อย่าคิดว่าเรื่องเล็ก! ไข้ต่ำเป็นๆ หายๆ แทบทุกคืน เสี่ยงโรคอะไรบ้าง? เผยอาการร่วมที่ควรรีบไปตรวจ

เป็นไข้ต่ำๆ ทุกคืน เช้ามาหาย ติดต่อกันหลายเดือน เสี่ยงโรคอะไรได้บ้าง? เผยอาการร่วมที่อันตราย ควรรีบไปตรวจ
ช่วงกลางวันยังใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่พอตกเย็นกลับรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว และวัดอุณหภูมิได้สูงกว่าปกติ ก่อนอาการจะหายไปในตอนเช้า หากเกิดขึ้นเป็นๆ หายๆ ต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ไม่ควรปล่อยผ่าน เพราะอาจเกี่ยวข้องได้ตั้งแต่ความแปรปรวนตามธรรมชาติของอุณหภูมิ ไปจนถึงการติดเชื้อเรื้อรัง โรคภูมิคุ้มกัน หรือมะเร็งบางชนิด
สิ่งสำคัญคือต้องตรวจให้แน่ใจก่อนว่าเป็น “ไข้จริง” ไม่ใช่เพียงความรู้สึกร้อนหรืออุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นตามช่วงเวลา เพราะอุณหภูมิร่างกายของคนปกติมักต่ำในช่วงเช้ามืดและสูงขึ้นในช่วงเย็น โดยอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามกิจกรรม อาหาร อากาศ เสื้อผ้า ความเครียด รอบเดือน และวิธีวัด
อย่างไรก็ตาม หากวัดได้ตั้งแต่ประมาณ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไปซ้ำๆ หรือแม้อุณหภูมิไม่ถึงเกณฑ์ดังกล่าว แต่มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัว หนาวสั่น เหงื่อออกกลางคืน อ่อนเพลีย หรือน้ำหนักลดร่วมด้วย และเป็นต่อเนื่องหลายเดือน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุ

ไข้ต่ำคือกี่องศา ต้องวัดอย่างไรจึงจะเชื่อถือได้?
คำว่า “ไข้ต่ำ” ไม่มีเกณฑ์เดียวที่ใช้เหมือนกันทุกแห่ง โดยทั่วไปมักใช้เรียกอุณหภูมิที่สูงกว่าค่าปกติเล็กน้อย แต่ยังไม่ใช่ไข้สูง ขณะที่ CDC ใช้อุณหภูมิ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไปเป็นเกณฑ์หนึ่งของภาวะไข้
อุณหภูมิร่างกายปกติแตกต่างกันในแต่ละคน และเปลี่ยนแปลงตามตำแหน่งที่วัด การวัดทางรักแร้มักได้ค่าต่ำกว่าการวัดทางปากหรือทวารหนัก จึงไม่ควรนำค่าจากคนละตำแหน่งมาเปรียบเทียบกันโดยตรง
หากสงสัยว่ามีไข้ช่วงกลางคืน ควรใช้เทอร์โมมิเตอร์เครื่องเดิม วัดบริเวณเดิมและเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน หลีกเลี่ยงการวัดทันทีหลังออกกำลังกาย อาบน้ำร้อน ดื่มเครื่องดื่มร้อน หรืออยู่ในห้องที่ร้อนจัด แล้วจดบันทึกอุณหภูมิ อาการร่วม ยาที่กินและช่วงเวลาที่เกิดอาการไว้
ทำไมตอนกลางคืนมีไข้ แต่ตอนเช้ากลับหาย?
อุณหภูมิร่างกายมีจังหวะขึ้นลงตลอด 24 ชั่วโมง โดยปกติมักต่ำที่สุดในช่วงเช้ามืดและสูงในช่วงเย็น ดังนั้น คนที่มีการอักเสบหรือการติดเชื้อระดับไม่รุนแรงอาจสังเกตเห็นไข้ชัดขึ้นในตอนเย็น ก่อนอุณหภูมิจะลดลงเมื่อเข้าสู่ช่วงเช้า
รูปแบบ “กลางคืนเป็นไข้ ตอนเช้าหาย” ไม่ใช่ลักษณะเฉพาะของโรคใดโรคหนึ่ง และไม่สามารถใช้วินิจฉัยว่าเป็นวัณโรคหรือมะเร็งได้ทันที แพทย์ต้องพิจารณาอุณหภูมิที่วัดได้จริง อาการร่วม ประวัติสัมผัสโรค ยาที่ใช้ และผลตรวจร่างกายประกอบกัน
เป็นไข้ต่ำๆ หลายเดือน เสี่ยงเป็นโรคอะไรได้บ้าง?
1. การติดเชื้อเรื้อรัง โดยเฉพาะวัณโรค
วัณโรคเป็นหนึ่งในโรคที่มักถูกนึกถึงเมื่อมีไข้เรื้อรัง อ่อนเพลีย เหงื่อออกกลางคืน เบื่ออาหาร และน้ำหนักลด หากเป็นวัณโรคปอดอาจมีอาการไอติดต่อกันตั้งแต่ 3 สัปดาห์ขึ้นไป เจ็บหน้าอก มีเสมหะ หรือไอเป็นเลือดร่วมด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยวัณโรคไม่ได้มีอาการครบทุกคน และวัณโรคอาจเกิดนอกปอด เช่น ต่อมน้ำเหลือง กระดูก ไต หรือสมอง ผู้ที่เคยใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค อาศัยหรือทำงานในสถานที่แออัด มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีอาการไอเรื้อรัง ควรแจ้งแพทย์อย่างละเอียด
2. เยื่อบุหัวใจอักเสบจากการติดเชื้อ
เยื่อบุหัวใจอักเสบเกิดจากเชื้อโรคเข้าสู่กระแสเลือดและไปเกาะที่เยื่อบุหรือบริเวณลิ้นหัวใจ อาการอาจค่อยๆ เกิดขึ้นในเวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน เช่น ไข้เป็นๆ หายๆ อ่อนเพลีย เหงื่อออกกลางคืน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ปวดกล้ามเนื้อหรือข้อต่อ และหายใจไม่อิ่ม
ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้นในผู้ที่มีโรคลิ้นหัวใจ เคยผ่าตัดใส่ลิ้นหัวใจเทียม มีเครื่องกระตุ้นหัวใจ ใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด หรือเพิ่งมีการติดเชื้อและหัตถการบางชนิด หากมีไข้เรื้อรังร่วมกับเจ็บหน้าอก หอบ หรือหัวใจเต้นผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์
3. แหล่งติดเชื้อซ่อนอยู่ในร่างกาย
การติดเชื้อที่ฟันและเหงือก ไซนัส ทางเดินปัสสาวะ ไต กระดูก ถุงน้ำดี หรือฝีในอวัยวะภายใน อาจทำให้มีไข้เป็นๆ หายๆ โดยอาการเฉพาะตำแหน่งอาจไม่เด่นชัดในระยะแรก
อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ ปวดฟันหรือเหงือกบวม ปัสสาวะแสบขัด ปัสสาวะขุ่นหรือมีเลือด ปวดเอว ปวดท้องเฉพาะจุด แผลเรื้อรัง หรือปวดกระดูกที่ไม่ดีขึ้น หากมีอาการเหล่านี้ควรแจ้งแพทย์เพื่อเลือกการตรวจที่เหมาะสม
4. การติดเชื้อไวรัสหรือภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง
เชื้อไวรัสบางชนิด รวมถึงเอชไอวีในบางระยะ อาจเกี่ยวข้องกับไข้เรื้อรัง ต่อมน้ำเหลืองโต น้ำหนักลด ท้องเสียเรื้อรัง เชื้อราในช่องปาก หรือการติดเชื้อซ้ำๆ แต่ไม่สามารถวินิจฉัยจากไข้เพียงอาการเดียวได้
ผู้ที่มีประวัติเสี่ยงควรพูดคุยกับแพทย์อย่างตรงไปตรงมา การตรวจเอชไอวีเป็นวิธีเดียวที่จะยืนยันสถานะได้ และการทราบผลเร็วช่วยให้เข้าสู่การรักษาได้เร็วขึ้น
5. โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองและโรคข้ออักเสบ
โรคเอสแอลอีหรือโรคลูปัส โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และโรคหลอดเลือดอักเสบบางชนิด อาจทำให้เกิดไข้ต่ำ อ่อนเพลีย และเบื่ออาหารเป็นช่วงๆ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันเกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อของตัวเอง
อาการร่วมที่ช่วยให้สงสัยมากขึ้น ได้แก่ ปวดและบวมตามข้อ ข้อฝืดตอนเช้านานผิดปกติ ผื่นบนใบหน้าหรือผื่นแพ้แสง แผลในปาก ผมร่วง นิ้วมือเปลี่ยนสีเมื่อเจอความเย็น ปวดหน้าอกเวลาหายใจ หรือขาบวม
ผู้ที่มีอาการเหล่านี้ไม่ควรซื้อสเตียรอยด์มากินเอง เพราะยาอาจกดอาการชั่วคราว ทำให้การวินิจฉัยยากขึ้น และอาจทำให้การติดเชื้อที่ซ่อนอยู่รุนแรงกว่าเดิม
6. มะเร็งต่อมน้ำเหลืองหรือมะเร็งเม็ดเลือด
ไข้โดยไม่ทราบสาเหตุอาจพบได้ในมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งเม็ดเลือด แต่ผู้ที่มีไข้เรื้อรังส่วนใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นมะเร็งเสมอไป
สัญญาณที่ควรรีบตรวจ ได้แก่ ต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอ รักแร้หรือขาหนีบโตโดยไม่เจ็บ เหงื่อออกกลางคืนจนเสื้อผ้าหรือเครื่องนอนเปียก น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ เหนื่อยผิดปกติ ซีด ช้ำง่าย เลือดออกง่าย ติดเชื้อบ่อย หรือรู้สึกแน่นใต้ชายโครง
7. โรคอักเสบเรื้อรังของลำไส้และอวัยวะอื่น
โรคลำไส้อักเสบเรื้อรังบางชนิดอาจทำให้มีไข้ร่วมกับปวดท้อง ท้องเสียเรื้อรัง ถ่ายเป็นเลือด น้ำหนักลด หรือมีแผลรอบทวารหนัก ขณะที่การอักเสบของต่อมไทรอยด์ ตับ หรืออวัยวะอื่นก็อาจทำให้มีไข้และอาการเฉพาะตำแหน่งได้
หากมีอาการทางระบบทางเดินอาหารนานเกิน 2-4 สัปดาห์ หรือมีเลือดปนในอุจจาระ ไม่ควรรอดูอาการเอง เพราะอาจเกิดภาวะขาดน้ำ โลหิตจาง หรือการอักเสบที่จำเป็นต้องรักษา
8. ไข้จากยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ยาบางชนิดอาจกระตุ้นให้เกิดไข้จากปฏิกิริยาของร่างกาย เช่น ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ยากันชัก และยาอื่นๆ รวมถึงสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบไม่ชัดเจน อาการอาจเริ่มหลังใช้ยาเป็นวันหรือหลายสัปดาห์ และบางรายมีผื่น คัน หน้าบวม หรือตับอักเสบร่วมด้วย
ไม่ควรหยุดยาที่แพทย์สั่งด้วยตัวเอง แต่ควรเตรียมรายชื่อยา วิตามิน สมุนไพรและอาหารเสริมทั้งหมดให้แพทย์ตรวจสอบ หากมีหายใจลำบาก หน้าหรือลิ้นบวม หรือผื่นพุพองลอก ต้องไปโรงพยาบาลทันที
9. อาจไม่ใช่ไข้จริง แต่เป็นอุณหภูมิที่สูงขึ้นตามธรรมชาติ
อุณหภูมิอาจสูงขึ้นเล็กน้อยในช่วงเย็น หลังออกกำลังกาย กินอาหาร อยู่ในสภาพอากาศร้อน สวมเสื้อผ้าหนา หรือในช่วงหลังไข่ตกของผู้หญิง ความเครียดและความวิตกกังวลยังทำให้รู้สึกร้อน ใจสั่นหรือเหงื่อออกได้ แม้อุณหภูมิไม่ถึงเกณฑ์ไข้
ด้วยเหตุนี้ การบันทึกอุณหภูมิจริงจึงสำคัญ หากวัดได้ประมาณ 36.1-37.2 องศาเซลเซียสและไม่มีอาการผิดปกติอื่น อาจอยู่ในช่วงปกติของแต่ละคน แต่หากค่าขึ้นสูงกว่าปกติของตนเองซ้ำๆ พร้อมอาการไม่สบาย ควรให้แพทย์ประเมิน
อาการร่วมแบบไหนยิ่งน่าห่วง ควรนัดตรวจโดยเร็ว?
- น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะลดต่อเนื่องทั้งที่กินอาหารเท่าเดิม
- เหงื่อออกกลางคืนมาก จนต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหรือผ้าปูที่นอน
- ไอต่อเนื่องเกิน 3 สัปดาห์ เจ็บหน้าอก มีเสมหะมาก หรือเคยใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค
- ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นก้อนแข็ง ไม่เจ็บ โตขึ้นเรื่อยๆ หรือไม่ยุบภายในหลายสัปดาห์
- ซีด เหนื่อยง่าย ช้ำหรือเลือดออกผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาออกบ่อยหรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง
- ปวดข้อ ข้อบวม หรือมีผื่นผิดปกติ โดยเฉพาะผื่นแพ้แสง แผลในปากและผมร่วงร่วมกัน
- ปวดท้อง ท้องเสีย หรือถ่ายเป็นเลือดเรื้อรัง
- ปัสสาวะแสบขัด ปวดเอว หรือมีเลือดในปัสสาวะ
- เบื่ออาหารและอ่อนเพลียมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทบการทำงานหรือกิจวัตรประจำวัน
อาการแบบไหนต้องไปห้องฉุกเฉินทันที?
- หายใจลำบาก หอบมาก พูดไม่เป็นประโยค หรือริมฝีปากเขียว
- เจ็บหน้าอกรุนแรง ใจสั่นมาก เป็นลม หรือหมดสติ
- สับสน ซึมลง ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปฉับพลัน
- ปวดศีรษะรุนแรงร่วมกับคอแข็ง แพ้แสง หรืออาเจียนมาก
- ไอหรืออาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ หรือมีเลือดออกผิดปกติมาก
- มีผื่นจ้ำเลือดที่กดแล้วไม่จาง ร่วมกับไข้หรืออาการทรุดเร็ว
- อาเจียนหรือท้องเสียจนดื่มน้ำไม่ได้ ปัสสาวะน้อย และมีภาวะขาดน้ำ
- ผู้ป่วยมะเร็งที่กำลังรับเคมีบำบัด ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ วัดอุณหภูมิได้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียสขึ้นไป
ไปพบแพทย์แล้วอาจต้องตรวจอะไรบ้าง?
แพทย์จะเริ่มจากถามรูปแบบของไข้ อุณหภูมิสูงสุด ระยะเวลาที่เป็น อาการร่วม น้ำหนักที่เปลี่ยนไป ยาที่ใช้ การเดินทาง อาชีพ สัตว์ที่สัมผัส พฤติกรรมเสี่ยง และประวัติใกล้ชิดผู้ติดเชื้อ ก่อนตรวจร่างกายตั้งแต่ช่องปาก ต่อมน้ำเหลือง หัวใจ ปอด ช่องท้อง ข้อต่อและผิวหนัง
การตรวจเบื้องต้นอาจประกอบด้วยความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด ค่าการอักเสบ การทำงานของตับและไต ปัสสาวะ และเอกซเรย์ทรวงอก ส่วนการเพาะเชื้อ ตรวจวัณโรค เอชไอวี ตรวจภูมิคุ้มกัน อัลตราซาวนด์หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ จะเลือกตามอาการและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละคน
ไม่จำเป็นต้องตรวจทุกอย่างพร้อมกัน และไม่มีชุดตรวจเพียงชุดเดียวที่บอกสาเหตุของไข้เรื้อรังได้ทั้งหมด การให้ประวัติอย่างละเอียดและมีบันทึกอุณหภูมิจะช่วยให้แพทย์วางแผนตรวจได้ตรงจุดมากขึ้น
ระหว่างรอตรวจ ควรดูแลตัวเองอย่างไร?
- วัดและบันทึกอุณหภูมิวันละ 2-3 ครั้งด้วยเครื่องและตำแหน่งเดิม
- จดอาการร่วม เช่น ไอ เหงื่อกลางคืน ผื่น ปวดข้อ ท้องเสีย น้ำหนักและความอยากอาหาร
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ พักผ่อน และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักขณะมีไข้
- ไม่ซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาสเตียรอยด์กินเอง เพราะอาจบดบังอาการและทำให้เชื้อดื้อยา
- เตรียมรายชื่อยา สมุนไพรและอาหารเสริมทั้งหมดไปให้แพทย์ดู
- หากมีไอเรื้อรัง ควรสวมหน้ากากและหลีกเลี่ยงใกล้ชิดผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำจนกว่าจะทราบสาเหตุ
สรุป ไข้ต่ำตอนกลางคืนหลายเดือน ไม่ควรรอให้หนักก่อนตรวจ
การมีไข้ต่ำๆ ตอนกลางคืนและหายตอนเช้าไม่ได้ชี้ว่าเป็นโรคร้ายเสมอไป เพราะอุณหภูมิของคนปกติสูงขึ้นในช่วงเย็นได้ แต่หากวัดพบไข้จริงซ้ำๆ ต่อเนื่องหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ถือว่าไม่ใช่อาการที่ควรดูแลเองต่อไปโดยไม่มีการประเมิน
สาเหตุอาจมีตั้งแต่การติดเชื้อเรื้อรัง เช่น วัณโรคหรือเยื่อบุหัวใจอักเสบ โรคภูมิคุ้มกัน การอักเสบของอวัยวะ ผลข้างเคียงจากยา ไปจนถึงมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งเม็ดเลือด โดยรูปแบบของไข้เพียงอย่างเดียวไม่สามารถแยกโรคเหล่านี้ได้
หากเป็นมาหลายเดือนควรนัดตรวจโดยเร็ว แม้ตอนเช้าจะรู้สึกปกติก็ตาม และหากมีน้ำหนักลด เหงื่อออกกลางคืน ต่อมน้ำเหลืองโต ไอเรื้อรัง เลือดออกง่าย หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือซึมสับสนร่วมด้วย ต้องเร่งเข้ารับการประเมินทันที
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

