ใครไม่ควรกิน "มันฝรั่ง" คลังสารอาหาร แหล่งพลังงานชั้นดี แต่บางคนต้องเลี่ยง

ใครไม่ควรกิน "มันฝรั่ง" คลังสารอาหาร แหล่งพลังงานชั้นดี แต่บางคนต้องเลี่ยง

ใครไม่ควรกิน "มันฝรั่ง" คลังสารอาหาร แหล่งพลังงานชั้นดี แต่บางคนต้องเลี่ยง
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

ใครไม่ควรกิน "มันฝรั่ง" พืชหัวคลังสารอาหาร แหล่งพลังงานชั้นดี แต่บางคนต้องหลีกเลี่ยง

มันฝรั่งเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงาน รวมถึงมีโพแทสเซียม วิตามินซี และใยอาหาร โดยเฉพาะเมื่อรับประทานพร้อมเปลือก คนทั่วไปสามารถรับประทานมันฝรั่งที่ปรุงสุกอย่างเหมาะสมได้ ไม่ได้เป็นอาหารอันตรายหรืออาหารต้องห้ามสำหรับทุกคน

ประโยชน์ของมันฝรั่ง อิ่มท้อง ให้พลังงาน และมีสารอาหารหลายชนิด

มันฝรั่งเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ช่วยให้พลังงานแก่ร่างกาย เหมาะสำหรับรับประทานเป็นอาหารหลักแทนข้าวหรือแป้งชนิดอื่นในปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีวิตามินซี วิตามินบี 6 และโพแทสเซียม ซึ่งมีส่วนช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อ ระบบประสาท และการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย

หากรับประทานพร้อมเปลือกที่ล้างสะอาด จะได้รับใยอาหารมากขึ้น ช่วยให้อิ่มนานและส่งเสริมการขับถ่าย ส่วนมันฝรั่งที่ปรุงสุกแล้วปล่อยให้เย็น จะมีแป้งทนย่อยเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเป็นอาหารของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในลำไส้

ประโยชน์เด่นของมันฝรั่ง

  • ให้พลังงานและช่วยให้อิ่มท้อง
  • มีโพแทสเซียม ช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท
  • มีวิตามินซีและวิตามินบี 6
  • มีใยอาหาร โดยเฉพาะเมื่อรับประทานพร้อมเปลือก
  • มีไขมันต่ำตามธรรมชาติ หากไม่ทอดหรือเติมเนยและครีมมากเกินไป

ควรเลือกมันฝรั่งต้ม นึ่ง หรืออบ แทนมันฝรั่งทอด และควบคุมปริมาณให้เหมาะสม โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานหรือจำเป็นต้องจำกัดโพแทสเซียมจากโรคไต

อย่างไรก็ตาม มีคนบางกลุ่มที่ควรงด หลีกเลี่ยง หรือจำกัดการกินมันฝรั่ง ดังนี้

1. ผู้ที่แพ้มันฝรั่ง

ผู้ที่มีอาการแพ้มันฝรั่งควรหลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นอาการ อาการแพ้อาหารอาจเกิดขึ้นหลังรับประทานหรือสัมผัส ตั้งแต่คันในปาก ผื่นลมพิษ ริมฝีปากและใบหน้าบวม ปวดท้อง อาเจียน ไปจนถึงหายใจลำบากและภาวะแพ้รุนแรง แม้การแพ้มันฝรั่งจะไม่ได้พบได้บ่อยเท่าอาหารก่อภูมิแพ้หลักชนิดอื่นก็ตาม

ผู้ที่มีภาวะแพ้เกสรพืชบางรายอาจเกิด Pollen Food Syndrome หรือกลุ่มอาการแพ้อาหารจากปฏิกิริยาข้าม เมื่อสัมผัสหรือรับประทานมันฝรั่งดิบ อาการมักเป็นคันหรือระคายภายในปาก ริมฝีปาก และลำคอ ส่วนมันฝรั่งที่ผ่านความร้อนอาจไม่กระตุ้นอาการในบางคน แต่ไม่ควรทดลองรับประทานเองหากเคยมีอาการรุนแรง

หากมีอาการคอบวม เสียงแหบ หายใจไม่สะดวก เวียนศีรษะ หรือหมดสติหลังรับประทาน ต้องขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที

2. ผู้ป่วยโรคไตที่มีโพแทสเซียมในเลือดสูง

มันฝรั่งเป็นผักประเภทหัวที่มีโพแทสเซียมค่อนข้างสูง ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง ไตทำงานลดลงมาก หรือได้รับคำแนะนำให้จำกัดโพแทสเซียม อาจต้องควบคุมปริมาณมันฝรั่งในแต่ละมื้อ

อย่างไรก็ตาม การเป็นโรคไตไม่ได้หมายความว่าต้องงดมันฝรั่งทุกคน ความจำเป็นในการจำกัดขึ้นอยู่กับระยะของโรค ผลตรวจเลือด ยาที่ใช้อยู่ และรูปแบบการบำบัดทดแทนไต ผู้ป่วยระยะแรกที่ระดับโพแทสเซียมยังปกติอาจไม่จำเป็นต้องงด

การหั่นมันฝรั่งเป็นชิ้นเล็ก แช่หรือต้มในน้ำปริมาณมาก แล้วเทน้ำทิ้ง อาจช่วยลดโพแทสเซียมได้บางส่วน แต่ไม่สามารถทำให้กลายเป็นอาหารที่ไม่มีโพแทสเซียม ผู้ป่วยควรปฏิบัติตามปริมาณที่นักกำหนดอาหารโรคไตแนะนำ

3. ผู้เป็นเบาหวานหรือมีภาวะก่อนเบาหวานควรควบคุมปริมาณ

มันฝรั่งจัดเป็นผักที่มีแป้งและคาร์โบไฮเดรต จึงสามารถเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยเฉพาะเมื่อรับประทานในปริมาณมาก บดละเอียด หรือกินร่วมกับข้าว ขนมปัง เส้น และเครื่องดื่มหวานในมื้อเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้เป็นเบาหวานไม่จำเป็นต้องงดมันฝรั่งทั้งหมด สมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐฯ จัดมันฝรั่งไว้ในกลุ่มอาหารคาร์โบไฮเดรตที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของมื้ออาหารได้ โดยควรควบคุมปริมาณให้อยู่ราวหนึ่งในสี่ของจาน และรับประทานร่วมกับผักที่ไม่มีแป้งและโปรตีน

ควรเลือกมันฝรั่งต้ม นึ่ง หรืออบในปริมาณเหมาะสม แทนมันฝรั่งทอดหรือมันบดที่เติมเนย ครีม และซอสจำนวนมาก พร้อมตรวจระดับน้ำตาลตามแผนการรักษาของตนเอง

4. ผู้ที่ต้องควบคุมน้ำหนัก ไขมัน หรือความดัน ควรระวังมันฝรั่งแปรรูป

มันฝรั่งธรรมดาไม่ใช่อาหารที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มโดยอัตโนมัติ แต่เมนูอย่างเฟรนช์ฟรายส์ มันฝรั่งทอดกรอบ และมันบดที่เติมเนย ชีส ครีม หรือซอสจำนวนมาก อาจให้พลังงาน ไขมันอิ่มตัว และโซเดียมสูงกว่ามันฝรั่งต้มและอบอย่างมาก

ผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก ความดันโลหิต หรือสุขภาพหัวใจจึงไม่จำเป็นต้องงดหัวมันฝรั่ง แต่ควรจำกัดของทอดและผลิตภัณฑ์แปรรูป อ่านฉลากโซเดียม และคำนึงถึงปริมาณที่รับประทานทั้งมื้อ

5. ผู้ที่ท้องอืดหรือมีลำไส้ไวต่ออาหารบางชนิด

มันฝรั่งที่ปรุงสุกแล้วปล่อยให้เย็นจะมีแป้งทนย่อยหรือ Resistant Starch เพิ่มขึ้น แป้งชนิดนี้ถูกหมักโดยจุลินทรีย์ในลำไส้และอาจทำให้บางคนมีอาการลมในท้อง ท้องอืด ปวดท้อง ท้องเสีย หรือท้องผูก โดยเฉพาะผู้ที่มีลำไส้ไวต่อการหมักอาหาร

อาการดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าแพ้มันฝรั่ง ผู้ที่มีอาการอาจลองลดปริมาณ หลีกเลี่ยงมันฝรั่งเย็นหรืออุ่นซ้ำ และสังเกตความสัมพันธ์กับอาหารอื่น หากมีอาการต่อเนื่อง น้ำหนักลด ถ่ายเป็นเลือด หรือปวดท้องรุนแรง ควรพบแพทย์แทนการงดอาหารหลายชนิดด้วยตนเอง

6. ผู้ที่ต้องรับประทานอาหารกากใยต่ำควรหลีกเลี่ยงเปลือก

ผู้ที่มีลำไส้ตีบ เสี่ยงลำไส้อุดตัน มีโรคลำไส้บางชนิด หรือกำลังเตรียมตรวจและผ่าตัด อาจได้รับคำแนะนำให้กินอาหารกากใยต่ำชั่วคราว ในกรณีนี้ไม่จำเป็นต้องงดเนื้อมันฝรั่งทั้งหมด แต่มักแนะนำให้ลอกเปลือกและปรุงจนสุกนุ่ม

ควรหลีกเลี่ยงมันฝรั่งติดเปลือก มันฝรั่งแผ่นทอดที่มีเปลือก และชิ้นที่เหนียวหรือสุกไม่ทั่ว ระยะเวลาที่ต้องจำกัดกากใยขึ้นอยู่กับคำแนะนำของแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร ไม่ควรทำต่อเนื่องโดยไม่จำเป็น

7. ทุกคนไม่ควรกินมันฝรั่งสีเขียว แตกหน่อมาก หรือมีรสขม

มันฝรั่งมีสารไกลโคแอลคาลอยด์ตามธรรมชาติ โดยเฉพาะโซลานีนและชาโคนีน ปริมาณอาจเพิ่มขึ้นบริเวณเปลือก ส่วนที่มีสีเขียว ตา และหน่อ หากได้รับมากอาจทำให้คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และท้องเสียได้

ควรทิ้งมันฝรั่งที่มีสีเขียวมาก แตกหน่อจำนวนมาก เหี่ยว นิ่ม เสียหาย หรือมีรสขม ไม่ควรคิดว่าการต้ม อบ หรือทอดจะกำจัดสารเหล่านี้ได้ทั้งหมด และไม่ควรชิมเพื่อทดสอบความปลอดภัย

ควรเก็บมันฝรั่งดิบในบริเวณเย็น แห้ง มืด และมีอากาศถ่ายเท ไม่ควรให้โดนแสงแดด เพราะแสงกระตุ้นให้เกิดสีเขียวและสัมพันธ์กับการเพิ่มขึ้นของสารไกลโคแอลคาลอยด์

มันฝรั่งแตกหน่อ ห้ามกิน

อาการแบบไหนควรหยุดกินและพบแพทย์?

  • มีผื่น คัน ริมฝีปาก ลิ้น หรือใบหน้าบวมหลังรับประทาน
  • หายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก กลืนลำบาก หรือหายใจไม่สะดวก
  • อาเจียน ปวดท้อง หรือท้องเสียรุนแรงหลังรับประทานมันฝรั่งสีเขียวหรือแตกหน่อ
  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง ใจสั่น หรือมีอาการผิดปกติในผู้ป่วยโรคไตที่ต้องจำกัดโพแทสเซียม
  • ระดับน้ำตาลสูงผิดปกติซ้ำๆ หลังรับประทาน แม้ควบคุมอาหารตามแผนแล้ว

วิธีกินมันฝรั่งให้เหมาะกับสุขภาพ

  • เลือกหัวที่แน่นและสีปกติ ไม่มีสีเขียว หน่อจำนวนมาก รอยเน่า หรือรสขม
  • ปรุงให้สุกทั่วถึง เลือกต้ม นึ่ง หรืออบมากกว่าทอด
  • ควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต โดยเฉพาะผู้เป็นเบาหวานหรือควบคุมน้ำหนัก
  • ระวังเครื่องปรุง เช่น เกลือ เนย ครีม ชีส และซอส ซึ่งอาจเพิ่มพลังงานและโซเดียม
  • ผู้ป่วยโรคไตควรทำตามแผนเฉพาะบุคคล ไม่งดหรือเพิ่มมันฝรั่งเองโดยไม่ดูผลโพแทสเซียม
  • ผู้ที่ต้องจำกัดกากใยให้ลอกเปลือก และปรุงจนสุกนุ่มตามคำแนะนำของทีมรักษา

สรุป

ผู้ที่ไม่ควรกินมันฝรั่งอย่างชัดเจนคือผู้ที่แพ้มันฝรั่งหรือเคยมีปฏิกิริยารุนแรงหลังรับประทาน ส่วนผู้ป่วยโรคไตที่มีโพแทสเซียมสูง ผู้เป็นเบาหวาน ผู้มีลำไส้ไวต่ออาหาร และผู้ที่ต้องกินอาหารกากใยต่ำ อาจยังรับประทานได้ แต่ต้องจำกัดปริมาณหรือปรับรูปแบบตามภาวะสุขภาพ

ไม่ว่ามีโรคประจำตัวหรือไม่ ทุกคนควรหลีกเลี่ยงมันฝรั่งที่มีสีเขียว แตกหน่อมาก เหี่ยว นิ่ม หรือมีรสขม เพราะอาจมีสารไกลโคแอลคาลอยด์สูง รวมถึงควรจำกัดมันฝรั่งทอดและมันฝรั่งแปรรูปที่มีไขมันและโซเดียมสูง

แหล่งอ้างอิง

  • National Kidney Foundation: มันฝรั่ง โพแทสเซียม และอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไต
  • American Diabetes Association: มันฝรั่งในแผนอาหารสำหรับผู้เป็นเบาหวาน
  • European Food Safety Authority: ความเสี่ยงจากสารไกลโคแอลคาลอยด์ในมันฝรั่ง
  • U.S. Food and Drug Administration: การลดสารอะคริลาไมด์จากการปรุงมันฝรั่ง
  • National Health Service: ภูมิแพ้อาหารและ Pollen Food Syndrome
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล