ดื่มน้ำมากๆ กินคลีน ออกกำลังกาย แต่กลับไตวายเฉียบพลัน หมอเฉลย 3 จุดพลาด

ชายรักษาสุขภาพเคร่งครัด ดื่มน้ำ-กินจืด-ออกกำลังกาย แต่กลับไตวายเฉียบพลัน หมอเฉลย "จุดพลาด" ที่แลกด้วยชีวิต
ชายวัย 55 ปี ผู้ภาคภูมิใจในการใช้ชีวิตตามสิ่งที่หลายคนมองว่าเป็น "มาตรฐานการดูแลสุขภาพชั้นยอด" ไม่เคยคาดคิดเลยว่า พฤติกรรมที่เขาเพียรพยายามทำอย่างเคร่งครัดในทุกๆ วัน จะกลายเป็นคำตัดสินลงโทษประหารชีวิตสำหรับไตทั้งสองข้างของตนเอง
ด้วยความเชื่อที่ว่า การกินเจ/มังสวิรัติ ดื่มน้ำมากๆ และขยันออกกำลังกายคือ "กุญแจทอง" ในการยืดอายุขัย คุณหลี่ ชายชาวมณฑลเจ้อเจียง ประเทศจีน จึงภาคภูมิใจในตารางชีวิตของตนเองเป็นอย่างมาก ในแต่ละวัน เขาบังคับตัวเองให้ดื่มน้ำอย่างน้อย 3 ลิตร เดินให้ได้ 15,000 ก้าวโดยไม่เว้นแม้แต่วันเดียว และงดเว้นเนื้อสัตว์กับเกลือออกจากมื้ออาหารเกือบทั้งหมด ใครที่ได้ยินต่างก็คิดว่า คนที่มีวินัยและรักสุขภาพขนาดนี้น่าจะมีอายุยืนยาวถึงร้อยปี
ทว่าในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา คุณหลี่กลับรู้สึกอ่อนเพลียอย่างต่อเนื่อง ปัสสาวะมีฟองมากและสลายตัวช้า อีกทั้งยังตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางดึกอยู่บ่อยครั้ง ด้วยความเข้าใจผิดว่าเป็นเพียง "สัญญาณตามวัย" เขาจึงยิ่งเพิ่มความเข้มงวดในการออกกำลังกายและควบคุมอาหารมากขึ้น โดยหวังว่าร่างกายจะแข็งแรงขึ้นเพื่อสู้กับอาการเหล่านี้
เมื่อคนในครอบครัวเห็นสัญญาณผิดปกติ จึงพยายามเตือนให้เขาไปพบแพทย์ แต่คุณหลี่กลับปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง จนกระทั่งเขาเกิดอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง คันตามตัว และหมดสติไป ครอบครัวจึงได้นำตัวส่งโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน
ณ โรงพยาบาลในสังกัดแห่งที่สองของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเจ้อเจียง ประเทศจีน แพทย์ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า ไตทั้งสองข้างของคุณหลี่สูญเสียการทำงานไปอย่างสมบูรณ์ จนนำไปสู่ ภาวะยูเรียแบบเฉียบพลัน (Acute Uremia) ซึ่งเป็นภาวะที่ไตสูญเสียการทำงานอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ของเสียและสารพิษ เช่น ยูเรีย คั่งค้างในกระแสเลือดในปริมาณมากและรวดเร็ว จนเป็นอันตรายต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย
แม้ว่าทีมแพทย์จะพยายามฟอกเลือดและฟื้นฟูรักษาอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม แต่เขาก็ไม่สามารถผ่านพ้นวิกฤตไปได้ และเสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 55 ปี
3 พฤติกรรม "เหมือนจะดี" แต่กลับทำลายไตอย่างหนัก
เมื่อกล่าวถึงสาเหตุการเสียชีวิตอันน่าสลดของคุณหลี่ นพ. จางหนาน หัวหน้าแผนกเดินปัสสาวะและโรคไตของโรงพยาบาล ได้อธิบายว่า ภาวะยูเรียในเลือดสูง (Uremia) คือภาวะพิษที่รุนแรงที่สุดในระยะสุดท้ายของโรคไตเสื่อม
เมื่อไตทั้งสองข้างถูกทำลายอย่างหนัก ความสามารถในการกรองเลือดจะสูญเสียไปโดยสิ้นเชิง ขยะพิษที่มีไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบ (โดยเฉพาะยูเรีย) ไม่สามารถขับออกทางปัสสาวะได้ จึงสะสมอยู่ในกระแสเลือด แพร่กระจายไปทั่วร่างกาย และเข้าโจมตีระบบประสาท หลอดเลือดหัวใจ และระบบย่อยอาหารโดยตรง นี่คือภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายอย่างยิ่ง เพราะสารพิษจะเปลี่ยนเลือดให้กลายเป็นพิษร้ายแรง ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว
หลังจากได้ฟังครอบครัวเล่าถึงพฤติกรรมรักสุขภาพของคุณหลี่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นพ. จาง ถึงกับถอนหายใจและกล่าวว่า:
"การใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีเป็นสิ่งที่ดี แต่หากทำ 3 พฤติกรรมนี้ 'เกินขอบเขต' ก็ไม่ต่างอะไรจากการทำลายไตของตัวเองอยู่ทุกวัน!"
โดย 3 พฤติกรรม "หวังดีแต่ได้ผลร้าย" ของคุณหลี่ ได้แก่:
1. ดื่มน้ำมากเกินไป
การดื่มน้ำให้เพียงพอเป็นเรื่องดี แต่หลายคนกำลังเข้าใจผิดด้วยการ "บูชา" การดื่มน้ำวันละ 3 ถึง 4 ลิตรเพื่อล้างสารพิษ
นพ. จาง อธิบายว่า เมื่อปริมาณน้ำที่ร่างกายได้รับเกินกว่าความสามารถในการจัดการของไต หน่วยกรองไต (Glomerulus) จะต้องทำงานกรองน้ำอย่างต่อเนื่องโดยไม่ได้พัก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การดื่มน้ำมากเกินไปจะทำให้ความเข้มข้นของโซเดียมในเลือดเจือจางลง ก่อให้เกิดภาวะโซเดียมในเลือดต่ำ (Hyponatremia) เป็นซ้ำๆ ซึ่งกระตุ้นให้เซลล์ท่อไตเกิดอาการบวมและฟังก์ชันการกรองลดลงอย่างเฉียบพลัน นอกจากนี้ ในหลายกรณีอาจนำไปสู่ภาวะน้ำเป็นพิษเฉียบพลัน (Water Intoxication) ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
2. ออกกำลังกายหักโหมติดต่อกันเป็นเวลานาน
เช่นเดียวกับการดื่มน้ำ การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี แต่การออกกำลังกายเกินขีดจำกัด โดยเฉพาะหลังวัย 50 ปี อาจส่งผลเสียตรงกันข้ามและก่อให้เกิดอันตรายต่อไต
การพยายามเดินให้ครบ 15,000 ถึง 20,000 ก้าวทุกวันไม่ว่าจะเหนื่อยล้าแค่ไหนก็ตาม ถือเป็น "ภาระที่หนักเกินไป" แม้กระทั่งกับวัยรุ่น และสำหรับคนวัยกลางคนอย่างคุณหลี่ มันไม่ต่างอะไรจากหายนะ นพ. จาง ระบุว่า การเคลื่อนไหวร่างกายเกินขีดความสามารถจะทำให้เซลล์กล้ามเนื้อขาดเลือดเฉพาะที่ ส่งผลให้เกิด ภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (Rhabdomyolysis) ซึ่งจะปลดปล่อย ไมโอโกลบิน (Myoglobin) ปริมาณมากเข้าสู่กระแสเลือด สารนี้จะเข้าไปอุดตันในท่อไตเปรียบเสมือนปูนซีเมนต์ที่แห้งแข็งอุดตันท่อน้ำ ท้ายที่สุดจึงก่อให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันโดยตรง
3. รับประทานอาหาร "รสจืดจัด" งดเนื้อสัตว์และเกลืออย่างสิ้นเชิง
การควบคุมปริมาณเนื้อสัตว์และเกลืออย่างเหมาะสมจะช่วยให้ไตและอวัยวะอื่นๆ แข็งแรงขึ้น แต่การงดเว้นอย่างสุดโต่งกลับเป็นคนละเรื่องกัน
หลายคนเข้าใจผิดเหมือนคุณหลี่ ว่าการกินจืดคือการตัดน้ำมัน เนื้อสัตว์ และเกลือออกไปโดยสิ้นเชิง การขาดโปรตีนเป็นเวลานานทำให้เซลล์เยื่อบุท่อไตขาดวัตถุดิบในการซ่อมแซม บังคับให้ร่างกายต้องสลายกล้ามเนื้อของตัวเองเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงาน ซึ่งสร้างขยะที่มีไนโตรเจนเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าให้ไตต้องขับออก นอกจากนี้ การขาดโซเดียมอย่างรุนแรงยังทำให้แรงดันในหน่วยกรองไตเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้โครงสร้างไตเสียหายรวดเร็วไม่แพ้พฤติกรรมการกินเค็มจัดเลยทีเดียว
.jpg?ip/resize/w728/q80/jpg)
บทเรียนราคาแพง
นอกเหนือจากพฤติกรรมสุดโต่งทั้ง 3 ประการข้างต้นแล้ว คุณหลี่ยังตกหลุมพรางความผิดพลาดครั้งใหญ่จากการมองข้าม "สัญญาณเตือนระยะแรก" ของร่างกาย ไตเป็น "อวัยวะที่เงียบเชียบ" และมักไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวดในระยะแรก การตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึกมากกว่า 2 ครั้งอยู่บ่อยๆ ปัสสาวะมีฟองหนาและสลายตัวช้า (คล้ายฟองเบียร์) หรืออาการอ่อนเพลียโดยไม่มีสาเหตุ สัญญาณเหล่านี้ล้วนเป็น "เสียงร้องขอความช่วยเหลือ" ที่มีค่ายิ่ง การชะล่าใจและคิดว่าเป็นเพียงความเหนื่อยล้าตามวัย ทำให้โรคดำเนินไปอย่างเงียบๆ จนเกิดภาวะแทรกซ้อนของโรคยูเรียในเลือดสูงในระยะสุดท้าย และสูญเสีย "ช่วงเวลาทอง" ในการรักษาไปอย่างน่าเสียดาย
เรื่องราวน่าเศร้าของคุณหลี่ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับพวกเราทุกคนในการดำเนินชีวิตและการดูแลสุขภาพ อย่าเปลี่ยนพฤติกรรมที่ดีให้กลายเป็น "ฆาตกร" บั่นทอนสุขภาพเพียงเพราะนำไปใช้ผิดวิธี ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำและไปพบแพทย์ทันทีเมื่อพบสัญญาณผิดปกติ อย่าประมาทหรือ "ตั้งตนเป็นหมอเอง" เพราะสุขภาพบ่อยครั้งเป็นเส้นทางเดินรถทางเดียว เมื่อตรวจพบโรคในระยะรุนแรงแล้ว ต่อให้เสียใจแค่ไหนก็ไม่มีทางแก้ไขได้อีกต่อไป
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



