"สฟิงซ์" สร้างโดยใคร อายุเท่าไร ใต้เท้าซ่อนอะไรอยู่? ปริศนาอียิปต์ 4,500 ปีที่โลกสงสัย!

มหาสฟิงซ์แห่งกิซาซ่อนความลับอะไรไว้? ปริศนาอายุและต้นกำเนิดที่นักโบราณคดียังถกเถียง
ทำไม “สฟิงซ์” ถึงยังเต็มไปด้วยข้อห้าม? เปิดปมอุโมงค์ลับ-อายุจริง-ผู้สร้างตัวจริง
ตั้งตระหง่านอยู่บนที่ราบสูงกิซา ชานกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ “มหาสฟิงซ์แห่งกิซา” (Great Sphinx of Giza) คือหนึ่งในโบราณสถานที่เป็นสัญลักษณ์ของอารยธรรมอียิปต์โบราณ และยังเต็มไปด้วยคำถามที่นักโบราณคดีพยายามหาคำตอบมานานหลายศตวรรษ
รูปสลักขนาดมหึมานี้มีลักษณะเป็นลำตัวสิงโตและศีรษะมนุษย์ มีความยาวประมาณ 73 เมตร และสูงประมาณ 20 เมตร โดยสลักขึ้นจากชั้นหินปูนธรรมชาติบนที่ราบสูงกิซาโดยตรง ต่างจากมหาพีระมิดที่สร้างขึ้นจากการนำก้อนหินจำนวนมหาศาลมาวางเรียงซ้อนกัน
อย่างไรก็ตาม แม้สฟิงซ์จะมีชื่อเสียงไปทั่วโลก แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ เอกสารอียิปต์โบราณที่หลงเหลืออยู่ไม่ได้บันทึกรายละเอียดอย่างชัดเจนว่า ใครเป็นผู้สร้าง เริ่มก่อสร้างเมื่อใด หรือมีวัตถุประสงค์ดั้งเดิมอะไร ทำให้นักวิชาการต้องอาศัยหลักฐานจากสถาปัตยกรรมโดยรอบ ลักษณะทางธรณีวิทยา และโบราณวัตถุอื่นมาประกอบการวิเคราะห์
สฟิงซ์สร้างขึ้นในยุคของฟาโรห์คาเฟรจริงหรือไม่?
ทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในวงการอียิปต์วิทยาระบุว่า มหาสฟิงซ์น่าจะถูกสร้างขึ้นในสมัยฟาโรห์คาเฟร (Khafre) แห่งราชวงศ์ที่ 4 ราว 2,500 ปีก่อนคริสตกาล เนื่องจากตำแหน่งของสฟิงซ์เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับพีระมิดคาเฟร วิหารหุบเขา และเส้นทางพิธีกรรมในบริเวณเดียวกัน
นอกจากนี้ หินปูนที่ถูกตัดออกจากพื้นที่รอบตัวสฟิงซ์ ยังมีลักษณะสอดคล้องกับหินที่ถูกนำไปใช้สร้างวิหารใกล้เคียง จึงเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญที่สนับสนุนว่า โครงการเหล่านี้อาจถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
อย่างไรก็ดี ยังมีนักวิจัยบางกลุ่มเสนอว่าสฟิงซ์อาจมีอายุเก่าแก่กว่านั้น โดยอ้างรูปแบบการผุกร่อนของหินและรายละเอียดทางธรณีวิทยา แต่แนวคิดดังกล่าวยังไม่ได้รับการยอมรับเป็นข้อสรุปหลักในวงการโบราณคดี
ร่องน้ำโบราณ จุดเล็ก ๆ ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่
หนึ่งในรายละเอียดที่ถูกนำมาใช้ถกเถียงเรื่องอายุของสฟิงซ์ คือร่องหรือทางระบายน้ำบริเวณเส้นทางเชื่อมต่อกับพีระมิดคาเฟร นักวิจัยบางรายมองว่าโครงสร้างดังกล่าวอาจถูกสร้างขึ้นเพื่อระบายน้ำฝนออกจากพื้นที่เหมืองหินและเส้นทางพิธีกรรม
ข้อสังเกตนี้นำไปสู่คำถามว่า หากสฟิงซ์มีอยู่แล้วในขณะก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างรอบข้าง เหตุใดจึงมีการออกแบบทางน้ำซึ่งอาจทำให้บริเวณใกล้รูปสลักเกิดการกัดเซาะได้ แต่การใช้ร่องน้ำเพียงจุดเดียวเพื่อกำหนดอายุของสฟิงซ์ยังไม่เพียงพอ เพราะการก่อสร้างและปรับปรุงพื้นที่กิซาอาจเกิดขึ้นหลายระยะ
ร่องรอยบนตัวสฟิงซ์บอกอะไรเกี่ยวกับอดีต?
ตัวมหาสฟิงซ์ถูกสลักจากชั้นหินปูนหลายระดับ ซึ่งมีความแข็งแตกต่างกัน บางชั้นมีเนื้อหินอ่อนและสึกกร่อนได้ง่าย ขณะที่บางชั้นแข็งกว่าและทนต่อสภาพอากาศได้มากกว่า
เมื่อผ่านเวลาหลายพันปี ลม ทราย น้ำฝน ความชื้น และความแตกต่างของคุณสมบัติหินแต่ละชั้น จึงทำให้เกิดร่องรอยผุกร่อนที่มีลักษณะไม่สม่ำเสมอ บางบริเวณสึกกร่อนเป็นร่องลึก ขณะที่บางส่วนยังคงรูปทรงได้ดีกว่า
ลักษณะเหล่านี้ทำให้สฟิงซ์กลายเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับนักธรณีวิทยา เพราะสามารถใช้ศึกษาทั้งกระบวนการผุกร่อนของหินและสภาพแวดล้อมของที่ราบสูงกิซาในอดีต แต่การตีความร่องรอยดังกล่าวยังมีความเห็นแตกต่างกันว่าปัจจัยใดมีบทบาทมากที่สุด
สฟิงซ์กับวิหารของฟาโรห์คาเฟร
บริเวณด้านหน้ามหาสฟิงซ์มีสิ่งก่อสร้างที่เรียกว่า “วิหารสฟิงซ์” ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับวิหารหุบเขาของฟาโรห์คาเฟร การจัดวางตำแหน่งของอาคารเหล่านี้ทำให้นักโบราณคดีจำนวนมากเชื่อว่า สฟิงซ์อาจเป็นส่วนหนึ่งของโครงการสถาปัตยกรรมและพิธีกรรมขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงกับพระราชอำนาจของฟาโรห์
ภายในวิหารสฟิงซ์มีหลักฐานของฐานหรือช่องสำหรับประดิษฐานรูปสลักหลายตำแหน่ง รวมถึงการวางแนวอาคารที่สัมพันธ์กับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ นักวิจัยจึงเสนอว่า สถานที่แห่งนี้อาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมด้านสุริยเทพและแนวคิดเรื่องการฟื้นคืนชีพของกษัตริย์หลังความตาย
อย่างไรก็ตาม การตีความเชิงสัญลักษณ์ เช่น การเชื่อมจำนวนรูปสลักกับจำนวนชั่วโมงในหนึ่งวัน ยังไม่ใช่ข้อสรุปที่มีหลักฐานรองรับอย่างเด็ดขาด จึงควรมองเป็นสมมติฐานทางวิชาการมากกว่า तथ्यที่ยืนยันแล้ว
หลักฐานการบูชาฟาโรห์คาเฟรหลังสิ้นพระชนม์
การขุดค้นพื้นที่รอบกิซายังพบหลักฐานเกี่ยวกับนักบวชและพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับฟาโรห์คาเฟร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการบูชากษัตริย์องค์นี้ยังดำเนินต่อไปอีกหลายชั่วคนหลังพระองค์สิ้นพระชนม์
หลักฐานดังกล่าวช่วยเสริมแนวคิดว่า พีระมิด วิหาร และสฟิงซ์อาจเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์เดียวกัน ซึ่งใช้ประกอบพิธีกรรมเพื่อรักษาความทรงจำและสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของฟาโรห์ในโลกหลังความตาย
ข้างในสฟิงซ์มีห้องลับจริงหรือ?
คำถามที่ได้รับความสนใจมากที่สุดข้อหนึ่งคือ ภายในหรือใต้มหาสฟิงซ์มีห้องลับ อุโมงค์ หรือ “หอจดหมายเหตุโบราณ” ซ่อนอยู่หรือไม่ เรื่องนี้ถูกเล่าต่อกันมานาน ทั้งในหนังสือแนวลึกลับและทฤษฎีสมคบคิดต่าง ๆ
ที่ผ่านมาเคยมีการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ในบริเวณรอบสฟิงซ์ และพบความผิดปกติใต้พื้นดินบางจุด แต่ความผิดปกติเหล่านั้นไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นห้องที่มนุษย์สร้างขึ้น เพราะอาจเกิดจากโพรงธรรมชาติ รอยแตกของชั้นหิน หรือความแตกต่างทางธรณีวิทยา
จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานทางโบราณคดีที่น่าเชื่อถือยืนยันว่ามีห้องลับขนาดใหญ่หรือคลังความรู้โบราณซ่อนอยู่ใต้สฟิงซ์ตามตำนาน
จริงหรือไม่ที่ “ห้ามนักวิทยาศาสตร์สำรวจ” สฟิงซ์?
คำกล่าวที่ว่าอียิปต์ “ห้ามการสำรวจทางวิทยาศาสตร์” บริเวณมหาสฟิงซ์ทั้งหมดนั้นไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะตลอดหลายทศวรรษมีทั้งนักโบราณคดี นักธรณีวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์เข้าศึกษาพื้นที่แห่งนี้อย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การขุดเจาะหรือสำรวจแบบที่อาจทำให้โบราณสถานเสียหายจะถูกควบคุมอย่างเข้มงวด เนื่องจากมหาสฟิงซ์มีอายุนับพันปีและมีปัญหาการผุกร่อนอยู่แล้ว การทำงานทุกขั้นตอนจึงต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานด้านโบราณวัตถุของอียิปต์ และต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์เป็นหลัก
ดังนั้น การที่โครงการบางประเภทไม่ได้รับอนุญาต ไม่ได้หมายความว่ามีการปกปิดความลับ แต่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงที่อาจเกิดกับโบราณสถาน รวมถึงมาตรฐานทางวิชาการและการอนุรักษ์ที่ต้องผ่านการพิจารณาอย่างละเอียด
สฟิงซ์ไม่ใช่ 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์โลกยุคโบราณ
อีกข้อมูลที่มักถูกกล่าวถึงอย่างคลาดเคลื่อนคือ มหาสฟิงซ์เป็นสิ่งมหัศจรรย์โลกยุคโบราณเพียงแห่งเดียวที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ความจริงแล้วสถานที่ที่อยู่ในรายชื่อ 7 สิ่งมหัศจรรย์โลกยุคโบราณคือ มหาพีระมิดแห่งกิซา ไม่ใช่มหาสฟิงซ์
อย่างไรก็ตาม สฟิงซ์และมหาพีระมิดตั้งอยู่ในพื้นที่กิซาเดียวกัน และเป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ทางโบราณคดีที่มีความสำคัญระดับโลก จึงมักถูกกล่าวถึงร่วมกันจนทำให้เกิดความสับสน
ปริศนาที่อาจต้องรอหลักฐานใหม่
แม้มหาสฟิงซ์จะได้รับการศึกษามานาน แต่คำถามหลายข้อยังไม่มีคำตอบเด็ดขาด ทั้งเรื่องผู้สร้างที่แท้จริง ความหมายดั้งเดิม ลักษณะใบหน้าที่ตั้งใจให้เป็นตัวแทนของใคร ตลอดจนรายละเอียดของการก่อสร้างและการปรับปรุงในแต่ละยุค
สิ่งที่นักโบราณคดีทราบมากขึ้นในปัจจุบันคือ สฟิงซ์ไม่ได้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิทัศน์ศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ที่ประกอบด้วยพีระมิด วิหาร สุสาน และเส้นทางพิธีกรรม ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างกษัตริย์ ศาสนา และแนวคิดเรื่องชีวิตหลังความตายของชาวอียิปต์โบราณ
ผ่านเวลาราว 4,500 ปี มหาสฟิงซ์แห่งกิซาจึงยังคงทำหน้าที่เหมือนผู้พิทักษ์เงียบ ๆ ที่มองออกไปเหนือทะเลทราย และแม้เทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยเปิดเผยความลับได้มากขึ้น แต่คำถามบางข้อก็ยังรอหลักฐานชิ้นใหม่ที่จะมาเติมเต็มเรื่องราวของหนึ่งในโบราณสถานที่ลึกลับที่สุดของโลก
- ครั้งแรกที่ต่างชาติบันทึกถึง “สยาม” เมื่อ 500 ปีก่อน รู้ไหมว่าพวกเขาพูดถึงเราอย่างไร?
- "ฮ่องเต้ผู้อาภัพ" สิ้นพระชนม์ 100 ปี หัตถ์ยังกำ "สิ่งนี้" ไว้แน่น ผู้เชี่ยวชาญถึงกับร่ำไห้

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี


