงาน
สิ่งที่น่ากังวลคือเครื่องดื่มหวานให้พลังงานสูงแต่ทำให้อิ่มน้อย เมื่อดื่มเป็นประจำอาจเพิ่มโอกาสน้ำหนักเกิน โรคอ้วน และภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่สัมพันธ์กับมะเร็งหลายชนิด รวมถึงมะเร็งลำไส้
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จำกัดน้ำตาลอิสระให้น้อยกว่า 10% ของพลังงานที่ได้รับต่อวัน และหากลดให้ต่ำกว่า 5% ได้จะมีประโยชน์เพิ่มขึ้น น้ำอัดลมหนึ่งกระป๋องอาจมีน้ำตาลใกล้เคียงหรือเกินปริมาณดังกล่าวได้ง่าย
เครื่องดื่มที่ควรลดความถี่จึงไม่ได้มีแค่น้ำอัดลม แต่รวมถึงชานม กาแฟหวาน น้ำผลไม้เติมน้ำตาล เครื่องดื่มชูกำลัง นมปรุงแต่งรส และเครื่องดื่มชงที่เติมน้ำเชื่อมจำนวนมาก

4. อาหารทอด ฟาสต์ฟู้ด และอาหารพลังงานสูง
ไก่ทอด เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท พิซซ่าบางสูตร และฟาสต์ฟู้ดไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งลำไส้โดยตรงจากการกินเพียงมื้อเดียว แต่หากกินแทนอาหารหลักเป็นประจำ มักทำให้ได้รับพลังงาน ไขมันอิ่มตัว และโซเดียมสูง ขณะที่ได้รับผักและใยอาหารน้อย
รูปแบบการกินเช่นนี้เอื้อต่อการเพิ่มน้ำหนักและการสะสมไขมันในช่องท้อง ภาวะอ้วนสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อินซูลิน และการอักเสบระดับต่ำเรื้อรัง ซึ่งอาจสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อความผิดปกติของเซลล์
การทอดซ้ำด้วยน้ำมันเสื่อมคุณภาพหรือปรุงจนไหม้ยังทำให้เกิดสารจากความร้อนเพิ่มขึ้น ทางเลือกที่เหมาะกว่าคือสลับใช้วิธีต้ม นึ่ง อบ ตุ๋น หรือย่างโดยไม่ให้ไหม้ดำ

5. ขนมซอง เบเกอรี และอาหารแปรรูปหนัก
คำว่า “อาหารแปรรูป” มีความหมายกว้าง และไม่ได้หมายความว่าอาหารที่ผ่านกระบวนการทุกชนิดเป็นอันตราย นมพาสเจอไรซ์ ผักแช่แข็ง ปลากระป๋อง และเต้าหู้ก็ผ่านการแปรรูปเช่นกัน แต่ยังสามารถเป็นส่วนหนึ่งของอาหารที่ดีได้
กลุ่มที่ควรระวังคืออาหารแปรรูปหนักซึ่งมักมีพลังงานสูง น้ำตาล ไขมันหรือโซเดียมมาก แต่มีใยอาหารและสารอาหารต่ำ เช่น ขนมซอง เค้ก คุกกี้ ลูกอม บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารพร้อมกินบางประเภท
งานวิจัยเชิงสังเกตหลายชิ้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการกินอาหารแปรรูปหนักในปริมาณสูงกับความเสี่ยงโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงมะเร็งบางชนิด อย่างไรก็ตาม ยังไม่สามารถสรุปว่าอาหารแปรรูปหนักทุกชนิดเป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็งได้

6. ข้าวขาว ขนมปังขาว และอาหารใยต่ำ เมื่อกินแทนธัญพืชไม่ขัดสีทั้งหมด
ข้าวขาวหรือขนมปังขาวไม่ใช่สารก่อมะเร็ง และไม่จำเป็นต้องตัดออกจากอาหาร แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่ออาหารหลักตลอดทั้งวันมีแต่แป้งขัดสี เนื้อสัตว์ และของทอด ขณะที่แทบไม่มีผัก ผลไม้ ถั่ว หรือธัญพืชไม่ขัดสี
ใยอาหารช่วยเพิ่มปริมาณอุจจาระ ทำให้ของเสียเคลื่อนผ่านลำไส้ได้เหมาะสม และเป็นอาหารของจุลินทรีย์บางกลุ่ม เมื่อจุลินทรีย์หมักใยอาหารจะเกิดกรดไขมันสายสั้น เช่น บิวทีเรต ซึ่งมีบทบาทต่อสุขภาพของเยื่อบุลำไส้
IARC ระบุว่าหลักฐานสนับสนุนอย่างน่าเชื่อถือว่าอาหารที่มีใยอาหารช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ใช่การกลัวข้าวขาว แต่ควรเพิ่มความหลากหลายด้วยข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ธัญพืช ถั่ว ผัก และผลไม้ทั้งผล

7. อาหารเค็มจัดและหมักดอง ต้องแยกให้ถูกกลุ่ม
อาหารหมักทุกชนิดไม่ได้มีผลต่อสุขภาพเหมือนกัน โยเกิร์ตไม่หวาน กิมจิที่กินในปริมาณเหมาะสม หรือผลิตภัณฑ์จากถั่วหมัก ไม่ควรถูกจัดรวมกับเนื้อเค็ม เนื้อรมควัน และอาหารที่มีโซเดียมสูงโดยอัตโนมัติ
สิ่งที่ควรระวังคืออาหารเค็มจัดที่กินบ่อย เพราะทำให้ได้รับโซเดียมเกิน และอาหารหมักดองบางประเภทอาจมีสารประกอบที่แตกต่างกันตามกระบวนการผลิต สำหรับมะเร็งลำไส้ หลักฐานที่ชัดกว่ายังคงอยู่ที่เนื้อแปรรูป อาหารใยต่ำ โรคอ้วน และพฤติกรรมการใช้ชีวิต

กินไส้กรอกหรือของทอดนานๆ ครั้งได้หรือไม่?
การลดความเสี่ยงมะเร็งไม่จำเป็นต้องทำให้เด็กกลัวอาหาร หรือสร้างความรู้สึกผิดเมื่อกินอาหารในงานเลี้ยงเป็นครั้งคราว สิ่งสำคัญคือไม่ปล่อยให้อาหารแปรรูป ของทอด และน้ำหวานกลายเป็นสิ่งที่กินทุกวัน
ผู้ปกครองสามารถลดความถี่และลดขนาดส่วน พร้อมเพิ่มอาหารจริงในแต่ละมื้อ เช่น ผัก ผลไม้ทั้งผล ถั่ว ไข่ ปลา เต้าหู้ และเนื้อสดที่ผ่านการแปรรูปน้อย วิธีนี้ทำได้จริงและยั่งยืนกว่าการออกคำสั่งห้ามแบบเด็ดขาด
อยากลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ ควรกินอย่างไรตั้งแต่วัยเด็ก?
เพิ่มผักและผลไม้หลายสี: ไม่จำเป็นต้องพึ่งผักชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรหมุนเวียนให้หลากหลาย และเลือกผลไม้ทั้งผลมากกว่าน้ำผลไม้เพื่อให้ได้รับใยอาหาร
เพิ่มธัญพืชไม่ขัดสีและถั่ว: สลับข้าวขาวบางมื้อกับข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ขนมปังโฮลเกรน ถั่วแดง ถั่วเขียว หรือถั่วลูกไก่ตามความเหมาะสมของวัย
เลือกโปรตีนหลายแหล่ง: สลับปลา ไข่ เต้าหู้ ถั่ว ไก่ และเนื้อสด แทนการใช้ไส้กรอก แฮม หรือลูกชิ้นเป็นโปรตีนหลักทุกวัน
ดื่มน้ำเปล่าเป็นหลัก: ลดน้ำอัดลม ชานม และเครื่องดื่มเติมน้ำตาล โดยไม่จำเป็นต้องแทนที่ด้วยเครื่องดื่มรสหวานแบบอื่นตลอดเวลา
ขยับร่างกายสม่ำเสมอ: การกินต้องทำควบคู่กับการเคลื่อนไหว การนอนให้เพียงพอ และการรักษาน้ำหนักให้เหมาะสม เพราะความเสี่ยงมะเร็งไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเพียงด้านเดียว
อาการมะเร็งลำไส้ที่คนอายุน้อยไม่ควรมองข้าม
มะเร็งลำไส้ระยะแรกอาจไม่มีอาการ แต่สัญญาณที่ควรพบแพทย์ ได้แก่ ถ่ายเป็นเลือดหรือมีเลือดปนในอุจจาระ การขับถ่ายเปลี่ยนไปต่อเนื่อง ท้องผูกหรือท้องเสียผิดปกติ รู้สึกถ่ายไม่สุด และปวดหรือเกร็งท้องเรื้อรัง
อาการอื่นที่ต้องระวังคือ น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ เหนื่อยง่าย ซีด หรือพบภาวะขาดธาตุเหล็ก อาการเหล่านี้อาจเกิดจากโรคอื่นที่ไม่ใช่มะเร็งได้เช่นกัน แต่จำเป็นต้องตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรรอให้อายุมากก่อนจึงไปพบแพทย์
โดยเฉพาะผู้ที่มีพ่อแม่ พี่น้อง หรือลูกเป็นมะเร็งลำไส้ มีประวัติโพลิป โรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือโรคทางพันธุกรรมอย่าง Lynch syndrome และ familial adenomatous polyposis ควรปรึกษาแพทย์เรื่องการประเมินความเสี่ยงและการตรวจที่อาจต้องเริ่มเร็วกว่าคนทั่วไป
อายุน้อยต้องตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้หรือไม่?
แนวทางในหลายประเทศแนะนำให้คนความเสี่ยงทั่วไปเริ่มคัดกรองมะเร็งลำไส้ตั้งแต่อายุ 45 ปี แต่ช่วงอายุและวิธีตรวจอาจแตกต่างกันตามนโยบายของแต่ละประเทศ ระบบบริการ และความเสี่ยงส่วนบุคคล
สิ่งที่ต้องแยกให้ออกคือ “การคัดกรอง” ใช้กับผู้ที่ยังไม่มีอาการ ส่วนคนที่มีเลือดออกทางทวารหนัก ซีด น้ำหนักลด หรือการขับถ่ายผิดปกติเรื้อรัง จำเป็นต้องพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยโดยไม่ต้องรอถึงอายุคัดกรอง
สรุป อาหารไม่ได้เพาะเชื้อมะเร็ง แต่พฤติกรรมที่สะสมมีความหมาย
ไม่มีอาหารเพียงคำเดียวที่กินแล้วทำให้เกิดมะเร็งทันที และไม่มีเมนูวิเศษที่ป้องกันมะเร็งได้ทั้งหมด แต่หลักฐานชัดเจนว่า การกินเนื้อแปรรูปบ่อย อาหารใยต่ำ น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์ ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ในระยะยาว
การเริ่มปรับอาหารตั้งแต่วัยเด็กจึงไม่ใช่เพราะเด็กกำลัง “เพาะเชื้อมะเร็ง” แต่เป็นการสร้างความคุ้นเคยกับอาหารที่หลากหลาย ลดอาหารแปรรูป และป้องกันโรคอ้วนก่อนพฤติกรรมเหล่านี้ติดตัวไปถึงวัยผู้ใหญ่
ท้ายที่สุด สิ่งสำคัญไม่ใช่การห้ามเด็กแตะไส้กรอกหรือของทอดตลอดชีวิต แต่คือการไม่ทำให้อาหารเหล่านั้นกลายเป็นเมนูหลักทุกวัน พร้อมสังเกตอาการผิดปกติและเข้ารับการตรวจโดยเร็ว แม้ผู้มีอาการจะยังอายุน้อยก็ตาม
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี