เปิดความลับ "ผงชูรส" ทำไมทำใส่อาหารแล้วอร่อย? ทั้งที่ชิมเปล่าๆ ไม่อร่อย

เปิดความลับ "ผงชูรส" ทำไมทำใส่อาหารแล้วอร่อย? ทั้งที่ชิมเปล่าๆ ไม่อร่อย

เปิดความลับ "ผงชูรส" ทำไมทำใส่อาหารแล้วอร่อย? ทั้งที่ชิมเปล่าๆ ไม่อร่อย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ทำไม “ผงชูรส” ชิมเปล่าๆ ไม่อร่อย แต่พอใส่อาหารกลับกลมกล่อมขึ้น? ไขพลังเปลี่ยนรสอูมามิ

ลองแตะผงชูรสเพียงเล็กน้อยมาชิมตรงๆ หลายคนอาจรู้สึกว่ารสชาติไม่ได้อร่อยอย่างที่คิด ทั้งเค็มจางๆ เฝื่อนๆ และมีกลิ่นรสคล้ายน้ำซุป แต่เมื่อเติมลงในแกง ต้ม ผัด หรืออาหารประเภทเนื้อ กลับช่วยให้รสชาติเต็มและกลมกล่อมขึ้นอย่างชัดเจน

ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เพราะผงชูรสสามารถเสกให้อาหารทุกจานอร่อยได้ทันที แต่เกี่ยวข้องกับการทำงานของ “รสอูมามิ” รวมถึงการประสานกันระหว่างรสชาติ กลิ่น เนื้อสัมผัส และสารให้รสตามธรรมชาติที่มีอยู่ในอาหาร

 

ผงชูรสคืออะไร ทำมาจากอะไร?

ผงชูรส หรือ โมโนโซเดียมกลูตาเมต (Monosodium Glutamate: MSG) คือเกลือโซเดียมของกรดกลูตามิก ซึ่งเป็นกรดอะมิโนชนิดหนึ่งที่พบตามธรรมชาติในอาหารหลายอย่าง เช่น มะเขือเทศ เห็ด สาหร่าย เนื้อสัตว์ นม และชีสบ่ม

ผงชูรสที่ผลิตในปัจจุบันส่วนใหญ่ได้จากกระบวนการหมักวัตถุดิบที่มีน้ำตาลหรือแป้ง โดยใช้จุลินทรีย์ในลักษณะคล้ายกระบวนการผลิตโยเกิร์ต น้ำส้มสายชู หรืออาหารหมักชนิดอื่น จากนั้นจึงผ่านการทำให้บริสุทธิ์และตกผลึก

เมื่อละลายในอาหาร ผงชูรสจะแตกตัวเป็นโซเดียมและกลูตาเมต โดยร่างกายจัดการกับกลูตาเมตจากผงชูรสในลักษณะเดียวกับกลูตาเมตที่พบตามธรรมชาติในอาหาร

คำตอบสำคัญคือ “อูมามิ” รสพื้นฐานลำดับที่ 5

นอกจากรสหวาน เปรี้ยว เค็ม และขม ลิ้นของมนุษย์ยังรับรู้รสพื้นฐานอีกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า อูมามิ ซึ่งมักถูกอธิบายว่าเป็นรสอร่อยแบบน้ำซุป มีความกลมกล่อม และทำให้รสชาติของอาหารคงอยู่ในปากนานขึ้น

กลูตาเมตอิสระจากผงชูรสสามารถจับกับตัวรับรสอูมามิบนเซลล์รับรส เมื่อสมองได้รับสัญญาณดังกล่าว เราจึงรับรู้ว่าอาหารมีรสเข้ม เต็ม และน่ารับประทานมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารคาวที่มีโปรตีนเป็นส่วนประกอบ

อย่างไรก็ตาม อูมามิไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนเครื่องปรุงที่สร้างรสชาติทุกอย่างขึ้นมาใหม่ แต่เป็นเหมือนเสียงเบสในเพลง ซึ่งอาจไม่โดดเด่นเมื่อฟังเพียงเสียงเดียว แต่ช่วยให้เสียงส่วนอื่นฟังเต็มและมีมิติมากขึ้นเมื่อรวมกัน

ทำไมกินผงชูรสเปล่าๆ แล้วไม่รู้สึกอร่อย?

ความอร่อยของอาหารไม่ได้เกิดจากรสพื้นฐานเพียงรสเดียว แต่เป็นผลรวมของกลิ่น รสชาติ อุณหภูมิ ไขมัน เนื้อสัมผัส และความสมดุลระหว่างหวาน เปรี้ยว เค็ม ขม และอูมามิ

ผงชูรสเพียงอย่างเดียวให้รสอูมามิและมีรสเค็มเล็กน้อย แต่ไม่มีความหอมของกระเทียม กลิ่นเนื้อย่าง ความหวานจากหัวหอม ความมันจากไขมัน หรือความเปรี้ยวที่ช่วยตัดรส เมื่อชิมเดี่ยวๆ จึงอาจให้ความรู้สึกแบน เฝื่อน หรือไม่สมบูรณ์

นอกจากนี้ ปริมาณยังมีผลอย่างมาก หากใช้ในระดับที่เหมาะสม ผงชูรสจะช่วยประสานรสชาติ แต่ถ้าใส่มากเกินไป อาหารอาจมีรสผิดธรรมชาติ เค็มติดลิ้น หรือเกิดรสคล้ายน้ำซุปสำเร็จรูปจนกลบเอกลักษณ์ของวัตถุดิบ

ความลับอีกชั้น เมื่อกลูตาเมตเจอกับสารในเนื้อและเห็ด

เหตุผลที่ผงชูรสทำงานได้ดีในน้ำซุป อาหารประเภทเนื้อ และเมนูเห็ด เกิดจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า การเสริมฤทธิ์ของรสอูมามิ กลูตาเมตสามารถทำงานร่วมกับสารกลุ่มนิวคลีโอไทด์บางชนิด ทำให้สมองรับรู้รสอูมามิได้ชัดกว่าการใช้สารแต่ละชนิดตามลำพัง

สารให้รสอูมามิ พบได้มากในอาหาร ผลเมื่อทำงานร่วมกัน
กลูตาเมต ผงชูรส มะเขือเทศ สาหร่าย ชีสบ่ม ซีอิ๊ว ให้รสกลมกล่อมแบบน้ำซุป
ไอโนซิเนต หรือ IMP เนื้อสัตว์ ปลา และอาหารทะเล ช่วยขยายรสอูมามิของกลูตาเมต
กัวนิเลต หรือ GMP เห็ด โดยเฉพาะเห็ดแห้ง ทำให้อูมามิเข้มและมีมิติมากขึ้น

นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการจับคู่เนื้อกับเห็ด มะเขือเทศกับชีส หรือสาหร่ายคอมบุกับปลาแห้ง จึงให้รสชาติที่ลึกและกลมกล่อมเป็นพิเศษ แม้ไม่ใส่ผงชูรสเพิ่มก็ตาม

อาหารธรรมชาติก็มี “กลูตาเมต” แล้วต่างจากผงชูรสหรือไม่?

กลูตาเมตที่ให้รสอูมามิพบได้ตามธรรมชาติในอาหาร โดยเฉพาะมะเขือเทศสุก เห็ด สาหร่าย ชีสพาร์เมซาน น้ำปลา ซีอิ๊ว และอาหารหมักบ่ม เมื่ออาหารเหล่านี้ถูกย่อย บ่ม หมัก หรือตุ๋นเป็นเวลานาน กลูตาเมตอิสระจะเพิ่มขึ้น จึงให้รสอูมามิชัดกว่าเดิม

เมื่อผงชูรสละลายในอาหาร กลูตาเมตที่ได้มีโครงสร้างทางเคมีและถูกนำไปใช้โดยร่างกายเช่นเดียวกับกลูตาเมตจากอาหาร ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่แหล่งที่มาและองค์ประกอบโดยรวม เพราะอาหารธรรมชาติยังมีโปรตีน วิตามิน แร่ธาตุ ไขมัน กลิ่น และสารอาหารอื่นร่วมด้วย

อีกเรื่องที่มักสับสนคือ กลูตาเมตไม่ใช่กลูเตน ผงชูรสจึงไม่ใช่โปรตีนกลูเตนที่พบในข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ และข้าวไรย์

ผงชูรสทำให้อาหารทุกอย่างอร่อยขึ้นหรือไม่?

คำตอบคือไม่เสมอไป ผงชูรสให้ผลชัดในอาหารคาว เช่น แกง ซุป ผัด เนื้อสัตว์ เห็ด และอาหารที่มีรสน้ำซุป แต่ไม่ได้เข้ากับอาหารหวานหรือผลไม้ทุกชนิด เพราะรสอูมามิอาจไม่สอดคล้องกับรสชาติหลักของเมนูนั้น

ผงชูรสยังไม่สามารถเปลี่ยนวัตถุดิบไม่สดให้กลับมามีคุณภาพ ไม่สามารถสร้างกลิ่นหอมที่ไม่มีอยู่ และไม่ควรถูกใช้เพื่อกลบกลิ่นบูดหรือรสผิดปกติของอาหาร หากอาหารมีสี กลิ่น หรือเนื้อสัมผัสบ่งชี้ว่าเสีย ควรทิ้ง ไม่ควรแก้รสด้วยเครื่องปรุง

กินผงชูรสแล้วปวดหัว ใจสั่น หรือคอแห้งจริงไหม?

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาสหรัฐฯ หรือ FDA จัดให้ผงชูรสที่ใช้ในอาหารอยู่ในกลุ่มที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าปลอดภัย ขณะที่คณะผู้เชี่ยวชาญร่วมขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติและองค์การอนามัยโลก หรือ JECFA กำหนดค่าการบริโภคประจำวันที่ยอมรับได้เป็น “ไม่ระบุค่า” ซึ่งหมายถึงมีความเป็นพิษต่ำมากเมื่อใช้ในระดับที่จำเป็นตามหลักการผลิตอาหารที่ดี ไม่ได้หมายความว่าสามารถกินได้ไม่จำกัด

การศึกษาชนิดปกปิดข้อมูลซึ่งเปรียบเทียบผงชูรสกับสารหลอก ยังไม่สามารถกระตุ้นอาการในผู้ที่ระบุว่าตนไวต่อผงชูรสได้อย่างสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม FDA ระบุว่า บางคนอาจมีอาการชั่วคราว เช่น ปวดศีรษะ หน้าแดง ชา ใจสั่น หรืออ่อนเพลีย เมื่อได้รับผงชูรสประมาณ 3 กรัมขึ้นไปในครั้งเดียวโดยไม่ได้กินพร้อมอาหาร ซึ่งเป็นปริมาณสูงกว่าที่มักใช้ต่อหนึ่งมื้อ

อาการลักษณะนี้ไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็น “อาการแพ้” เพราะยังไม่มีหลักฐานว่าการแพ้ผงชูรสแบบภูมิคุ้มกันเป็นภาวะที่พบทั่วไป หากสังเกตว่ามีอาการเกิดซ้ำทุกครั้งหลังรับประทาน ควรจดชนิดอาหาร ปริมาณ และเครื่องปรุงที่เกี่ยวข้อง แล้วปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสาเหตุอื่นร่วมด้วย

หากมีอาการรุนแรง เช่น หายใจลำบาก หน้าหรือลำคอบวม หมดสติ หรือเจ็บหน้าอก ควรรีบไปโรงพยาบาลทันที ไม่ควรสรุปเองว่าเกิดจากผงชูรสเพียงอย่างเดียว

ผงชูรสทำให้กระหายน้ำหรือไม่?

ความรู้สึกกระหายน้ำหลังรับประทานอาหารมักเกี่ยวข้องกับปริมาณโซเดียมรวมในมื้อนั้น ไม่ว่าจะมาจากเกลือ ผงชูรส น้ำปลา ซีอิ๊ว ซอสปรุงรส หรืออาหารแปรรูป หากปรุงหลายอย่างร่วมกัน อาหารอาจมีโซเดียมสูงแม้ผงชูรสจะไม่ใช่สาเหตุเพียงชนิดเดียว

ผงชูรสมีโซเดียมประมาณ 12% ของน้ำหนัก ขณะที่เกลือแกงมีโซเดียมประมาณ 39% จึงมีงานวิจัยเสนอว่า การใช้ผงชูรสเพื่อ ทดแทนเกลือบางส่วน อาจช่วยคงความอร่อยและลดโซเดียมในอาหารบางสูตรได้

แต่ประโยชน์นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อลดเกลือ น้ำปลา หรือซอสเค็มลงจริง หากเติมผงชูรสเพิ่มโดยใช้เครื่องปรุงเค็มในปริมาณเท่าเดิม โซเดียมรวมก็ยังเพิ่มขึ้น ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคไต หรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดโซเดียมจึงต้องนับโซเดียมจากเครื่องปรุงทุกชนิดรวมกัน

ผงชูรสทำให้เสพติด ก่อมะเร็ง หรือทำลายสมองหรือไม่?

ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานน่าเชื่อถือว่าการใช้ผงชูรสในอาหารตามปกติทำให้เกิดการเสพติดแบบเดียวกับสารเสพติด หรือเป็นสาเหตุโดยตรงของมะเร็งและการทำลายสมองในมนุษย์

อาหารที่ปรุงอร่อยอาจทำให้บางคนกินมากขึ้นได้ แต่เป็นเรื่องของความน่ากินและพฤติกรรมการบริโภค ไม่เท่ากับการเกิดภาวะพึ่งพาสาร อย่างไรก็ตาม การกินอาหารรสจัดหรืออาหารแปรรูปมากเกินไปยังอาจทำให้ได้รับพลังงาน โซเดียม ไขมัน และน้ำตาลสูง จึงควรพิจารณาคุณภาพของอาหารทั้งมื้อ ไม่ใช่มองเพียงผงชูรสอย่างเดียว

เด็กและหญิงตั้งครรภ์กินผงชูรสได้หรือไม่?

หน่วยงานกำกับดูแลอาหารไม่ได้กำหนดให้เด็กหรือหญิงตั้งครรภ์ต้องงดผงชูรสเป็นกรณีพิเศษเมื่อใช้ในอาหารตามปกติ แต่ควรปรุงในปริมาณพอเหมาะ และไม่ปลูกฝังให้เด็กคุ้นกับอาหารรสจัดตั้งแต่อายุน้อย

สิ่งที่ต้องระวังคือโซเดียมรวมจากอาหารทั้งหมด โดยเฉพาะบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ขนมขบเคี้ยว ไส้กรอก ลูกชิ้น ซุปก้อน และซอสปรุงรส ซึ่งอาจให้ทั้งผงชูรส เกลือ และสารปรุงแต่งอื่นในมื้อเดียวกัน

ใช้ผงชูรสอย่างไรให้อาหารอร่อยโดยไม่ใส่มากเกินไป?

  • เริ่มจากปริมาณน้อย: เติมเพียงเล็กน้อยแล้วชิมก่อน เพราะเมื่อรสอูมามิถึงระดับเหมาะสม การเพิ่มอีกอาจไม่ทำให้อร่อยขึ้น
  • ลดเครื่องปรุงเค็มชนิดอื่น: หากใช้ผงชูรสเพื่อช่วยชูรส ควรลดเกลือ น้ำปลา หรือซีอิ๊วลงบางส่วน
  • ใช้กับเมนูที่เหมาะ: ผงชูรสทำงานได้ดีกับอาหารคาว น้ำซุป เนื้อสัตว์ เห็ด และผักที่มีรสหวานตามธรรมชาติ
  • ชูรสจากวัตถุดิบก่อน: เห็ด มะเขือเทศสุก สาหร่าย ปลาแห้ง น้ำต้มกระดูก และอาหารหมัก สามารถเพิ่มอูมามิได้โดยไม่ต้องพึ่งผงชูรสทั้งหมด
  • อย่าใช้กลบวัตถุดิบเสีย: ความกลมกล่อมไม่สามารถรับประกันความสดหรือความปลอดภัยของอาหารได้

สรุป ทำไมผงชูรสถึงทำให้อาหารอร่อยขึ้น?

ผงชูรสชิมเดี่ยวๆ แล้วไม่อร่อย เพราะมีเพียงรสอูมามิและความเค็มเล็กน้อย แต่ขาดกลิ่น ไขมัน เนื้อสัมผัส และรสอื่นที่ประกอบกันเป็นความอร่อย เมื่อใส่ลงในอาหาร กลูตาเมตจะกระตุ้นตัวรับรสอูมามิ และทำงานร่วมกับสารในเนื้อ ปลา เห็ด และวัตถุดิบอื่น จึงทำให้รสชาติเต็มและกลมกล่อมขึ้น

สำหรับคนทั่วไป การใช้ผงชูรสในระดับที่พบตามปกติในอาหารถือว่าปลอดภัยตามการประเมินของหน่วยงานด้านอาหารหลายแห่ง แต่ไม่ได้แปลว่าต้องใส่ทุกเมนูหรือใส่ได้ไม่จำกัด หลักสำคัญคือใช้เพียงเล็กน้อย รักษาสมดุลของรสชาติ และควบคุมโซเดียมจากเครื่องปรุงทั้งหมดในมื้ออาหาร

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล