ทำไมคนอังกฤษ "ผูกพันธ์กับชา" มากกว่ากาแฟ? ย้อนประวัติศาสตร์ มากกว่ารสชาติหรืออากาศ!

“Fancy a cuppa?” ทำไมชาหนึ่งถ้วยถึงสำคัญกับคนอังกฤษมากกว่าที่คิด
ทำไมคนอังกฤษถึงหลงรัก “ชา” มากกว่ากาแฟ? คำตอบไม่ได้มีแค่เรื่องรสชาติ แต่ซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์หลายร้อยปี
ภาพคนอังกฤษถือถ้วยชาร้อน ๆ ในวันที่อากาศครึ้ม กลายเป็นหนึ่งในภาพจำทางวัฒนธรรมที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี แต่ความนิยมในการดื่มชาของชาวอังกฤษไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะรสชาติหรือความเคยชินเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ ชนชั้นทางสังคม วิถีชีวิต และสภาพภูมิอากาศที่หล่อหลอมต่อเนื่องกันมาหลายร้อยปี
ข้อมูลจาก UK Tea & Infusions Association ระบุว่า ชาวอังกฤษบริโภคชาราว 100 ล้านถ้วยต่อวัน หรือคิดเป็นหลายหมื่นล้านถ้วยต่อปี แม้ปัจจุบันกาแฟจะได้รับความนิยมมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่และวัฒนธรรมคาเฟ่ แต่ “ชา” ก็ยังคงมีสถานะพิเศษในสังคมอังกฤษที่มากกว่าการเป็นเครื่องดื่มธรรมดา
จุดเริ่มต้นจากราชสำนัก ก่อนกลายเป็นเครื่องดื่มของคนทั้งประเทศ
ชาเริ่มได้รับความนิยมในราชสำนักอังกฤษอย่างเด่นชัดช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 หนึ่งในบุคคลสำคัญที่มักถูกกล่าวถึงคือ แคทเธอรีนแห่งบรากันซา (Catherine of Braganza) เจ้าหญิงโปรตุเกสที่เสกสมรสกับพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 2 แห่งอังกฤษในปี 1662
โปรตุเกสมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับเอเชียอยู่ก่อนแล้ว และวัฒนธรรมการดื่มชาก็แพร่หลายในหมู่ชนชั้นสูง เมื่อแคทเธอรีนนำความชื่นชอบในการดื่มชาเข้าสู่ราชสำนักอังกฤษ เครื่องดื่มจากเอเชียชนิดนี้จึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของความหรูหราและความทันสมัยในหมู่ชนชั้นสูง
ต่อมาเมื่อการค้าระหว่างอังกฤษกับเอเชียขยายตัวผ่านบริษัทอินเดียตะวันออก หรือ East India Company ชาก็ค่อย ๆ เข้าถึงคนทั่วไปมากขึ้น จากเดิมที่เป็นสินค้าราคาแพงสำหรับชนชั้นสูง ก็กลายเป็นเครื่องดื่มที่พบได้ในครัวเรือนทุกระดับ
“Fancy a cuppa?” ชาหนึ่งถ้วยที่มากกว่าคำชวนดื่ม
ในวัฒนธรรมอังกฤษ การถามว่า “Fancy a cuppa?” หรือประมาณว่า “เอาชาสักถ้วยไหม?” ไม่ได้หมายถึงการชวนดื่มชาอย่างเดียว แต่ยังเป็นการเปิดบทสนทนา แสดงความเป็นมิตร หรือใช้เป็นวิธีปลอบใจอีกฝ่ายในช่วงเวลาที่ไม่ดี
ไม่ว่าจะเพิ่งเจอวันทำงานหนัก มีเรื่องเครียด หรือได้รับข่าวไม่คาดคิด การเสนอชาร้อน ๆ ให้หนึ่งถ้วยถือเป็นท่าทีเรียบง่ายที่สื่อถึงความเอาใจใส่ การนั่งดื่มชาด้วยกันจึงกลายเป็นช่วงเวลาที่คนได้พัก พูดคุย และเชื่อมความสัมพันธ์โดยไม่ต้องมีพิธีรีตองมากนัก
วัฒนธรรม “tea break” ในสถานที่ทำงานก็มีส่วนทำให้ชายังคงอยู่ในชีวิตประจำวันของคนอังกฤษ การเดินไปชงชาให้ตัวเองและเพื่อนร่วมงานจึงกลายเป็นทั้งช่วงพักและช่วงเข้าสังคมในเวลาเดียวกัน
“Afternoon Tea” ทำให้ชากลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต
อีกหนึ่งภาพจำสำคัญของอังกฤษคือ Afternoon Tea หรือวัฒนธรรมการดื่มชายามบ่าย ซึ่งได้รับความนิยมในศตวรรษที่ 19 และมักเชื่อมโยงกับแอนนา รัสเซลล์ ดัชเชสแห่งเบดฟอร์ด ที่มีธรรมเนียมรับประทานของว่างและชาในช่วงระหว่างมื้อกลางวันกับมื้อเย็น
รูปแบบคลาสสิกของ Afternoon Tea มักประกอบด้วยชาร้อน เสิร์ฟคู่แซนด์วิชชิ้นเล็ก สโคนกับคลอตเต็ดครีมและแยม รวมถึงขนมหวานต่าง ๆ ก่อนจะพัฒนาเป็นธรรมเนียมที่เชื่อมโยงกับการพบปะสังสรรค์และการต้อนรับแขก
อย่างไรก็ตาม ชาที่คนอังกฤษดื่มในชีวิตประจำวันไม่ได้หรูหราแบบ Afternoon Tea เสมอไป สำหรับคนจำนวนมาก แค่ชาดำหนึ่งถ้วย เติมนมเล็กน้อย ก็เพียงพอสำหรับช่วงพักระหว่างวันแล้ว
ชาเหมาะกับการดื่มได้หลายช่วงเวลา
อีกเหตุผลหนึ่งที่ชากลายเป็นเครื่องดื่มประจำวันได้ง่าย คือชาหลายชนิดมีคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟหนึ่งถ้วยโดยทั่วไป แม้ปริมาณจริงจะขึ้นอยู่กับชนิดชา วิธีชง ปริมาณใบชา และระยะเวลาที่แช่ก็ตาม
คนอังกฤษจึงสามารถดื่มชาได้ตั้งแต่ตอนเช้า ช่วงสาย หลังอาหารกลางวัน ไปจนถึงช่วงเย็น โดยบางคนอาจเลือกชาที่ไม่มีคาเฟอีนหรือชาสมุนไพรในช่วงค่ำแทน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรสรุปว่าชา “ไม่ทำให้นอนไม่หลับ” เพราะชาดำและชาเขียวยังคงมีคาเฟอีน ผู้ที่ไวต่อคาเฟอีนอาจมีปัญหาการนอนได้เช่นเดียวกันหากดื่มในช่วงเย็นหรือก่อนนอน
อากาศเย็นและฝนบ่อย ทำให้เครื่องดื่มร้อนยิ่งเข้ากับชีวิตประจำวัน
ภูมิอากาศของสหราชอาณาจักรมีอากาศค่อนข้างเย็นและมีฝนตกตลอดทั้งปีในหลายพื้นที่ เครื่องดื่มร้อนจึงเข้ากับวิถีชีวิตได้เป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะในวันที่อากาศชื้น เย็น หรือครึ้ม
การถือแก้วชาร้อนช่วยสร้างความรู้สึกอบอุ่นและผ่อนคลาย ซึ่งอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ชากลายเป็นเครื่องดื่มที่เชื่อมโยงกับความสบายใจในวัฒนธรรมอังกฤษ แม้ปัจจุบันบ้านและสำนักงานจะมีระบบทำความร้อนดีขึ้นมากแล้วก็ตาม
ดังนั้น สภาพอากาศอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของความนิยมในชา แต่ก็เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้เครื่องดื่มร้อนชนิดนี้เข้ากับชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว
ชงง่าย ราคาจับต้องได้ และไม่ต้องมีอุปกรณ์ซับซ้อน
แม้ชาจะเคยเป็นเครื่องดื่มของชนชั้นสูง แต่ชาของคนอังกฤษยุคใหม่กลับเรียบง่ายอย่างมาก ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ Builder’s Tea ชาดำชงค่อนข้างเข้ม เติมนม และบางคนเติมน้ำตาล เสิร์ฟในแก้วหรือมักใบใหญ่ ๆ
การชงชาแบบทั่วไปต้องการเพียงถุงชา น้ำร้อน และนมเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องชงราคาแพง เครื่องบดเมล็ด หรือทักษะการสกัดแบบกาแฟ จึงเหมาะกับทั้งที่บ้าน สำนักงาน โรงงาน และไซต์งานก่อสร้าง
ความเรียบง่ายนี้ทำให้ชากลายเป็นเครื่องดื่มที่เข้าถึงได้ง่าย และสามารถปรับรสได้ตามความชอบของแต่ละคนว่าจะชงเข้มหรืออ่อน เติมนม เติมน้ำตาล หรือดื่มแบบไม่ใส่อะไรเลย
แล้วปัจจุบันคนอังกฤษยังดื่มชามากกว่ากาแฟอยู่ไหม?
แม้ภาพจำของอังกฤษจะผูกติดกับชาอย่างเหนียวแน่น แต่พฤติกรรมการบริโภคในปัจจุบันมีความหลากหลายมากขึ้น วัฒนธรรมกาแฟและร้านคาเฟ่เติบโตขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในเมืองใหญ่และกลุ่มคนวัยทำงาน
ดังนั้น การพูดว่า “คนอังกฤษทุกคนชอบชามากกว่ากาแฟ” อาจไม่ตรงกับความจริงของคนรุ่นใหม่ทั้งหมด สิ่งที่ชัดเจนกว่าคือ ชายังคงมีสถานะทางวัฒนธรรมที่กาแฟยังทดแทนได้ยาก เพราะถูกผูกเข้ากับทั้งประวัติศาสตร์ การต้อนรับ การพักผ่อน และความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน
สรุป ทำไมอังกฤษถึงกลายเป็นประเทศแห่งชา?
ความนิยมในชาของชาวอังกฤษไม่ได้เกิดจากเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง แต่เป็นผลจากประวัติศาสตร์หลายร้อยปี ตั้งแต่ราชสำนัก การค้าระหว่างประเทศ การแพร่กระจายจากชนชั้นสูงสู่คนทั่วไป ไปจนถึงธรรมเนียมการดื่มชาเพื่อพบปะและปลอบใจกัน
เมื่อรวมกับความสะดวกในการชง ราคาเข้าถึงง่าย และความเข้ากันได้กับอากาศเย็น ชาจึงค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตอังกฤษ แม้กาแฟจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่สำหรับคนจำนวนมากในสหราชอาณาจักร คำว่า “ชาสักถ้วยไหม?” ก็ยังเป็นมากกว่าคำถามเรื่องเครื่องดื่ม เพราะบางครั้งมันหมายถึง “มานั่งคุยกันสักหน่อยไหม?” นั่นเอง
- เฉลยแล้ว "น้ำอัดลม" ยี่ห้อแรกของโลก ไม่ใช่โค้ก-เป๊ปซี่ แต่พูดชื่อไปหลายคนร้องอ๋อ!
- "ซุปสวรรค์" เสวยมาเป็น 10 ปี แต่เมื่อรู้สูตร "ซูสีไทเฮา" สั่งประหารเชฟทันที เพราะอะไร?!

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี