เปิดรูป "ก้อนลึกลับ" นอกโลก ที่จุดประเด็นเอเลี่ยนอีกครั้ง! NASA เฉลยแล้วคืออะไร?

เปิดรูป "ก้อนลึกลับ" นอกโลก ที่จุดประเด็นเอเลี่ยนอีกครั้ง! NASA เฉลยแล้วคืออะไร?

เปิดรูป "ก้อนลึกลับ" นอกโลก ที่จุดประเด็นเอเลี่ยนอีกครั้ง! NASA เฉลยแล้วคืออะไร?
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

หินปริศนาบนดาวอังคาร จุดกระแสทฤษฎีเอเลียนอีกครั้ง NASA ชี้เป็นแค่ “หินถูกลมกัดเซาะ”

ภาพถ่ายจากยานสำรวจ Curiosity ของ NASA กลับมาเป็นประเด็นร้อนบนโลกออนไลน์อีกครั้ง หลังมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนำภาพ “วัตถุยาวเรียว” บนพื้นผิวดาวอังคารมาตีความว่าอาจเป็นอาวุธหรือเทคโนโลยีจากสิ่งมีชีวิตนอกโลก

วัตถุดังกล่าวปรากฏอยู่ในบริเวณ Gale Crater ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยาน Curiosity ปฏิบัติภารกิจมาตั้งแต่ปี 2012 โดยลักษณะของมันดูคล้ายหินทรงยาว จนทำให้หลายคนจินตนาการไปไกลว่าอาจเป็นซากขีปนาวุธ ยานบิน หรือชิ้นส่วนจากอารยธรรมโบราณบนดาวอังคาร

ภาพหินยาวบนดาวอังคาร ทำไมถึงกลายเป็นไวรัล?

กระแสเริ่มต้นขึ้นเมื่อบล็อกเกอร์สาย UFO อย่าง Scott C. Waring นำภาพดังกล่าวกลับมาเผยแพร่ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าวัตถุนั้นอาจเป็น “ขีปนาวุธเอเลียนที่ยังไม่ระเบิด” และโยงไปถึงความเป็นไปได้ของสงครามโบราณบนดาวอังคาร

เขายังประเมินจากภาพด้วยสายตาว่า วัตถุนี้อาจมีความยาวมากกว่า 8 ฟุต อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้มาจากการวัดอย่างเป็นทางการของ NASA และไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ

หลังจากนั้น ผู้ใช้โซเชียลจำนวนหนึ่งก็นำภาพไปตีความต่อ บ้างมองว่าเป็นซากยานตก บ้างคิดว่าเป็นเครื่องบินที่มีปีกหัก หรือวัตถุที่มีช่องบรรจุสิ่งของลึกลับ แต่ทั้งหมดเป็นเพียงการตีความจากภาพ ไม่ใช่ข้อสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ

NASA อธิบายว่าเป็น “หินถูกลมกัดเซาะ”

ทาง NASA เคยอธิบายกรณีภาพลักษณะนี้ว่า วัตถุที่เห็นเป็นเพียงหินบนดาวอังคารที่ถูกลมและฝุ่นทรายกัดเซาะเป็นเวลายาวนาน จนเกิดรูปร่างแปลกตา เรียบมน และมีเส้นสายที่ชวนให้จินตนาการไปไกล

บนดาวอังคาร ลม ฝุ่นทราย และกาลเวลาสามารถสร้างรูปทรงทางธรณีวิทยาที่ดูไม่คุ้นตาได้มากมาย โดยเฉพาะเมื่อภาพถูกตัดออกจากบริบทแวดล้อม และถูกแชร์ต่อบนโซเชียลมีเดีย จึงยิ่งเปิดทางให้เกิดการตีความหลากหลาย

ปรากฏการณ์ Pareidolia เมื่อสมองมองเห็นสิ่งคุ้นเคยในรูปทรงแปลก

เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างของปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Pareidolia หรือการที่สมองมนุษย์พยายามมองหารูปแบบที่คุ้นเคยจากสิ่งที่ไม่มีรูปแบบชัดเจน เช่น เห็นใบหน้าบนก้อนเมฆ เห็นสัตว์จากเงา หรือเห็นวัตถุคล้ายยานจากก้อนหิน

เมื่ออยู่บนดาวอังคารซึ่งมีภูมิประเทศแปลกตากว่าโลกมาก ปรากฏการณ์นี้จึงเกิดขึ้นได้บ่อย ภาพหินธรรมดาอาจดูเหมือนประตู รูปปั้น ยานอวกาศ หรือสิ่งก่อสร้างลึกลับ หากมองจากบางมุมและขาดข้อมูลบริบททางธรณีวิทยา

ดาวอังคารเคยมี “ของประหลาด” ที่ถูกเข้าใจผิดมาแล้วหลายครั้ง

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ภาพจากดาวอังคารถูกนำไปโยงกับทฤษฎีสิ่งมีชีวิตนอกโลก ก่อนหน้านี้เคยมีภาพ “ประตู” บนภูเขา Mount Sharp ที่ถูกแชร์อย่างกว้างขวาง ก่อนภายหลังจะมีการอธิบายว่าเป็นรอยแตกตามธรรมชาติของชั้นหิน

นอกจากนี้ ยังเคยมีกรณีหินที่ถูกเรียกว่า “โมโนลิธ” เพราะดูเป็นแท่งเหลี่ยมคล้ายสิ่งก่อสร้าง รวมถึงเสาหินแหลม ชั้นหินแปลกตา และโครงสร้างที่ดูคล้ายขนมหรือสิ่งประดิษฐ์ ทั้งหมดล้วนมีคำอธิบายทางธรณีวิทยาได้โดยไม่จำเป็นต้องโยงกับเอเลียน

ดาวอังคารแปลกพออยู่แล้ว แม้ไม่มีทฤษฎีสมคบคิด

ความจริงคือ ดาวอังคารเป็นดาวเคราะห์ที่น่าทึ่งในตัวเองอยู่แล้ว พื้นผิวของมันผ่านทั้งกิจกรรมภูเขาไฟ การชนของอุกกาบาต การสะสมตัวของตะกอน และการกัดเซาะจากลมมาเป็นเวลาหลายพันล้านปี

เมื่อไม่มีระบบแผ่นเปลือกโลกแบบโลกที่คอยเปลี่ยนแปลงพื้นผิวอย่างต่อเนื่อง ร่องรอยทางธรณีวิทยาบางส่วนจึงสามารถคงอยู่ยาวนาน และถูกปรับแต่งโดยลมจนเกิดเป็นรูปทรงที่เราไม่คุ้นเคย

ยาน Curiosity จะยังส่งภาพแปลก ๆ กลับมาอีก

ปัจจุบันยาน Curiosity มีระบบซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้สามารถเลือกเป้าหมายหินที่น่าสนใจทางวิทยาศาสตร์ได้เองมากขึ้น ทำให้ในอนาคตเราอาจได้เห็นภาพก้อนหินและพื้นผิวดาวอังคารที่แปลกตาอีกจำนวนมาก

ยิ่งภาพมีความละเอียดสูง และถูกเผยแพร่บนโซเชียลอย่างรวดเร็ว โอกาสที่ผู้คนจะนำไปตีความก่อนมีคำอธิบายจากผู้เชี่ยวชาญก็ยิ่งมากขึ้น กระแสทฤษฎีเกี่ยวกับเอเลียนจึงอาจยังเกิดซ้ำได้เรื่อย ๆ

ยังไม่มีหลักฐานยืนยันสิ่งมีชีวิตนอกโลกบนดาวอังคาร

แม้ดาวอังคารจะเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญที่สุดในการค้นหาร่องรอยสิ่งมีชีวิตในอดีต แต่จนถึงตอนนี้ NASA ยังไม่พบหลักฐานยืนยันการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตนอกโลกบนดาวอังคาร

สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พบคือ ดาวเคราะห์ที่เก่าแก่ ซับซ้อน และเต็มไปด้วยปริศนาทางธรณีวิทยา ซึ่งมีคุณค่าต่อการศึกษาอย่างมาก โดยไม่จำเป็นต้องแต่งเติมด้วยทฤษฎีสมคบคิด

ท้ายที่สุด ภาพวัตถุทรงยาวบนดาวอังคารที่ถูกโยงว่าเป็น “ขีปนาวุธเอเลียน” แท้จริงแล้วมีคำอธิบายที่เป็นไปได้มากกว่าคือ หินที่ถูกลมและฝุ่นทรายกัดเซาะจนมีรูปร่างแปลกตา

กรณีนี้จึงเป็นอีกตัวอย่างของการที่ภาพจากอวกาศสามารถกระตุ้นจินตนาการของผู้คนได้อย่างรวดเร็ว แต่ในทางวิทยาศาสตร์ การตีความจำเป็นต้องอาศัยข้อมูล บริบท และหลักฐานมากกว่าความคล้ายที่เห็นด้วยตาเพียงอย่างเดียว

 

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล