ผงะ! เปิดรายชื่อ 21 ผักริมแม่น้ำกก "ปนเปื้อน" ตะกั่ว-แคดเมียม-สารหนู

เปิดผลตรวจพืชริมแม่น้ำกก พบอย่างน้อย 21 ชนิดปนเปื้อนโลหะหนักเกินมาตรฐาน
ผลตรวจพืชผลทางการเกษตรบริเวณริมแม่น้ำกก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 6 รอบ พบตัวอย่างอย่างน้อย 21 ชนิดมีแคดเมียม ตะกั่ว และสารหนู เกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะแคดเมียมที่พบเกินเกณฑ์ต่อเนื่องทุกรอบ ขณะที่แหล่งกำเนิดของสารปนเปื้อนยังไม่มีข้อสรุปชัดเจน แต่คาดว่ามาจาก "แม่น้ำกก"
ปัญหาความปลอดภัยของผลผลิตริมแม่น้ำกกกลับมาเป็นที่จับตาอีกครั้ง หลังมีการเปิดเผยผลวิเคราะห์พืชจากแปลงเกษตรกรในตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งบางพื้นที่มีการใช้ประโยชน์จากดินตะกอนที่มากับน้ำท่วมเมื่อปี 2567
ตัวอย่างถูกเก็บตรวจระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ถึง 25 พฤษภาคม 2569 รวม 6 รอบ โดยสำนักงานเกษตรอำเภอแม่อายและศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเชียงใหม่ส่งวิเคราะห์กับห้องปฏิบัติการกลาง ผลปรากฏว่าพบการปนเปื้อนเกินมาตรฐานในทุกรอบที่ตรวจ

สรุปชัด พืชปนเปื้อนมีกี่ชนิด พบสารอะไรบ้าง?
เมื่อนำรายชื่อพืชที่รายงานระบุว่าพบโลหะหนักเกินมาตรฐานทั้ง 6 รอบมาตัดชื่อที่ซ้ำกัน พบอย่างน้อย 21 ชนิด โดยแบ่งตามสารปนเปื้อนได้ดังนี้
| สารปนเปื้อน | พืชที่รายงานว่าพบเกินมาตรฐาน |
|---|---|
| แคดเมียม | ดอกหอม, พริกขี้หนูผลใหญ่, ข้าวโพดหวาน, แตงร้าน, เสาวรส, ผักกาดเขียวปลี, กระเทียม, สับปะรด, มะเขือม่วง, มะเขือยาว, แตงกวา, ฝรั่ง, มะม่วง, มันเทศญี่ปุ่น, ถั่วฝักยาว, มันเทศ, มะเขือเปราะ และบวบ |
| ตะกั่ว | มะเขือม่วง, พริกขี้หนูผลใหญ่, ผักกาดเขียวปลี, ถั่วพุ่ม, ข่า, สับปะรด และกระเทียม |
| สารหนู | กะหล่ำดอก, แตงกวา, มันเทศญี่ปุ่น และกระเทียม |
หมายเหตุ: พืชบางชนิดพบสารปนเปื้อนมากกว่าหนึ่งประเภท จึงไม่สามารถนำจำนวนในแต่ละแถวมาบวกกันตรงๆ ได้ ส่วนคำว่า “เกินมาตรฐาน” ในบทความนี้อ้างอิงตามสถานะที่ระบุในตารางผลตรวจซึ่งถูกนำมาเผยแพร่ เนื่องจากค่ามาตรฐานอาจแตกต่างกันตามประเภทผลผลิต
ไล่ผลตรวจ 6 รอบ พบแคดเมียมเกินเกณฑ์ต่อเนื่อง
รอบที่ 1 วันที่ 18 ธันวาคม 2568
ผลตรวจรอบแรกพบแคดเมียมเกินมาตรฐานในดอกหอม พริกขี้หนูผลใหญ่ ข้าวโพดหวาน แตงร้าน และเสาวรส โดยดอกหอมตรวจพบแคดเมียม 0.455 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และข้าวโพดหวาน 0.060 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ยังพบสารหนูในกะหล่ำดอก 2.119 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งรายงานระบุว่าเกินค่ามาตรฐาน
รอบที่ 2 วันที่ 23 มกราคม 2569
การตรวจครั้งที่ 2 พบแคดเมียมเกินมาตรฐานในพริกขี้หนูผลใหญ่และผักกาดเขียวปลี ส่วนตะกั่วพบเกินเกณฑ์ในมะเขือม่วง พริกขี้หนูผลใหญ่ ผักกาดเขียวปลี และถั่วพุ่ม
ผลตรวจยังพบสารหนูในตัวอย่างหลายรายการ แต่ค่าที่ปรากฏในตารางรอบนี้ยังไม่เกินมาตรฐานของพืชแต่ละชนิด
รอบที่ 3 วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
รอบนี้พบแคดเมียมเกินมาตรฐานในกระเทียม สับปะรด มะเขือม่วง พริกขี้หนูผลใหญ่ มะเขือยาว และข้าวโพดหวาน โดยค่าที่เปิดเผย ได้แก่ กระเทียม 0.139 และ 0.167 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สับปะรด 0.115 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มะเขือม่วง 0.139 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และพริกขี้หนูผลใหญ่ 0.173 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
ขณะเดียวกันพบตะกั่วเกินมาตรฐานในข่า สับปะรด มะเขือม่วง และกระเทียม โดยข่ามีค่าตะกั่ว 1.155 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนสารหนูที่ตรวจพบในบางตัวอย่างยังไม่เกินเกณฑ์ตามตาราง
รอบที่ 4 วันที่ 30 มีนาคม 2569
ผลตรวจครั้งที่ 4 น่าจับตาเป็นพิเศษ เพราะพบแคดเมียมในตัวอย่างที่ตรวจทั้ง 11 ตัวอย่าง มีค่าระหว่าง 0.274-0.498 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หลายรายการถูกระบุว่าเกินมาตรฐาน เช่น พริกขี้หนูผลใหญ่ 0.498 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม กระเทียม 0.446 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และฝรั่ง 0.352 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
รอบเดียวกันยังพบตะกั่วในพริกขี้หนูผลใหญ่ 0.163 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ส่วนสารหนูพบในแตงกวา 1.065 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มันเทศญี่ปุ่น 1.358 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และกระเทียม 2.318 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งตารางที่เผยแพร่ระบุว่าเกินมาตรฐาน
รอบที่ 5 วันที่ 20 เมษายน 2569
การตรวจครั้งที่ 5 พบแคดเมียมเกินมาตรฐานในตัวอย่างทั้ง 4 รายการ ได้แก่ กระเทียม 0.304 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มะม่วง 0.311 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ถั่วฝักยาว 0.265 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมันเทศ 0.285 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
กระเทียมยังพบตะกั่วสูงถึง 2.925 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และถูกระบุว่าเกินมาตรฐานด้วย
รอบที่ 6 วันที่ 25 พฤษภาคม 2569
ผลตรวจรอบล่าสุดยังพบแคดเมียมเกินมาตรฐานในตัวอย่างทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ แตงกวา 0.365 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม มะเขือเปราะ 0.586 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม บวบ 0.517 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และมะม่วง 0.299 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
นอกจากนี้ แตงกวายังพบสารหนู 2.594 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งรายงานระบุว่าเกินมาตรฐาน ส่วนมะม่วงพบสารหนู 1.272 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แต่ยังไม่เกินเกณฑ์ตามตารางผลตรวจ
นักวิชาการตั้งคำถาม ระบบเฝ้าระวังอาหารปนเปื้อนเพียงพอหรือไม่?
วันที่ 16 สิงหาคม 2569 สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวผ่านเฟซบุ๊ก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การตรวจพบโลหะหนักซ้ำหลายเดือนสะท้อนช่องโหว่ของระบบเฝ้าระวังห่วงโซ่อาหารในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย
ประเด็นที่นักวิชาการตั้งคำถามมี 5 ด้านสำคัญ ได้แก่
- ยังขาดแผนเฝ้าระวังทั้งห่วงโซ่อาหาร การเก็บตัวอย่างเป็นรายเดือนยังไม่มีเป้าหมายและแนวทางตอบสนองที่ชัดเจนเมื่อพบผลผิดปกติ
- ตรวจพบสารแต่ยังไม่ทราบต้นเหตุ การตรวจส่วนใหญ่บอกได้เพียงชนิดและปริมาณของโลหะหนัก แต่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่ามาจากน้ำ ดินตะกอน ปุ๋ย สารเคมีทางการเกษตร หรือกิจกรรมอื่น
- การสื่อสารผลตรวจยังไม่ทั่วถึง มีข้อสังเกตว่าเกษตรกรเจ้าของผลผลิตและประชาชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลความเสี่ยงได้อย่างต่อเนื่อง
- มาตรการคุ้มครองผู้บริโภคยังไม่ชัด ยังมีคำถามว่าผลผลิตที่ตรวจพบสารเกินมาตรฐานถูกระงับการจำหน่ายหรือนำออกจากตลาดแล้วหรือไม่
- ยังไม่มีแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นระบบ ทั้งเรื่องการระงับเก็บเกี่ยว การชดเชยความเสียหาย การจัดหาแหล่งน้ำทดแทน และการฟื้นฟูดิน
ยังสรุปไม่ได้ว่าโลหะหนักมาจากแหล่งใด
แม้ก่อนหน้านี้หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมเคยตรวจพบสารหนู รวมถึงโลหะหนักชนิดอื่นในแม่น้ำกก แต่ผลตรวจพืชชุดนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าโลหะหนักในผลผลิตมาจากแม่น้ำ ดินตะกอน ปัจจัยการผลิตทางการเกษตร หรือแหล่งอื่น
การเชื่อมโยงไปยังแหล่งกำเนิดใดแหล่งกำเนิดหนึ่งจำเป็นต้องมีการเก็บตัวอย่างน้ำ ตะกอน ดิน ปุ๋ย และพืชจากพื้นที่เดียวกันอย่างเป็นระบบ รวมถึงใช้การวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์เพื่อเปรียบเทียบลักษณะของสารปนเปื้อน
ข้อมูลที่เปิดเผยยังไม่เพียงพอให้สรุปว่า ผลผลิตทุกชนิดจากอำเภอแม่อายหรือพื้นที่ลุ่มน้ำกกไม่ปลอดภัย เพราะผลตรวจเป็นตัวอย่างจากแปลงและช่วงเวลาที่กำหนด การแจ้งพื้นที่ผลิต แปลงที่ได้รับผลกระทบ และเส้นทางการจำหน่ายอย่างชัดเจนจึงมีความสำคัญต่อทั้งผู้บริโภคและเกษตรกรที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวอย่างปนเปื้อน
บทสรุป ผลตรวจ 6 รอบส่งสัญญาณว่าต้องเร่งจัดการ
ผลตรวจตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 แสดงให้เห็นว่า ปัญหาไม่ได้เกิดกับผลผลิตเพียงชนิดเดียวหรือเฉพาะการตรวจครั้งใดครั้งหนึ่ง แต่มีพืชอย่างน้อย 21 ชนิดที่ถูกรายงานว่าพบแคดเมียม ตะกั่ว หรือสารหนูเกินมาตรฐาน โดยแคดเมียมเป็นสารที่พบเกินเกณฑ์ต่อเนื่องทุกรอบ
โจทย์สำคัญจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการตรวจซ้ำ แต่ต้องเร่งติดตามแหล่งกำเนิด เปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้ ระบุพื้นที่และผลผลิตที่ได้รับผลกระทบ ป้องกันสินค้าปนเปื้อนเข้าสู่ตลาด และช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเป็นธรรม
การสร้างระบบเฝ้าระวังตั้งแต่แหล่งน้ำ ตะกอน ดิน แปลงเพาะปลูก ผลผลิต ไปจนถึงปลายทางผู้บริโภค จะเป็นกุญแจสำคัญในการคลี่คลายปัญหา พร้อมลดความตื่นตระหนกและปกป้องผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายด้วยข้อมูลที่ชัดเจน
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี

