8 อันตรายจาก “น้ำเปล่า” เครื่องดื่มที่ดีที่สุดในโลก กลายเป็นโทษหากดื่มผิดวิธี

8 อันตรายจาก “น้ำเปล่า” เครื่องดื่มที่ดีที่สุดในโลก กลายเป็นโทษหากดื่มผิดวิธี

8 อันตรายจาก “น้ำเปล่า” เครื่องดื่มที่ดีที่สุดในโลก กลายเป็นโทษหากดื่มผิดวิธี
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

อันตรายจากการดื่ม “น้ำเปล่า” ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดื่มผิดวิธีก็ส่งผลเสียต่อสุขภาพได้

น้ำเปล่า เป็นเครื่องดื่มพื้นฐานที่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับทุกวัน ช่วยควบคุมอุณหภูมิ ลำเลียงสารอาหาร ขับของเสีย และรักษาสมดุลของระบบต่างๆ การดื่มน้ำสะอาดในปริมาณที่เหมาะสมจึงมีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงสำหรับคนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม น้ำเปล่าไม่ได้ปลอดภัยในทุกสถานการณ์ อันตรายอาจเกิดจากปริมาณที่มากเกินไป ความเร็วในการดื่ม โรคประจำตัว อุณหภูมิของน้ำ แหล่งน้ำที่ปนเปื้อน ตลอดจนการใช้น้ำเปล่าทดแทนอาหาร เกลือแร่ หรือการรักษาที่จำเป็น

1. ดื่มน้ำมากและเร็วเกินไป เสี่ยงภาวะน้ำเป็นพิษ

การดื่มน้ำปริมาณมากภายในระยะเวลาสั้นๆ อาจทำให้ไตขับน้ำส่วนเกินออกไม่ทัน น้ำจึงเข้าไปเจือจางโซเดียมในเลือดจนเกิดภาวะโซเดียมต่ำ หรือ Hyponatremia ซึ่งบางครั้งเรียกว่า “ภาวะน้ำเป็นพิษ”

เมื่อโซเดียมในเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว น้ำอาจเคลื่อนเข้าสู่เซลล์และทำให้เซลล์บวม โดยเฉพาะเซลล์สมอง อาการอาจเริ่มจากคลื่นไส้ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ง่วงซึม กล้ามเนื้ออ่อนแรงหรือเป็นตะคริว ก่อนพัฒนาไปสู่อาการสับสน ชัก หมดสติ และเป็นอันตรายต่อชีวิตได้

ไม่มีตัวเลขปริมาณน้ำที่เป็นอันตรายตายตัวสำหรับทุกคน เพราะขึ้นอยู่กับความเร็วในการดื่ม ขนาดร่างกาย การทำงานของไต ยาที่ใช้ และโรคประจำตัว สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือการบังคับตัวเองให้ดื่มน้ำครั้งละหลายลิตรหรือดื่มต่อเนื่องทั้งที่ไม่กระหาย

2. ดื่มน้ำจำนวนมากระหว่างวิ่งหรือออกกำลังกายหนัก

ผู้ที่วิ่งระยะไกล ออกกำลังกายต่อเนื่อง หรือทำงานกลางอากาศร้อน อาจคิดว่ายิ่งดื่มน้ำมากยิ่งปลอดภัย แต่หากดื่มมากกว่าปริมาณที่เสียไปทางเหงื่อ อาจทำให้โซเดียมในเลือดเจือจางและเกิดภาวะโซเดียมต่ำจากการออกกำลังกายได้

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ ระบุว่า การดื่มน้ำมากเกินไปเป็นปัจจัยสำคัญของภาวะโซเดียมต่ำระหว่างการออกกำลังกาย และแนวคิดที่ว่า “ต้องฝืนดื่มไว้ก่อน” หรือ “น้ำยิ่งมากยิ่งดี” อาจเป็นอันตราย โดยทั่วไปควรดื่มตามความกระหายและพิจารณาอาหารหรือเครื่องดื่มที่ให้เกลือแร่เมื่อเสียเหงื่อมากเป็นเวลานาน

3. ป้อนน้ำเปล่าให้ทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน

  • เสี่ยงภาวะ "น้ำเป็นพิษ" (Water Intoxication) ไตของทารกแรกเกิดยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ การได้รับน้ำเปล่าเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็อาจทำให้ไตขับน้ำออกไม่ทัน ส่งผลให้ ระดับโซเดียมในเลือดเจือจางลงอย่างรวดเร็ว (Hyponatremia) ซึ่งเป็นอันตรายร้ายแรง อาจทำให้ทารกเกิดอาการซึม ตัวเย็น อุณหภูมิร่างกายลด ชัก สมองบวม และอันตรายถึงชีวิตได้
  • เบียดบังพื้นที่ของสารอาหารหลัก กระเพาะอาหารของทารกแรกเกิดมีขนาดเล็กมาก (เท่าผลมะนาวเล็กๆ เท่านั้น) หากให้ทารกดื่มน้ำ น้ำจะเข้าไปเติมเต็มกระเพาะ ทำให้ทารกปฏิเสธการกินนมแม่หรือนมผง ส่งผลให้ได้รับพลังงานและสารอาหารไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต และน้ำหนักลดลงอย่างผิดปกติ
  • นมแม่และนมผงมีน้ำเพียงพออยู่แล้ว ในนมแม่หรือนมผงที่ดัดแปลงสำหรับทารกและชงตามสัดส่วนที่ถูกต้อง มีส่วนประกอบของน้ำสูงถึง 85-88% ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายทารกในการรักษาสมดุลน้ำ แม้ในวันที่อากาศร้อนจัดก็ตาม

4. ผู้ป่วยที่ต้องจำกัดการดื่มน้ำ

  • ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังระยะรุนแรงหรือไตวาย อาจสร้างปัสสาวะได้น้อย ทำให้ไม่สามารถขับน้ำส่วนเกินออกได้ตามปกติ หากดื่มน้ำมากเกินแผนการรักษา น้ำอาจคั่งในร่างกายและทำให้ตัวบวม ความดันโลหิตสูง หายใจลำบาก หรือน้ำท่วมปอดได้

ผู้ฟอกไตจำนวนหนึ่งจึงต้องจำกัดปริมาณของเหลวตามปริมาณปัสสาวะและแผนของทีมรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยโรคไตทุกคนต้องลดน้ำ ผู้ป่วยไม่ควรกำหนดปริมาณเองโดยไม่อ้างอิงผลตรวจและคำแนะนำของแพทย์

  • ผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว บางรายมีแนวโน้มกักเก็บน้ำและโซเดียม การดื่มของเหลวมากเกินไปอาจเพิ่มภาระการทำงานของหัวใจ ทำให้น้ำหนักเพิ่มรวดเร็ว ขาบวม หอบเหนื่อย และอาการคั่งน้ำแย่ลง

ทีมรักษาอาจกำหนดให้ผู้ป่วยบางรายจำกัดปริมาณของเหลว โดยปริมาณที่เหมาะสมแตกต่างกันไป ไม่ควรนำคำแนะนำเรื่อง “ต้องดื่มน้ำวันละมากๆ” มาใช้กับผู้ป่วยหัวใจล้มเหลวโดยอัตโนมัติ

  •  ผู้ที่มีภาวะกักเก็บน้ำหรือโซเดียมต่ำอยู่แล้ว โรคและยาบางชนิดอาจทำให้ร่างกายขับน้ำได้ลดลงหรือเสียสมดุลโซเดียม เช่น ภาวะหลั่งฮอร์โมนต้านการขับปัสสาวะไม่เหมาะสม หรือ SIADH ไตวายเฉียบพลัน โรคไตระยะรุนแรง หัวใจล้มเหลว และยาขับปัสสาวะบางชนิด

ในผู้ที่มีภาวะเหล่านี้ การดื่มน้ำมากอาจทำให้โซเดียมในเลือดยิ่งต่ำลง ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามปริมาณน้ำที่แพทย์กำหนด ไม่ควรเพิ่มหรือลดน้ำเองอย่างมาก

5. ดื่มน้ำมากก่อนเข้านอน

การดื่มน้ำแก้วใหญ่หรือหลายแก้วในช่วงใกล้เข้านอนอาจทำให้กระเพาะปัสสาวะเต็มเร็ว จนต้องตื่นขึ้นมาปัสสาวะกลางดึก ส่งผลให้การนอนขาดช่วง หลับไม่ต่อเนื่อง และตื่นมาไม่สดชื่น

ผลเสียนี้ไม่ได้เกิดจากน้ำทำลายอวัยวะโดยตรง แต่เกิดทางอ้อมจากการรบกวนคุณภาพการนอน ผู้ที่ตื่นปัสสาวะบ่อยควรกระจายการดื่มน้ำตลอดวัน ลดปริมาณช่วงก่อนนอน และจิบเพียงเล็กน้อยเมื่อกระหาย

6. ดื่มน้ำร้อนจัดเป็นประจำ

น้ำอุ่นในอุณหภูมิที่ดื่มได้สบายไม่ได้เป็นอันตราย แต่การดื่มน้ำที่ร้อนจัดอาจลวกริมฝีปาก ช่องปาก และหลอดอาหารได้ โดยเฉพาะเมื่อรีบดื่มหรือไม่ได้ตรวจอุณหภูมิก่อน

องค์การวิจัยมะเร็งนานาชาติระบุว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 65 องศาเซลเซียสเป็นประจำ จัดอยู่ในกลุ่มที่อาจเป็นสาเหตุของมะเร็งหลอดอาหารในมนุษย์ โดยประเด็นสำคัญคืออุณหภูมิที่ร้อนมาก ไม่ใช่ชนิดของเครื่องดื่ม

จึงควรปล่อยให้น้ำร้อนเย็นลงจนสามารถจิบได้สบาย ไม่ควรดื่มทันทีเมื่อยังมีไอร้อนจัดหรือทำให้รู้สึกแสบร้อนในปาก

7. ดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อโรค สารเคมี หรือโลหะหนัก

น้ำที่ดูใส ไม่มีสี หรือไม่มีกลิ่น ไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยเสมอไป น้ำอาจปนเปื้อนแบคทีเรีย ไวรัส หรือปรสิตจากอุจจาระมนุษย์และสัตว์ น้ำเสีย ระบบท่อ หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ จึงควรใช้น้ำจากแหล่งที่ได้รับการรับรองหรือต้มและบำบัดตามคำแนะนำของหน่วยงานสาธารณสุข

น้ำจากลำธาร น้ำบาดาลที่ไม่เคยตรวจ น้ำหลังน้ำท่วม หรือแหล่งน้ำที่มีประกาศเตือน ไม่ควรดื่มโดยตรง การดื่มน้ำที่ไม่ปลอดภัยสามารถทำให้เกิดท้องเสีย อาเจียน ปวดท้อง ไข้ และโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร โดยเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำอาจป่วยรุนแรงกว่าคนทั่วไป

น้ำดื่มอาจปนเปื้อนสารเคมีจากธรรมชาติ ระบบท่อ อุตสาหกรรม การเกษตร หรือของเสีย เช่น สารหนู ตะกั่ว ไนเตรต ทองแดง สารกลุ่ม PFAS และฟลูออไรด์ในระดับสูง ความเสี่ยงบางชนิดไม่ทำให้เกิดอาการทันที แต่สะสมผลกระทบในระยะยาวได้

  • สารหนู การได้รับต่อเนื่องจากน้ำดื่มอาจทำให้เกิดพิษเรื้อรัง รอยโรคที่ผิวหนัง และเพิ่มความเสี่ยงต่อมะเร็งบางชนิด
  • ตะกั่ว เป็นอันตรายต่อระบบประสาทและพัฒนาการของเด็ก แม้ได้รับในระดับต่ำก็ไม่ควรมองข้าม
  • ไนเตรต ในระดับสูงอาจลดความสามารถของเลือดในการนำออกซิเจน โดยทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือนมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ
  • ฟลูออไรด์สูงต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดฟันตกกระและภาวะฟลูออโรซิสของกระดูกได้

การต้มช่วยฆ่าเชื้อโรคหลายชนิด แต่ไม่ได้กำจัดสารเคมี โลหะหนัก หรือสารกัมมันตรังสีทุกประเภท และบางกรณีอาจทำให้สารบางชนิดมีความเข้มข้นขึ้นเมื่อน้ำระเหย จึงต้องเลือกวิธีบำบัดให้ตรงกับสิ่งปนเปื้อน

นอกจากนี้ น้ำที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้นอาจปนเปื้อนภายหลังได้ หากเก็บในถังหรือขวดที่ไม่สะอาด ใช้มือหรือแก้วตักลงไปในภาชนะ เปิดฝาทิ้งไว้ หรือใช้ภาชนะที่เคยบรรจุสารเคมี

ควรใช้ภาชนะสำหรับอาหารที่สะอาด มีฝาปิดสนิท และไม่ควรนำภาชนะที่เคยบรรจุสารฟอกขาว ยาฆ่าแมลง เชื้อเพลิง หรือสารพิษมาใส่น้ำดื่ม

เครื่องกรองน้ำแต่ละชนิดกำจัดสิ่งปนเปื้อนได้ไม่เหมือนกัน บางรุ่นลดกลิ่นแต่ไม่กำจัดเชื้อโรคหรือโลหะหนัก หากไม่เปลี่ยนไส้กรองและทำความสะอาดตามกำหนด ประสิทธิภาพอาจลดลงและอาจมีเชื้อเติบโตในระบบได้

8. ใช้น้ำเปล่าแทนน้ำเกลือแร่เมื่อท้องเสียหรืออาเจียนมาก

เมื่อท้องเสียหรืออาเจียน ร่างกายไม่ได้สูญเสียเพียงน้ำ แต่ยังสูญเสียโซเดียม คลอไรด์ โพแทสเซียม และสารอื่นๆ การดื่มน้ำเปล่าอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับผู้ที่มีภาวะขาดน้ำ โดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้ที่ถ่ายหรืออาเจียนต่อเนื่อง

องค์การอนามัยโลกแนะนำสารละลายเกลือแร่ชนิดรับประทาน หรือ ORS ซึ่งมีน้ำ น้ำตาล และเกลือแร่ในสัดส่วนที่เหมาะสมสำหรับการชดเชยภาวะขาดน้ำจากท้องเสีย ไม่ควรชงเข้มข้นหรือเจือจางกว่าคำแนะนำบนฉลาก

9. ดื่มน้ำแทนอาหารหรือใช้กดความหิว

น้ำเปล่าไม่มีพลังงาน โปรตีน ไขมัน วิตามิน และแร่ธาตุครบตามที่ร่างกายต้องการ การดื่มน้ำแทนอาหารหรืออดอาหารโดยดื่มแต่น้ำเป็นเวลานาน อาจทำให้ได้รับพลังงานและสารอาหารไม่เพียงพอ เกิดอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ มวลกล้ามเนื้อลดลง และความผิดปกติของเกลือแร่ได้

น้ำสามารถใช้แทนเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลเพื่อช่วยลดพลังงานส่วนเกินได้ แต่ไม่ควรใช้แทนมื้ออาหารหรือใช้เป็นวิธีลดน้ำหนักแบบรุนแรง ร่างกายยังต้องได้รับอาหารที่สมดุลและเพียงพอต่อการเจริญเติบโตและการทำงานในแต่ละวัน

น้ำเย็น น้ำใส่น้ำแข็ง และน้ำระหว่างมื้ออาหารอันตรายไหม?

น้ำเย็นไม่ได้ทำให้ไขมันในร่างกายแข็งตัว ไม่ทำให้ประจำเดือนค้าง และไม่ได้เป็นสาเหตุของมะเร็ง คนทั่วไปสามารถดื่มน้ำเย็นได้หากไม่ทำให้ปวดศีรษะ เสียวฟัน หรือไม่สบายท้อง ปัญหาสำคัญกว่าคือความสะอาดของน้ำและน้ำแข็ง

การดื่มน้ำพร้อมอาหารในปริมาณทั่วไปไม่ได้ทำให้น้ำย่อยเจือจางจนระบบย่อยอาหารเสียหาย ผู้ที่แน่นท้องง่ายหรือมีกรดไหลย้อนอาจปรับปริมาณตามอาการของตนเองได้

สัญญาณอันตรายหลังดื่มน้ำมาก ต้องรีบไปโรงพยาบาล

  • ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้ หรืออาเจียนหลังดื่มน้ำจำนวนมาก
  • สับสน พูดไม่รู้เรื่อง เดินเซ หรือพฤติกรรมเปลี่ยนไป
  • ง่วงซึมผิดปกติ ปลุกตื่นยาก
  • กล้ามเนื้อกระตุก อ่อนแรง หรือเป็นตะคริวรุนแรง
  • ชักหรือหมดสติ
  • หอบเหนื่อย นอนราบไม่ได้ ขาบวม หรือน้ำหนักเพิ่มเร็วในผู้ป่วยโรคไตหรือหัวใจ
  • ไอหรือหายใจผิดปกติหลังสำลักน้ำ

หากสงสัยภาวะน้ำเป็นพิษ ไม่ควรรักษาด้วยการกินเกลือ ดื่มเครื่องดื่มเกลือแร่ หรือรอดูอาการเอง เพราะการแก้ระดับโซเดียมต้องทำอย่างระมัดระวังภายใต้การดูแลของแพทย์

ดื่มน้ำอย่างไรให้ปลอดภัย?

  • ดื่มกระจายตลอดวัน ไม่ดื่มชดเชยครั้งละมากๆ ภายในเวลาอันสั้น
  • ใช้ความกระหายเป็นแนวทาง และเพิ่มน้ำเมื่ออากาศร้อน ออกกำลังกาย หรือเสียเหงื่อ
  • ไม่ฝืนดื่มจนแน่นท้องหรือคลื่นไส้ โดยเฉพาะระหว่างการแข่งขันกีฬา
  • เลือกน้ำจากแหล่งที่ปลอดภัย และปฏิบัติตามประกาศเตือนคุณภาพน้ำในพื้นที่
  • เก็บในภาชนะสะอาดที่มีฝาปิด ไม่ใช้ภาชนะที่เคยบรรจุสารเคมี
  • ดูแลเครื่องกรองตามกำหนด และเลือกชนิดที่กำจัดสิ่งปนเปื้อนที่ต้องการได้จริง
  • ปล่อยน้ำร้อนให้เย็นก่อนดื่ม ไม่ควรดื่มขณะยังร้อนจัด
  • ทำตามคำแนะนำเฉพาะบุคคล หากเป็นโรคไต หัวใจล้มเหลว มีโซเดียมต่ำ หรือได้รับคำสั่งจำกัดน้ำ

แหล่งอ้างอิง

  • องค์การอนามัยโลก: คุณภาพน้ำดื่ม โรคจากน้ำปนเปื้อน สารเคมีในน้ำ และการใช้ ORS
  • Centers for Disease Control and Prevention: น้ำดื่มปลอดภัย การปนเปื้อน การเก็บน้ำ และภาวะโซเดียมต่ำจากการออกกำลังกาย
  • MedlinePlus: ภาวะโซเดียมในเลือดต่ำและความผิดปกติของสมดุลน้ำ
  • American Academy of Pediatrics: การให้น้ำแก่ทารกอายุต่ำกว่า 6 เดือน
  • National Kidney Foundation และ American Heart Association: การจำกัดน้ำในผู้ป่วยโรคไตและหัวใจล้มเหลว
  • International Agency for Research on Cancer: ความเสี่ยงจากการดื่มเครื่องดื่มร้อนกว่า 65 องศาเซลเซียส
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล