ชายวัย 62 กินปลาทุกวันนาน 6 เดือน ผลลัพธ์ไม่คาดคิด พบสาเหตุจากปลา 3 ชนิดนี้!

กินปลาแทบทุกวัน แต่ไขมันกลับสูงขึ้น ชายวัย 62 ปีเผยบทเรียน ปลา 3 แบบ ผู้สูงอายุต้องระวังเป็นพิเศษ
“กินปลาแล้วดีต่อหัวใจ” เป็นคำแนะนำที่หลายคนคุ้นเคย โดยเฉพาะวัยกลางคนและผู้สูงอายุที่ต้องการควบคุมไขมันในเลือดและดูแลหลอดเลือด แต่การเพิ่มปลาเข้าไปในอาหารทุกมื้อ อาจไม่ได้ให้ผลดีเสมอไป หากเลือกชนิดหรือวิธีปรุงไม่เหมาะสม
บทความด้านสุขภาพจากประเทศจีนเล่าเรื่องของชายวัย 62 ปี แซ่จาง ซึ่งหันมากินปลาเกือบทุกวันหลังเกษียณ เพราะเชื่อว่าจะช่วยลดไขมันและปกป้องหลอดเลือด เมนูที่เขารับประทานมีทั้งปลาตุ๋น ปลาทอด และปลาเค็ม
ผ่านไปนานกว่า 6 เดือน ผลตรวจสุขภาพกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง ระดับไขมันในเลือดไม่ได้ลดลง ขณะที่ไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นเล็กน้อย เรื่องราวนี้จึงนำไปสู่คำถามสำคัญว่า ปลาดีต่อหัวใจจริงหรือไม่ และยิ่งกินมากจะยิ่งดีเสมอไปหรือเปล่า
ปลาดีต่อหัวใจจริง แต่ไม่ใช่ยาลดไขมันหรือละลายลิ่มเลือด
ปลาเป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด ปลาที่มีไขมันสูงบางชนิดยังมีกรดไขมันโอเมก้า 3 โดยเฉพาะ EPA และ DHA ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ
สมาคมโรคหัวใจแห่งอเมริกา หรือ AHA แนะนำให้รับประทานปลาสัปดาห์ละ 2 มื้อ โดยเน้นปลาที่มีไขมันสูงและไม่ผ่านการทอด ปริมาณต่อมื้อประมาณ 3 ออนซ์เมื่อปรุงสุก หรือราว 85 กรัม
แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องกินปลาทุกวัน หรือกินปลาให้มากที่สุด ประโยชน์จะเห็นได้ชัดกว่าเมื่อใช้ปลาแทนเนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อแปรรูป หรืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวและโซเดียมสูง ไม่ใช่เพียงเพิ่มปลาเข้าไปในอาหารเดิมจนได้รับพลังงานเกินความต้องการ
สำหรับกรณีของชายวัย 62 ปี ไม่มีเวชระเบียนหรือรายละเอียดอาหารทั้งหมดให้ตรวจสอบ จึงไม่สามารถสรุปว่าการกินปลาเป็นสาเหตุโดยตรงที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้น เพราะระดับไขมันยังได้รับอิทธิพลจากปริมาณอาหาร น้ำตาล แป้งขัดสี แอลกอฮอล์ น้ำหนักตัว การออกกำลังกาย ยา และโรคประจำตัว
ปลา 3 แบบที่ผู้สูงอายุควรระวังเป็นพิเศษ
1. ปลาเค็ม ปลาแห้ง และปลาแปรรูปรสเค็มจัด
ปัญหาของปลาเค็มและปลาแปรรูปจำนวนมากไม่ได้อยู่ที่เนื้อปลา แต่อยู่ที่โซเดียมจากการหมัก ดอง ตากแห้ง หรือปรุงรส อาหารโซเดียมสูงอาจทำให้ควบคุมความดันโลหิตได้ยาก และเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง
องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ผู้ใหญ่บริโภคเกลือน้อยกว่า 5 กรัมต่อวัน หรือคิดเป็นโซเดียมไม่เกินประมาณ 2,000 มิลลิกรัม แต่ปลาเค็มเพียงหนึ่งมื้ออาจให้โซเดียมสูง โดยเฉพาะเมื่อรับประทานร่วมกับน้ำปลา ซีอิ๊ว หรืออาหารแปรรูปชนิดอื่น
สำหรับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ หรือโรคไต ควรเลือกปลาสดหรือปลาแช่แข็งที่ไม่ผ่านการปรุงเค็ม อ่านฉลากโซเดียมของผลิตภัณฑ์ และลดการเติมเครื่องปรุงรสเค็มในมื้อเดียวกัน
การกินปลาเค็มเป็นครั้งคราวไม่ได้หมายความว่าจะเกิดโรคทันที สิ่งสำคัญคือปริมาณ ความถี่ และโซเดียมที่ได้รับจากอาหารทั้งหมดตลอดวัน

2. ปลาทอดและเมนูปลาที่มีไขมันสูง
แม้เนื้อปลาจะมีคุณค่าทางโภชนาการ แต่เมื่อนำไปชุบแป้งทอดในน้ำมันท่วม พลังงานและไขมันของอาหารจานนั้นอาจเพิ่มขึ้นอย่างมาก หากรับประทานบ่อยและได้รับพลังงานเกิน อาจทำให้น้ำหนัก รอบเอว และไตรกลีเซอไรด์เพิ่มขึ้นได้
ซอสที่มีน้ำมัน น้ำตาล หรือโซเดียมสูง รวมถึงการทอดด้วยน้ำมันที่เสื่อมคุณภาพ ยิ่งทำให้เมนูปลาห่างจากคำว่าอาหารบำรุงหัวใจ ดังนั้น การบอกว่า “กินปลา” เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอ ต้องดูด้วยว่าปรุงและรับประทานร่วมกับอะไร
AHA แนะนำให้เลือกปลาที่ไม่ผ่านการทอด หากต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ วิธีที่เหมาะกว่าคือการนึ่ง ต้ม อบ ย่างโดยไม่ให้ไหม้ หรือผัดด้วยน้ำมันในปริมาณพอเหมาะ
ไม่ควรสรุปว่าการทอดทำลายโอเมก้า 3 ทั้งหมด หรือกินปลาทอดหนึ่งครั้งแล้วหลอดเลือดจะอุดตันทันที แต่หากปลาทอดกลายเป็นเมนูประจำ ประโยชน์ของปลาอาจถูกหักล้างด้วยพลังงาน ไขมัน และโซเดียมที่เพิ่มขึ้น

3. ปลาบางชนิดที่มีสารปรอทสูง
ปลาขนาดใหญ่และมีอายุยืนบางชนิดอยู่ในระดับสูงของห่วงโซ่อาหาร จึงมีโอกาสสะสมเมทิลเมอร์คิวรีมากกว่าปลาขนาดเล็ก อย่างไรก็ตาม ไม่ควรเหมารวมว่าปลาขนาดใหญ่ทุกชนิดมีสารปรอทสูง เพราะระดับสารปนเปื้อนแตกต่างกันตามสายพันธุ์และแหล่งที่มา
ข้อมูลจาก FDA และ EPA จัดปลาอย่างฉลาม ปลาดาบ คิงแมคเคอเรล และปลาบางชนิดในกลุ่มที่มีสารปรอทสูง ส่วนปลาแซลมอน ซาร์ดีน แอนโชวี่ กุ้ง และปลาทูน่ากระป๋องชนิดไลต์ อยู่ในกลุ่มตัวเลือกที่มีปรอทต่ำกว่า
ผู้สูงอายุทั่วไปไม่จำเป็นต้องงดปลาทั้งหมดเพราะกังวลเรื่องสารปรอท ทางเลือกที่เหมาะสมคือกินปลาให้หลากหลาย เลือกชนิดที่มีสารปรอทต่ำเป็นหลัก และติดตามประกาศของหน่วยงานท้องถิ่นหากเป็นปลาที่จับจากแหล่งน้ำธรรมชาติ
หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์ ผู้ให้นมบุตร และเด็กเล็ก เป็นกลุ่มที่ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องชนิดปลาและปริมาณอย่างเคร่งครัดมากขึ้น เนื่องจากระบบประสาทของทารกและเด็กไวต่อผลกระทบจากเมทิลเมอร์คิวรี

ปลาทูน่าแต่ละชนิดมีสารปรอทไม่เท่ากัน
คำว่า “ปลาทูน่า” ครอบคลุมปลาหลายสายพันธุ์ จึงไม่ควรสรุปว่าทูน่าทุกชนิดมีสารปรอทสูงเท่ากัน โดยทั่วไป ปลาทูน่ากระป๋องชนิดไลต์มักมีระดับปรอทต่ำกว่าทูน่าอัลบาคอร์หรือทูน่าขาว
FDA จัดปลาทูน่ากระป๋องชนิดไลต์ไว้ในกลุ่ม “ตัวเลือกที่ดีที่สุด” ขณะที่ทูน่าอัลบาคอร์หรือทูน่าขาวอยู่ในกลุ่มที่ควรจำกัดความถี่มากกว่า ส่วนบิ๊กอายทูน่าเป็นหนึ่งในชนิดที่มีสารปรอทสูงและอยู่ในกลุ่มควรหลีกเลี่ยงตามตารางคำแนะนำของ FDA สำหรับกลุ่มเสี่ยง
ชื่อปลาบนฉลากจึงมีความสำคัญไม่แพ้คำว่า “ทูน่า” หากรับประทานปลากระป๋องเป็นประจำ ควรอ่านทั้งชนิดปลา ปริมาณโซเดียม และส่วนประกอบอื่น เช่น น้ำมันหรือน้ำเกลือ
ผู้สูงอายุควรกินปลาอย่างไรให้ได้ประโยชน์จริง?
กินประมาณสัปดาห์ละ 2 มื้อ
สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไป การรับประทานปลาสัปดาห์ละ 2 มื้อ มื้อละประมาณ 85-100 กรัมหลังปรุงสุก เป็นแนวทางที่ทำตามได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องกินทุกวันเพื่อหวังให้ไขมันในเลือดลดเร็วขึ้น
ผู้ที่มีโรคไต โรคตับ ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือได้รับคำแนะนำเฉพาะจากแพทย์ อาจต้องปรับปริมาณโปรตีน โซเดียม หรือชนิดปลาให้เหมาะกับโรคของตนเอง
เลือกปลาที่มีโอเมก้า 3 สูงสลับกัน
ปลาแซลมอน ซาร์ดีน แอนโชวี่ ปลาเฮริง และแมคเคอเรลบางชนิด เป็นแหล่งโอเมก้า 3 ที่ดี แต่ต้องระวังไม่ให้สับสนระหว่างแมคเคอเรลทั่วไปกับ “คิงแมคเคอเรล” ซึ่งเป็นปลาคนละชนิดและมีระดับสารปรอทสูงกว่า
ไม่จำเป็นต้องเลือกเฉพาะปลาราคาแพง ปลาขนาดเล็กบางชนิดให้ทั้งโปรตีน โอเมก้า 3 และมีแนวโน้มสะสมสารปรอทน้อยกว่า สิ่งสำคัญคือสลับชนิดปลาและเลือกแหล่งที่เชื่อถือได้
ปรุงด้วยน้ำมันและเกลือน้อย
การนึ่ง ต้ม อบ หรือย่างโดยไม่ให้ไหม้ ช่วยควบคุมพลังงานและไขมันได้ง่ายกว่าการชุบแป้งทอด หากต้องใช้เครื่องปรุง ควรชิมก่อนเติมน้ำปลา ซีอิ๊ว หรือซอสสำเร็จรูป โดยเฉพาะผู้ที่ต้องควบคุมความดันโลหิต
ควรเพิ่มผัก ธัญพืชไม่ขัดสี และอาหารที่มีใยอาหารในมื้อเดียวกัน แทนการรับประทานปลากับแป้งขัดสีหรืออาหารหวานในปริมาณมาก เพราะสุขภาพหัวใจขึ้นอยู่กับอาหารทั้งมื้อ ไม่ใช่เนื้อปลาเพียงอย่างเดียว
ใช้ปลาแทนเนื้อแปรรูป ไม่ใช่เพิ่มปลาเข้าไปอีกจาน
ประโยชน์ของปลาจะชัดเจนกว่าเมื่อใช้แทนเบคอน ไส้กรอก เนื้อสัตว์ติดมัน หรืออาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง หากยังรับประทานอาหารเดิมทั้งหมดแล้วเพิ่มปลาเข้าไป อาจทำให้พลังงานรวมสูงขึ้นและไม่ช่วยให้น้ำหนักหรือไขมันในเลือดดีขึ้น
ให้ความสำคัญกับความสดและความปลอดภัย
ควรซื้อปลาจากแหล่งที่รักษาอุณหภูมิได้เหมาะสม เนื้อปลาควรแน่น ไม่มีกลิ่นผิดปกติ และนำเข้าตู้เย็นโดยเร็วหลังซื้อ แยกปลาดิบออกจากอาหารพร้อมรับประทาน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนข้าม
ไม่ควรทิ้งปลาไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลานาน หากยังไม่ปรุงภายในระยะสั้นควรแช่แข็งตามความเหมาะสม และปรุงให้สุกอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
กินปลาแล้วไตรกลีเซอไรด์ยังสูง ต้องดูอะไรอีกบ้าง?
ไตรกลีเซอไรด์ไม่ได้ขึ้นกับปริมาณไขมันจากอาหารเพียงอย่างเดียว การได้รับน้ำตาล เครื่องดื่มหวาน แป้งขัดสี และแอลกอฮอล์มากเกินไป รวมถึงน้ำหนักเกิน เบาหวานที่ควบคุมไม่ดี และการเคลื่อนไหวร่างกายน้อย ล้วนทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นได้
หากเปลี่ยนมากินปลาแล้วผลเลือดยังไม่ดีขึ้น ควรทบทวนอาหารทั้งหมด ไม่ใช่หยุดมองเพียงชนิดปลา ผู้ที่มีผลตรวจผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และไม่ควรหยุดยาหรือเพิ่มผลิตภัณฑ์เสริมโอเมก้า 3 ด้วยตนเอง
สรุป กินปลาให้ดีต่อหัวใจ ต้องดูทั้งชนิด ปริมาณ และวิธีปรุง
ปลายังคงเป็นอาหารที่มีประโยชน์และเหมาะจะอยู่ในเมนูของผู้สูงอายุ แต่ไม่ได้เป็นยาขจัดลิ่มเลือดหรืออาหารวิเศษที่ยิ่งกินมากยิ่งดี ปลาเค็ม ปลาทอด และปลาบางชนิดที่มีสารปรอทสูง คือ 3 กลุ่มที่ควรพิจารณาปริมาณและความถี่อย่างรอบคอบ
หลักง่าย ๆ คือรับประทานปลาประมาณสัปดาห์ละ 2 มื้อ เลือกปลาหลากหลายชนิดที่มีสารปรอทต่ำ เน้นเมนูนึ่ง ต้ม อบ หรือย่างแบบไม่ไหม้ และใช้ปลาแทนอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวหรือผ่านการแปรรูปสูง เมื่อทำควบคู่กับอาหารที่สมดุล การออกกำลังกาย และการดูแลน้ำหนัก จึงจะช่วยส่งเสริมสุขภาพหัวใจได้อย่างแท้จริง
ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือมีระดับไขมันในเลือดผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารเพื่อวางแผนการรับประทานที่เหมาะกับสุขภาพของตนเอง
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี