หญิงวัย 50 ช็อก! เป็น "กระดูกพรุน" ก่อนหมอสะดุดตา "มื้อเช้า" ที่กินประจำ

หญิงวัย 50 ช็อก! เป็น "กระดูกพรุน" ก่อนหมอสะดุดตา "มื้อเช้า" ที่กินประจำ

หญิงวัย 50 ช็อก! เป็น "กระดูกพรุน" ก่อนหมอสะดุดตา "มื้อเช้า" ที่กินประจำ
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หญิงวัย 50 กระดูกพรุน แพทย์สะดุดพฤติกรรมกิน “ขนมปัง” ทุกวัน ชี้เป็นอาหารเสี่ยง แต่ต้นเหตุไม่ได้อยู่ที่ขนมปังอย่างเดียว

หลายคนมองว่าโรคกระดูกพรุนเป็นเรื่องของผู้สูงอายุ หรือเกิดเฉพาะในคนที่รับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอเท่านั้น แต่ความแข็งแรงของกระดูกขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งอายุ ฮอร์โมน พันธุกรรม โภชนาการ การออกกำลังกาย โรคประจำตัว และยาบางชนิด

กรณีหญิงวัยใกล้ 50 ปีจากไต้หวันกำลังได้รับความสนใจ หลังตรวจพบค่าความหนาแน่นของกระดูกอยู่ในระดับโรคกระดูกพรุน ขณะซักประวัติ แพทย์พบว่าเธออยู่ในช่วงวัยหมดประจำเดือน ไม่ค่อยทำกิจกรรมกลางแจ้ง และนิยมรับประทานขนมปังเป็นประจำ จึงตั้งข้อสังเกตถึงอาหารแปรรูปที่อาจมีสารเติมแต่งกลุ่มฟอสเฟต

แต่ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวควรมองเป็นบทเรียนเรื่องภาพรวมของอาหารและปัจจัยเสี่ยง มากกว่าสรุปว่าขนมปังคือต้นเหตุโดยตรง 


ค่า T-score ต่ำกว่า -2.5 หมายความว่าอย่างไร?

การตรวจความหนาแน่นของมวลกระดูกมักทำด้วยเครื่อง DXA ซึ่งเปรียบเทียบความหนาแน่นของกระดูกผู้รับการตรวจกับค่ามาตรฐานของผู้ใหญ่สุขภาพดี ผลลัพธ์ส่วนหนึ่งจะแสดงเป็นค่า T-score

  • T-score ตั้งแต่ -1 ขึ้นไป อยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • T-score ต่ำกว่า -1 แต่สูงกว่า -2.5 จัดเป็นภาวะมวลกระดูกต่ำ
  • T-score เท่ากับหรือต่ำกว่า -2.5 เข้าเกณฑ์โรคกระดูกพรุน

เมื่อความหนาแน่นของกระดูกลดลง กระดูกจะสูญเสียความแข็งแรงและมีโอกาสแตกหักได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะบริเวณสะโพก กระดูกสันหลัง และข้อมือ แพทย์จึงต้องพิจารณาค่า T-score ร่วมกับอายุ ประวัติกระดูกหัก โรคประจำตัว ยาที่ใช้ และปัจจัยเสี่ยงอื่น ไม่ใช่อาศัยตัวเลขเพียงค่าเดียว

แพทย์ไต้หวันพบอะไรจากพฤติกรรมการกิน?

นพ.เว่ย ซื่อหาง แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวในไต้หวัน เคยเล่ากรณีดังกล่าวผ่านรายการสุขภาพ โดยระบุว่า ผู้ป่วยเพิ่งเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนและตรวจพบค่า T-score ต่ำกว่า -2.5 นอกจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแล้ว เธอยังไม่ค่อยออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้งและชอบรับประทานขนมปัง

แพทย์ตั้งข้อสังเกตว่า ขนมปังและขนมอบที่ผลิตในระบบอุตสาหกรรมบางชนิดอาจใช้สารเติมแต่งกลุ่มฟอสเฟต เพื่อช่วยเรื่องการขึ้นฟู ปรับเนื้อสัมผัส หรือยืดอายุผลิตภัณฑ์ หากรับประทานอาหารแปรรูปหลายชนิดเป็นประจำ ปริมาณฟอสฟอรัสรวมในแต่ละวันก็อาจสูงขึ้นโดยไม่รู้ตัว

จุดสำคัญคือ ขนมปังไม่ได้มีฟอสเฟตสูงทุกชนิด สูตรและกระบวนการผลิตของแต่ละผลิตภัณฑ์แตกต่างกัน ขนมปังธรรมดาที่รับประทานในปริมาณเหมาะสมจึงไม่ควรถูกเหมารวมว่าเป็นอาหารทำลายกระดูก

ฟอสฟอรัสจำเป็นต่อร่างกาย แล้วทำไมจึงถูกตั้งข้อสังเกต?

ฟอสฟอรัสเป็นแร่ธาตุจำเป็นที่เป็นส่วนประกอบของกระดูกและฟัน รวมถึงมีบทบาทต่อการสร้างพลังงานและการทำงานของเซลล์ ร่างกายจึงไม่ควรขาดแร่ธาตุชนิดนี้ และฟอสฟอรัสที่พบตามธรรมชาติในปลา นม ไข่ เนื้อสัตว์ ถั่ว และธัญพืช ไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงทั้งหมด

ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสนใจคือ ฟอสเฟตในรูปสารเติมแต่งอาหาร ซึ่งร่างกายดูดซึมได้ง่ายกว่าฟอสฟอรัสจากพืช สำนักงานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุว่า ฟอสเฟตจากสารเติมแต่งมีอัตราการดูดซึมประมาณ 70% และอาจเพิ่มปริมาณฟอสฟอรัสที่ได้รับในแต่ละวันได้มาก

ถึงกระนั้น ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่า การบริโภคฟอสเฟตในปริมาณที่กฎหมายอนุญาตทำให้คนสุขภาพดีเป็นโรคกระดูกพรุนโดยตรง ไตของคนที่มีสุขภาพดีสามารถควบคุมและขับฟอสฟอรัสส่วนเกินได้ค่อนข้างดี ส่วนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังเป็นกลุ่มที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษและควรทำตามคำแนะนำของแพทย์

ทำไมผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจึงเสี่ยงมากขึ้น?

เมื่อเข้าสู่วัยหมดประจำเดือน ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลง ทำให้กระบวนการสลายกระดูกเกิดเร็วกว่าการสร้างกระดูกใหม่ ผู้หญิงในช่วงนี้จึงสูญเสียมวลกระดูกเร็วขึ้น และอาจเข้าสู่ภาวะมวลกระดูกต่ำหรือโรคกระดูกพรุนได้

หากมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักตัวต่ำ สูบบุหรี่ มีประวัติกระดูกสะโพกหักในครอบครัว เคยกระดูกหักจากอุบัติเหตุไม่รุนแรง ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน หรือมีโรคที่กระทบต่อการดูดซึมสารอาหาร ความเสี่ยงก็อาจสูงขึ้นอีก

ดังนั้น ในกรณีของหญิงชาวไต้หวัน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การทำกิจกรรมกลางแจ้งน้อย และรูปแบบอาหารโดยรวม ล้วนเป็นข้อมูลที่ควรพิจารณาร่วมกัน ไม่ควรชี้ไปที่อาหารเช้าชนิดเดียว

3 กลุ่มอาหารที่อาจมีฟอสเฟตเป็นสารเติมแต่ง

1. ขนมปังและขนมอบบรรจุห่อบางชนิด

ผลิตภัณฑ์บางสูตรอาจใช้ฟอสเฟตในสารช่วยให้ขึ้นฟู สารปรับสภาพแป้ง หรือสารคงตัว แต่ไม่ได้หมายความว่าขนมปังทุกก้อนมีปริมาณสูงเท่ากัน ผู้บริโภคสามารถตรวจรายชื่อส่วนประกอบและสลับรับประทานอาหารชนิดอื่นเพื่อให้มื้ออาหารหลากหลายขึ้น

2. เนื้อสัตว์แปรรูป

ไส้กรอก แฮม เบคอน ลูกชิ้น และเนื้อสัตว์กระป๋องบางชนิดอาจเติมฟอสเฟต เพื่อช่วยรักษาความชุ่มชื้น ปรับเนื้อสัมผัส และยืดอายุการเก็บรักษา อาหารกลุ่มนี้ยังอาจมีโซเดียมและไขมันอิ่มตัวสูง จึงควรรับประทานเป็นครั้งคราวมากกว่าใช้เป็นอาหารหลักทุกวัน

3. อาหารแปรรูปขั้นสูง

บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารแช่แข็ง ชีสแปรรูป และน้ำอัดลมบางชนิดอาจมีสารประกอบฟอสเฟต แต่ปริมาณแตกต่างกันไปตามผลิตภัณฑ์ หากต้องการสังเกตฉลาก สามารถมองหาชื่อส่วนประกอบที่มีคำว่า “ฟอสเฟต” หรือ “phosphate”

แนวทางที่เหมาะสมไม่ใช่การตัดอาหารเหล่านี้ออกทั้งหมด แต่ควรลดความถี่ เลือกอาหารสดมากขึ้น และไม่รับประทานอาหารแปรรูปหลายชนิดซ้ำกันเป็นประจำ ผู้ที่เป็นโรคไตไม่ควรปรับอาหารเอง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหารซึ่งสามารถประเมินระดับฟอสฟอรัสและสารอาหารอื่นได้อย่างเหมาะสม

กาแฟทำให้กระดูกพรุนจริงหรือไม่?

คาเฟอีนอาจเพิ่มการขับแคลเซียมทางปัสสาวะเล็กน้อย แต่การดื่มกาแฟในปริมาณพอเหมาะไม่ถือเป็นสาเหตุโดยตรงของโรคกระดูกพรุนในผู้ใหญ่สุขภาพดีที่ได้รับแคลเซียมเพียงพอ ความเสี่ยงของแต่ละคนยังขึ้นอยู่กับอายุ ปริมาณคาเฟอีน อาหาร และภาวะสุขภาพร่วมด้วย

ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคกระดูกพรุน มีภาวะขาดแคลเซียม หรือดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนจำนวนมาก ควรสอบถามแพทย์ว่าควรปรับปริมาณอย่างไร การเติมนมหรือเลือกดื่มกาแฟควบคู่กับมื้ออาหารที่มีแคลเซียม อาจช่วยให้ได้รับสารอาหารสมดุลขึ้น แต่ไม่สามารถใช้แทนการรักษาได้

ดูแลกระดูกให้แข็งแรง ไม่ใช่แค่ดื่มนม

รับแคลเซียมและวิตามินดีให้เพียงพอ

แคลเซียมเป็นองค์ประกอบสำคัญของกระดูก ส่วนวิตามินดีช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น แหล่งแคลเซียมที่พบได้ทั่วไป ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์นม เต้าหู้ที่ใช้แคลเซียมในการจับตัว ปลาตัวเล็กที่รับประทานได้ทั้งกระดูก และผักใบเขียวบางชนิด

วิตามินดีพบในปลาที่มีไขมัน ไข่แดง และอาหารเสริมวิตามินดีบางชนิด ส่วนการรับแสงแดดควรทำอย่างเหมาะสมตามสภาพผิว เวลา และคำแนะนำด้านสุขภาพ ไม่จำเป็นต้องตากแดดจัดเป็นเวลานาน

รับประทานโปรตีนอย่างเหมาะสม

โปรตีนเป็นส่วนประกอบของโครงสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อ การมีกล้ามเนื้อแข็งแรงยังช่วยเรื่องการทรงตัวและลดโอกาสหกล้ม ควรเลือกรับประทานโปรตีนจากปลา ไข่ ถั่ว เต้าหู้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และอาหารชนิดอื่นอย่างหลากหลาย

ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนักและฝึกกล้ามเนื้อ

กิจกรรมที่ร่างกายต้องรับน้ำหนัก เช่น เดินเร็ว ขึ้นบันได เต้นรำ และการฝึกแรงต้าน ช่วยกระตุ้นกระดูกและเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ควรเลือกรูปแบบและระดับความหนักให้เหมาะกับวัยและสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ที่มีกระดูกพรุนหรือเคยกระดูกหักควรได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางการแพทย์ก่อน

อาหาร 5 ชนิดที่ถูกกล่าวถึง ดีต่อกระดูกแค่ไหน?

สาหร่ายทะเล บางชนิดมีแคลเซียม แต่ปริมาณแตกต่างกันมากและอาจมีไอโอดีนหรือโซเดียมสูง จึงไม่ควรใช้เป็นแหล่งแคลเซียมหลักเพียงอย่างเดียว ส่วน ไข่ ให้โปรตีนและมีวิตามินดีในไข่แดง แต่ปริมาณวิตามินดีไม่ได้สูงเท่ากับปลาที่มีไขมัน

ปลาแซลมอน เป็นแหล่งโปรตีน วิตามินดี และกรดไขมันโอเมก้า 3 ขณะที่ กีวี ให้วิตามินซีและวิตามินเค ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างคอลลาเจนและกระบวนการทำงานของกระดูก ส่วน มะม่วง ให้วิตามินซีและสารพฤกษเคมี แต่ไม่ได้มีคุณสมบัติรักษาโรคกระดูกพรุนโดยตรง

หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่การเลือกอาหารพิเศษชนิดใดชนิดหนึ่ง แต่เป็นการรับประทานอาหารหลากหลายให้ได้แคลเซียม วิตามินดี โปรตีน และพลังงานอย่างเพียงพอ ผู้ที่สงสัยว่าขาดสารอาหารไม่ควรซื้อผลิตภัณฑ์เสริมมารับประทานในปริมาณสูงเอง เพราะการได้รับบางชนิดมากเกินไปอาจก่อผลเสียได้

ใครควรตรวจความหนาแน่นของกระดูก?

แนวทางของคณะทำงานด้านบริการป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกาแนะนำให้ผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปตรวจคัดกรองโรคกระดูกพรุน ส่วนผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่อายุต่ำกว่า 65 ปี ควรประเมินปัจจัยเสี่ยงก่อน และตรวจด้วยเครื่อง DXA เมื่อพบว่ามีความเสี่ยงต่อกระดูกหักเพิ่มขึ้น

ผู้ที่เคยกระดูกหักจากแรงกระแทกเพียงเล็กน้อย มีประวัติครอบครัวกระดูกสะโพกหัก น้ำหนักตัวต่ำ ใช้ยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน หรือมีโรคที่ส่งผลต่อกระดูก ควรปรึกษาแพทย์โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเกณฑ์อายุ การตรวจที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับประวัติของแต่ละคน

สรุป กินขนมปังได้ แต่ต้องดูภาพรวมของอาหารและความเสี่ยง

กรณีหญิงวัย 50 ปีที่ตรวจพบโรคกระดูกพรุนสะท้อนให้เห็นว่า ความแข็งแรงของกระดูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับแคลเซียมเพียงอย่างเดียว การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน การเคลื่อนไหวร่างกาย ปริมาณวิตามินดี โปรตีน โรคประจำตัว และรูปแบบอาหารทั้งหมดล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง

ขนมปังไม่ใช่สาเหตุโดยตรงของโรคกระดูกพรุน และไม่จำเป็นต้องเลิกรับประทาน เพียงควรลดการพึ่งพาอาหารแปรรูป ตรวจฉลาก เลือกอาหารสดให้หลากหลาย และประเมินความเสี่ยงกับแพทย์ โดยเฉพาะผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนหรือผู้ที่เคยกระดูกหักง่าย

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล