ซื้อเนื้อวัวต้องดู “จุดนี้” แต่คนส่วนใหญ่เลือกผิด! สีแดงสด-นุ่ม อาจไม่ใช่คำตอบ
Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060
//s.isanook.com/ns/0/ud/1980/9904170/newnewnewnewnewnewnew-thumbna.jpgซื้อเนื้อวัวต้องดู “จุดนี้” แต่คนส่วนใหญ่เลือกผิด! สีแดงสด-นุ่ม อาจไม่ใช่คำตอบ

ซื้อเนื้อวัวต้องดู “จุดนี้” แต่คนส่วนใหญ่เลือกผิด! สีแดงสด-นุ่ม อาจไม่ใช่คำตอบ

แชร์เรื่องนี้
google ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google

ซื้อเนื้อวัวต้องเลือกแค่ชิ้นที่ “แดงสด-นุ่ม” จริงหรือ? เผยวิธีดูเนื้อคุณภาพที่หลายคนอาจเข้าใจผิด

เวลาซื้อเนื้อวัว หลายคนมักมีวิธีเลือกแบบง่ายๆ คือ มองหาชิ้นที่มีสีแดงสด ดูนุ่ม และน่ากิน เพราะเชื่อว่านั่นคือเนื้อคุณภาพดี แต่ในความเป็นจริง สีแดงและความนุ่มเป็นเพียงปัจจัยบางส่วนเท่านั้น

การเลือกเนื้อวัวให้อร่อยและเหมาะกับเมนูที่ต้องการ ควรพิจารณาหลายองค์ประกอบ ทั้งสีของเนื้อ ลักษณะเส้นใย ความแน่นของเนื้อ กลิ่น และสภาพพื้นผิว เพราะบางครั้งชิ้นเนื้อที่ดูสวยที่สุด อาจไม่ใช่ชิ้นที่เหมาะกับการนำไปปรุงอาหารเสมอไป

เนื้อวัวสีแดงสด ไม่ได้แปลว่าดีที่สุดเสมอไป

สีเป็นสิ่งแรกที่ผู้ซื้อมักใช้ตัดสินใจ แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์เดียวในการเลือก เนื้อวัวสดมักมีสีแดงตามธรรมชาติ ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามตำแหน่งของเนื้อ บางส่วนมีสีแดงเข้ม บางส่วนมีสีแดงอ่อนกว่า

สิ่งสำคัญคือ สีของเนื้อควรดูเป็นธรรมชาติ สม่ำเสมอ และไม่มีบริเวณที่เปลี่ยนสีผิดปกติ เพราะเนื้อที่เพิ่งถูกตัดหรืออยู่ด้านในอาจมีสีแดงอมม่วง ขณะที่ส่วนที่สัมผัสกับอากาศอาจเปลี่ยนเป็นสีแดงสดขึ้นได้

ดังนั้น การเห็นเนื้อชิ้นไหนแดงกว่า ไม่ได้หมายความว่าชิ้นนั้นจะสดหรืออร่อยกว่าเสมอไป หากพบเนื้อที่มีสีเขียว เทา น้ำตาลผิดปกติ มีกลิ่นแปลก หรือพื้นผิวเหนียวลื่น ควรหลีกเลี่ยง แม้ราคาจะถูกหรือหน้าตาดูน่าซื้อก็ตาม

เนื้อวัวที่ดีควรแน่น ไม่ใช่นิ่มจนผิดปกติ

หลายคนชอบเลือกเนื้อที่ดูนุ่ม เพราะคิดว่าจะทำให้กินง่าย แต่สำหรับเนื้อวัวดิบ ความนิ่มมากเกินไปอาจไม่ใช่สัญญาณที่ดีเสมอไป

เนื้อสดที่มีคุณภาพควรมีความแน่นพอดี เมื่อใช้นิ้วกดเบาๆ จะรู้สึกถึงความยืดหยุ่น ไม่ควรมีลักษณะเละ นิ่มผิดปกติ หรือมีเมือกเคลือบผิว

ในทางกลับกัน เนื้อที่แข็งมากก็ไม่ได้หมายความว่าไม่ดี เพราะความเหนียวหรือความนุ่มยังขึ้นอยู่กับตำแหน่งของเนื้อ อายุของวัว รวมถึงวิธีการเก็บรักษาด้วย

แทนที่จะเลือกชิ้นที่ “นุ่มที่สุด” ควรเลือกชิ้นที่มีเส้นใยเนื้อชัด มีความแน่นกำลังดี และพื้นผิวแห้งตามธรรมชาติ

ดูเส้นใยเนื้อให้เป็น เลือกถูกส่วน อาหารก็อร่อยขึ้น

อีกหนึ่งวิธีสำคัญในการเลือกเนื้อวัวคือการสังเกตแนวเส้นใยของเนื้อ เพราะแต่ละส่วนเหมาะกับวิธีปรุงอาหารที่แตกต่างกัน

หากต้องการนำไปผัดหรือย่าง ควรเลือกส่วนที่มีโครงสร้างเหมาะกับการหั่นเป็นชิ้นบาง ส่วนเมนูตุ๋นหรือเคี่ยวเป็นเวลานาน อาจเหมาะกับเนื้อที่มีเอ็นหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เพราะเมื่อผ่านความร้อนนานๆ จะให้สัมผัสที่นุ่มและมีรสชาติมากขึ้น

นอกจากนี้ การหั่นเนื้อให้ถูกวิธีก็มีผลต่อความนุ่ม โดยเฉพาะเมนูที่ต้องการเคี้ยวง่าย ควรหั่นขวางแนวเส้นใย เพื่อช่วยลดความยาวของเส้นกล้ามเนื้อในแต่ละชิ้น

ลองกดเบาๆ เช็กความยืดหยุ่นของเนื้อ

หากมีโอกาสเลือกซื้อที่ร้าน สามารถสังเกตลักษณะของเนื้อได้จากพื้นผิวและความแน่น โดยเนื้อสดมักมีความยืดหยุ่น เมื่อกดเบาๆ ไม่ควรยุบตัวแบบเละหรือมีน้ำออกมามากผิดปกติ

พื้นผิวของเนื้ออาจมีความชื้นเล็กน้อยตามธรรมชาติ แต่ไม่ควรมีลักษณะลื่นเหนียว หากพบว่ามีน้ำซึมออกมามาก มีเมือก หรือดูเหมือนผ่านการเก็บรักษาไม่เหมาะสม ควรเลือกชิ้นอื่น

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้มือสัมผัสอาหารโดยตรงหากร้านค้าไม่ได้อนุญาต ควรใช้วิธีสังเกตหรือขอให้ผู้ขายช่วยตรวจสอบแทน เพื่อรักษาความสะอาด

กลิ่นของเนื้อ คือสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

นอกจากการดูด้วยตาแล้ว กลิ่นก็เป็นตัวช่วยสำคัญในการเลือกซื้อ เนื้อวัวสดควรมีกลิ่นเฉพาะของเนื้อ ไม่ควรมีกลิ่นเปรี้ยว กลิ่นเหม็น หรือกลิ่นผิดปกติ

แม้เนื้อจะมีสีสวยแค่ไหน แต่หากมีกลิ่นแปลก ควรหลีกเลี่ยง เพราะสีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถยืนยันคุณภาพของเนื้อได้

อย่าเลือกแค่ “ชิ้นที่ดีที่สุด” แต่ควรเลือกให้เหมาะกับเมนู

หลายคนเข้าใจผิดว่า เนื้อส่วนที่แพงที่สุด แดงที่สุด และนุ่มที่สุด จะเหมาะกับทุกเมนู แต่จริงๆ แล้วเนื้อแต่ละส่วนมีคุณสมบัติแตกต่างกัน

สำหรับเมนูผัด เนื้อควรเหมาะกับการหั่นบางและใช้เวลาปรุงไม่นาน ส่วนเมนูเนื้อตุ๋นหรือเนื้ออบ อาจเหมาะกับส่วนที่มีไขมันแทรกหรือเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เพื่อให้ได้รสสัมผัสที่นุ่มหลังผ่านการเคี่ยว

ส่วนเมนูสเต๊ก จะให้ความสำคัญกับความหนาของชิ้นเนื้อ โครงสร้างของเนื้อ และปริมาณไขมันแทรก ดังนั้นก่อนซื้อควรรู้ก่อนว่าจะนำไปทำเมนูอะไร

5 วิธีจำง่ายๆ เลือกเนื้อวัวให้ได้คุณภาพ

  1. สีเนื้อควรเป็นธรรมชาติ ไม่เปลี่ยนสีผิดปกติ
  2. เส้นใยเนื้อควรมองเห็นชัด เหมาะกับเมนูที่จะทำ
  3. เนื้อควรแน่นพอดี ไม่เละหรือแข็งเกินไป
  4. พื้นผิวไม่ควรมีเมือกหรือน้ำซึมผิดปกติ
  5. ไม่ควรมีกลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นผิดปกติ

นอกจากนี้ ควรเลือกซื้อเนื้อจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ มีการเก็บรักษาที่เหมาะสม และหลังซื้อควรนำไปแช่เย็นหรือปรุงอาหารโดยเร็ว เพื่อรักษาคุณภาพของเนื้อ

สุดท้ายแล้ว เนื้อวัวที่ดีไม่ได้หมายถึงชิ้นที่สีแดงที่สุดหรือดูนุ่มที่สุดเสมอไป แต่คือเนื้อที่สด เหมาะกับเมนู และผ่านการเลือกอย่างถูกวิธี เมื่อรู้จักสังเกตหลายปัจจัยร่วมกัน การซื้อเนื้อครั้งต่อไปก็จะง่ายขึ้นและได้อาหารที่อร่อยกว่าเดิม

ขอขอบคุณ

ข้อมูล :phunutoday