สทนช. ขับเคลื่อนแผนแม่บทลุ่มน้ำโขง พลิกโฉม "หนองหาร-ห้วยหลวงตอนล่าง" แก้วิกฤตน้ำท่วม-ภัยแล้งยั่งยืน

สทนช. รุกขับเคลื่อนแผนแม่บทลุ่มน้ำโขงอีสาน นำร่องพลิกโฉม "หนองหาร-ห้วยหลวงตอนล่าง" แก้วิกฤตน้ำท่วม-ภัยแล้งยั่งยืน
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เดินหน้าขับเคลื่อนแผนแม่บทลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ ชูการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เป็นกลไกหลัก ลงพื้นที่เจาะลึก 2 โครงการยักษ์ เริ่มจากเร่งรัดแผนพัฒนา "หนองหาร" จังหวัดสกลนคร สู่การผลักดันเมกะโปรเจกต์ "ห้วยหลวงตอนล่าง" จังหวัดหนองคาย มุ่งสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรแบบเบ็ดเสร็จ

เร่งเครื่อง “หนองหาร” ชูบึงสีไฟ
นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) พร้อมด้วย นางรณิดา เหลืองฐิติสกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดสกลนคร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเริ่มต้นที่ "หนองหาร" จังหวัดสกลนคร พร้อมมอบนโยบายสำคัญเร่งด่วน คือ "ส่วนประกอบใดสร้างเสร็จ ให้เปิดใช้งานช่วยเหลือประชาชนทันที โดยไม่ต้องรอให้จบทั้งโครงการ"
จากการตรวจสอบพบว่า แผนพัฒนาหนองหาร (62 โครงการ วงเงิน 7,445 ล้านบาท) มีความก้าวหน้าร้อยละ 21.10 สทนช. จึงได้ร่วมกับทางจังหวัดเร่งทบทวนแผนงานสู่ความยั่งยืน ได้แก่ ระบบน้ำประปาที่คืบหน้าเกือบ 100% ทำให้ประชาชนใช้น้ำได้เต็มศักยภาพ, การจัดการวัชพืชที่เตรียมร่วมมือกับกระทรวง อว. และ วช. นำนวัตกรรมมาแปรรูปเป็นปุ๋ยเชิงพาณิชย์, การเตรียมปลดล็อกข้อจำกัดเพื่อสนับสนุนประมงท้องถิ่นซึ่งจะสร้างรายได้ชุมชนกว่า 40 ล้านบาทต่อปี ตลอดจนการอนุรักษ์พื้นที่ควบคู่การท่องเที่ยว และการเร่งบูรณาการแก้ปัญหาน้ำเสียชุมชน
นอกจากนี้ เพื่อรับมือกับสถานการณ์เอลนีโญที่ส่งผลให้ฝนลดลงร้อยละ 10 และน้ำในหนองหารหายไปกว่า 10 ล้านลูกบาศก์เมตร สทนช. ได้ร่วมกับกรมอุตุนิยมวิทยา และ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ประเมินสถานการณ์รายวันและบริหารน้ำผ่านระบบเส้นควบคุม (Dynamic Curve) อย่างรัดกุม

ปลดล็อก “ห้วยหลวงตอนล่าง” สู่ระบบจัดการน้ำอัจฉริยะ
จากนั้น เลขาธิการ สทนช. ได้ไปติดตามความก้าวหน้าโครงการบริหารจัดการน้ำห้วยหลวงตอนล่าง ณ สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง อำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย ซึ่งครอบคลุมพื้นที่จังหวัดอุดรธานีและหนองคาย (วงเงิน 21,000 ล้านบาท) ปัจจุบันคืบหน้าไปร้อยละ 25 โดยมีจุดยุทธศาสตร์สำคัญคือ สถานีสูบน้ำบ้านแดนเมือง ที่การก่อสร้างรุดหน้าถึงร้อยละ 85
ตัวสถานีถูกออกแบบให้สามารถบริหารจัดการน้ำได้ 2 ทิศทาง คือ การเร่งระบายน้ำจากลำห้วยหลวงลงสู่แม่น้ำโขงในช่วงฤดูฝนด้วยเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง (ศักยภาพรวม 150 ลบ.ม./วินาที) เพื่อป้องกันอุทกภัย และการสูบน้ำย้อนกลับจากแม่น้ำโขงเข้ามาสำรองไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง

ขยายกรอบเวลา เพิ่มแก้มลิง ยกระดับความมั่นคง
เลขาธิการ สนทช. กล่าวด้งยว่า เนื่องจากที่ผ่านมาโครงการติดอุปสรรคด้านการจัดหาที่ดินและสถานการณ์โควิด-19 คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) จึงได้เห็นชอบให้ขยายกรอบระยะเวลาโครงการไปถึงปี 2575 โดยให้ทางกรมชลประทานเร่งทำรายละเอียด เตรียมเสนอ ครม. อนุมัติต่อไป ทั้งนี้การขยายเวลายังมาพร้อมการเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ โดยจะมีการจัดทำพื้นที่แก้มลิงเพิ่มเติมอีก 20 แห่ง และปรับปรุงลำน้ำ ทำให้สามารถกักเก็บน้ำสำรองทั้งระบบได้กว่า 250 ล้านลูกบาศก์เมตร ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 300,000 ไร่ สทนช. ตั้งเป้าที่จะใช้ "ห้วยหลวงโมเดล" นี้ เป็นต้นแบบในการขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ ในภาคอีสานต่อไป
ด้าน นายสุนทร คำศรีเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 5 กรมชลประทาน ระบุว่า ปัญหาเดิมของพื้นที่ลุ่มต่ำบริเวณนี้คือ ในฤดูฝนเกษตรกรทำนาไม่ได้เพราะน้ำท่วมป่า และเมื่อถึงฤดูแล้งน้ำก็ไหลลงแม่น้ำโขง โครงการนี้จึงเข้ามาแก้ปัญหาโดยสร้างสถานีที่ปากลำห้วยหลวงเพื่อใช้ลำน้ำเป็นแหล่งเก็บน้ำหลัก ซึ่งจะช่วยคลี่คลายปัญหาภัยแล้งให้แก่ราษฎรได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่ นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ภาค 3 กล่าวเสริมว่า สทนช. ภาค 3 ได้อาศัยกลไกของคณะกรรมการลุ่มน้ำโขงตะวันออกเฉียงเหนือเป็นแกนหลักในการติดตามและกำกับดูแลงานอย่างใกล้ชิด ทั้งการปรับปรุงแผนหลักการบริหารน้ำของหนองหาร และการขับเคลื่อนโครงการห้วยหลวงตอนล่าง พร้อมกำชับให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งกำจัดวัชพืชและสิ่งก่อสร้างที่กีดขวางทางน้ำ เพื่อเปิดทางให้น้ำไหลสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำอย่างเต็มศักยภาพในช่วงฤดูฝน ซึ่งจะช่วยลดและบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชนให้ได้มากที่สุด
อัลบั้มภาพ 25 ภาพ
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี






