"ง่วงบ่อย" อย่าคิดว่าแค่นอนน้อย เปิด 6 โรค ที่อาจซ่อนอยู่ ทำนอนเท่าไรก็ไม่พอ!

ง่วงทุกบ่ายจนสัปหงก มีสาเหตุอะไรบ้าง? อย่าคิดว่าแค่นอนไม่พอ เปิด 6 ภาวะสุขภาพที่อาจซ่อนอยู่
พอตกบ่าย หลายคนเริ่มตาปรือ สมาธิลดลง หรืออยากลุกไปหากาแฟสักแก้ว อาการนี้อาจเกิดจากจังหวะนาฬิกาชีวภาพตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อพักผ่อนน้อยหรือรับประทานมื้อกลางวันมากเกินไป
แต่หากง่วงรุนแรงทุกวัน หลับโดยไม่ตั้งใจ หรือพักผ่อนเพียงพอแล้วยังไม่สดชื่น อาจไม่ใช่แค่ความเหนื่อยจากการทำงาน เพราะความผิดปกติของการนอน ระบบเลือด และฮอร์โมนบางชนิดล้วนทำให้เกิดอาการคล้ายกันได้

แยกให้ออกระหว่าง “ง่วงนอน” กับ “อ่อนเพลีย”
อาการง่วงนอน คือความรู้สึกว่าพร้อมจะหลับหรือเผลอหลับได้ง่าย ส่วน อาการอ่อนเพลีย คือไม่มีแรง เหนื่อยล้า หรือไม่กระฉับกระเฉง แม้บางคนจะมีทั้งสองอาการพร้อมกัน แต่สาเหตุและการตรวจรักษาอาจแตกต่างกัน
การง่วงหลังอาหารกลางวันเล็กน้อยและดีขึ้นเมื่อได้ลุกเดิน อาจไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่หากง่วงจนรบกวนการเรียน การทำงาน หรือการขับรถ ควรหาสาเหตุอย่างจริงจัง
1. นอนหลับไม่เพียงพอหรือมีภาวะนอนไม่หลับ
สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการง่วงในตอนกลางวันคือ นอนน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ นอนดึกสลับตื่นเช้า ทำงานเป็นกะ หรือใช้โทรศัพท์จนรบกวนเวลาเข้านอน แม้จะไม่ใช่โรคเสมอไป แต่หากเกิดเป็นประจำย่อมทำให้เกิดหนี้การนอนสะสม
ภาวะนอนไม่หลับหมายถึงการหลับยาก ตื่นบ่อย ตื่นเร็วกว่าที่ต้องการ หรือหลับแล้วไม่รู้สึกสดชื่น หากเป็นต่อเนื่องอาจทำให้สมาธิและประสิทธิภาพในตอนกลางวันลดลง
โดยทั่วไป ผู้ใหญ่อายุ 18-60 ปีควรนอนอย่างน้อยประมาณ 7 ชั่วโมงต่อคืน ส่วนวัยรุ่นอายุ 13-17 ปีควรนอนประมาณ 8-10 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม จำนวนชั่วโมงไม่ใช่เรื่องเดียว คุณภาพและความสม่ำเสมอของการนอนก็สำคัญเช่นกัน
2. ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
บางคนนอนครบหลายชั่วโมงแต่ยังง่วงทั้งวัน เพราะการหายใจหยุดและเริ่มใหม่หลายครั้งระหว่างหลับ ทำให้สมองต้องตื่นตัวเป็นช่วงสั้น ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้เจ้าตัวอาจไม่รู้สึกว่าตื่นกลางดึกก็ตาม
สัญญาณที่ควรสังเกต ได้แก่ กรนดัง หายใจสะดุด มีเสียงสำลักอากาศ ตื่นมาปากแห้ง ปวดศีรษะตอนเช้า และง่วงมากในเวลากลางวัน อย่างไรก็ตาม คนกรนไม่ได้เป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับทุกคน และผู้ป่วยบางรายอาจไม่ได้กรนเด่นชัด
หากคนใกล้ชิดสังเกตว่ามีช่วงหยุดหายใจ หรือเจ้าตัวง่วงจนเผลอหลับระหว่างทำงานหรือขับรถ ควรพบแพทย์เพื่อประเมินและอาจต้องตรวจการนอนหลับ
3. โรคลมหลับ
โรคลมหลับ หรือ Narcolepsy เป็นความผิดปกติทางระบบประสาทที่ทำให้เกิดความง่วงมากผิดปกติในเวลากลางวัน ผู้ป่วยอาจหลับโดยควบคุมได้ยาก แม้จะนอนในตอนกลางคืนมาแล้วก็ตาม
อาการอื่นที่อาจพบร่วมกัน ได้แก่ กล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราวเมื่อมีอารมณ์บางอย่าง ภาวะขยับตัวไม่ได้ชั่วขณะตอนกำลังหลับหรือตื่น และความฝันที่เหมือนจริงในช่วงเริ่มหลับ แต่ผู้ป่วยแต่ละคนไม่จำเป็นต้องมีครบทุกอาการ
โรคนี้ไม่ใช่ความขี้เกียจ และไม่ควรวินิจฉัยจากการง่วงเพียงอย่างเดียว แพทย์อาจต้องตรวจการนอนหลับตอนกลางคืนและประเมินความเร็วในการหลับช่วงกลางวันเพื่อยืนยันการวินิจฉัย
4. ภาวะโลหิตจางและการสูญเสียเลือดเรื้อรัง
ภาวะโลหิตจางเกิดจากร่างกายมีเม็ดเลือดแดงที่สมบูรณ์น้อยกว่าปกติ ทำให้เนื้อเยื่อได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ผู้ป่วยจึงอาจรู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนแรง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม หรือดูซีด
สาเหตุมีได้หลายอย่าง เช่น การขาดธาตุเหล็กหรือวิตามินบางชนิด ประจำเดือนออกมาก โรคเรื้อรัง และการเสียเลือดจากระบบทางเดินอาหาร ภาวะนี้ไม่ได้เกิดจาก “ผู้หญิงเลือกกิน” หรือพักผ่อนน้อยเพียงอย่างเดียวตามความเชื่อที่พบได้บ่อย
แผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้ หรือริดสีดวงทวารอาจทำให้เสียเลือดต่อเนื่องจนเกิดโลหิตจางได้ หากถ่ายดำผิดปกติ มีเลือดออก อ่อนแรงมาก หรือหน้ามืดบ่อย ควรพบแพทย์ ไม่ควรซื้อธาตุเหล็กมารับประทานเองก่อนทราบสาเหตุ
5. โรคเบาหวานและความผิดปกติของระดับน้ำตาล
ผู้ป่วยเบาหวานบางรายอาจมีอาการเหนื่อยล้าหรือง่วงร่วมด้วย เนื่องจากร่างกายนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้ไม่เหมาะสม แต่อาการง่วงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกว่าเป็นเบาหวาน และไม่ได้ถือเป็นสัญญาณแรกในผู้ป่วยทุกคน
อาการที่ควรสังเกตร่วมกัน ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมาก หิวบ่อย มองเห็นไม่ชัด แผลหายช้า ติดเชื้อง่าย หรือมีน้ำหนักเปลี่ยนแปลงโดยไม่ทราบสาเหตุ การวินิจฉัยต้องอาศัยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือด
การง่วงหลังรับประทานอาหารที่มีแป้งหรือน้ำตาลมากไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเบาหวานทันที หากเกิดซ้ำบ่อยพร้อมอาการอื่นหรือมีปัจจัยเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินแทนการคาดเดาเอง
6. ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ
ต่อมไทรอยด์ควบคุมกระบวนการทำงานหลายอย่างของร่างกาย เมื่อผลิตฮอร์โมนน้อยเกินไป ระบบต่าง ๆ อาจทำงานช้าลง ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้า ง่วงซึม สมาธิลดลง และไม่สดชื่น
อาการอื่นที่อาจพบ ได้แก่ ทนหนาวไม่ค่อยได้ ท้องผูก ผิวแห้ง ปวดกล้ามเนื้อ ชีพจรช้าลง ประจำเดือนมากหรือไม่สม่ำเสมอ และน้ำหนักเปลี่ยนแปลง แต่ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมีทุกอาการ
เนื่องจากอาการเหล่านี้คล้ายภาวะอื่นหลายชนิด การวินิจฉัยจึงต้องตรวจเลือดดูระดับฮอร์โมนไทรอยด์ ไม่ควรซื้อฮอร์โมนหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมารับประทานเอง
อ่อนล้าเรื้อรังไม่ใช่ขั้นต่อไปของโรคนอนไม่หลับ
ภาวะ ME/CFS หรือกลุ่มอาการอ่อนล้าเรื้อรัง ไม่ได้หมายถึงการนอนไม่หลับสะสมจนพัฒนาเป็นอีกโรคหนึ่ง ผู้ป่วยมักมีอาการเหนื่อยล้ารุนแรงเป็นเวลานาน พักแล้วไม่ดีขึ้น และอาการอาจกำเริบหลังใช้แรงหรือทำกิจกรรม
อาจพบการนอนแล้วไม่สดชื่น ปวดเมื่อย สมาธิหรือความจำลดลงร่วมด้วย การวินิจฉัยต้องแยกโรคอื่นที่ทำให้เหนื่อยล้าก่อน จึงไม่ควรเรียกอาการง่วงจากการนอนดึกทั่วไปว่าโรคอ่อนล้าเรื้อรัง
ยาบางชนิดก็ทำให้ง่วงได้
ยาหลายกลุ่มอาจทำให้เกิดอาการง่วง เช่น ยาแก้แพ้ชนิดที่มีฤทธิ์ทำให้ง่วง ยานอนหลับ ยาคลายกังวล ยาแก้ปวดบางชนิด และยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท แม้แต่ยาแก้แพ้ที่ระบุว่าง่วงน้อย บางคนก็อาจยังได้รับผลข้างเคียงนี้
หากเริ่มง่วงหลังเปลี่ยนยาหรือเพิ่มขนาดยา ควรอ่านฉลากและปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ห้ามหยุดยาประจำเอง และไม่ควรขับรถ ใช้เครื่องจักร หรือทำงานบนที่สูงเมื่อรู้สึกง่วงหรือการตอบสนองช้าลง
ลองตรวจพฤติกรรมตัวเองก่อนพบแพทย์
หากอาการยังไม่รุนแรง อาจจดบันทึกการนอนประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้เห็นรูปแบบที่ชัดเจนขึ้น โดยบันทึกข้อมูลดังต่อไปนี้
- เวลาเข้านอนและเวลาตื่นจริง
- จำนวนครั้งที่ตื่นกลางดึกและความสดชื่นหลังตื่น
- ช่วงเวลาที่ง่วงมากหรือเผลอหลับ
- การกรนหรือหายใจสะดุดที่คนใกล้ชิดสังเกตพบ
- ชื่อยาและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ใช้อยู่
- อาการร่วม เช่น กระหายน้ำ ใจสั่น เวียนศีรษะ หรือเหนื่อยง่าย
พร้อมกันนี้ควรรักษาเวลาเข้านอนและตื่นให้สม่ำเสมอ ลดหน้าจอก่อนนอน จัดห้องให้มืดและเงียบ รวมถึงหลีกเลี่ยงคาเฟอีนช่วงบ่ายหรือเย็น หากปรับแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ควรนำบันทึกดังกล่าวไปปรึกษาแพทย์
ง่วงแบบไหนควรไปพบแพทย์?
- ง่วงมากเกือบทุกวันต่อเนื่องหลายสัปดาห์
- นอนเพียงพอแล้วยังไม่สดชื่นหรือหลับโดยควบคุมไม่ได้
- ง่วงจนกระทบการเรียน การทำงาน หรือความจำ
- มีเสียงกรนดัง หายใจสะดุด หรือสำลักอากาศระหว่างหลับ
- มีอาการซีด เวียนศีรษะ เหนื่อยง่าย ใจสั่น หรือมีเลือดออกผิดปกติ
- กระหายน้ำและปัสสาวะบ่อยผิดปกติ
- เกือบเกิดอุบัติเหตุจากการง่วงระหว่างขับรถหรือทำงาน
หากกำลังขับรถแล้วเริ่มตาปรือ หาวต่อเนื่อง หรือจำเส้นทางช่วงที่ผ่านมาไม่ได้ ควรหยุดรถในจุดที่ปลอดภัย ไม่ควรฝืนขับต่อหรือหวังพึ่งกาแฟเพียงอย่างเดียว
ง่วงทุกวันไม่ควรรีบโทษว่าเป็นเพราะขี้เกียจ
อาการง่วงตอนกลางวันส่วนใหญ่เกิดจากการนอนน้อยหรือคุณภาพการนอนไม่ดี แต่บางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับภาวะหยุดหายใจขณะหลับ โรคลมหลับ โลหิตจาง เบาหวาน หรือความผิดปกติของไทรอยด์ รวมถึงผลข้างเคียงจากยา
อาการง่วงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถวินิจฉัยโรคใดได้ สิ่งสำคัญคือดูความถี่ ความรุนแรง และอาการอื่นที่เกิดร่วมกัน หากปรับเวลานอนแล้วยังง่วงมากหรือกระทบความปลอดภัย ควรพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุและรับการดูแลที่เหมาะสม
ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี



