ฟังแล้วน้ำตาไหล แพทย์มช.เผย "คำพูด" ที่ได้ยินบ่อย จากผู้ป่วยระยะสุดท้าย กลัวที่สุดไม่ใช่ความตาย

ฟังแล้วน้ำตาไหล แพทย์มช.เผย "คำพูด" ที่ได้ยินบ่อย จากผู้ป่วยระยะสุดท้าย กลัวที่สุดไม่ใช่ความตาย

ฟังแล้วน้ำตาไหล แพทย์มช.เผย "คำพูด" ที่ได้ยินบ่อย จากผู้ป่วยระยะสุดท้าย กลัวที่สุดไม่ใช่ความตาย
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

แพทย์ มช. เผยคำพูดที่ได้ยินบ่อยจากผู้ป่วยวาระสุดท้าย สิ่งที่กลัวที่สุดไม่ใช่ความตาย ฟังแล้วสะเทือนใจ

เมื่อโรคดำเนินมาถึงระยะที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ หลายคนอาจคิดว่าสิ่งที่ผู้ป่วยกลัวที่สุดคือความตาย แต่ประสบการณ์จากทีมแพทย์ผู้ดูแลแบบประคับประคองกลับพบว่า ความกังวลสำคัญของผู้ป่วยจำนวนมากคือความเจ็บปวด การช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และการกลายเป็นภาระของครอบครัว

อ.พญ.ถวัลย์รัตน์ รัตนสิริ อาจารย์ประจำหน่วยการดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการอาจไม่ใช่เพียงการมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด แต่คือการมี “คุณภาพชีวิตที่ดี” ในทุกวันที่ยังเหลืออยู่

สิ่งที่ผู้ป่วยกลัว อาจไม่ใช่การจากไป

ข้อมูลจาก คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยไม่ได้จดจ่ออยู่กับคำถามว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานเพียงใด แต่กังวลว่าช่วงเวลาที่เหลือจะต้องเผชิญความทุกข์ทรมานหรือไม่

บางคนกลัวความเจ็บปวด กลัวต้องนอนติดเตียง หรือกลัววันที่ไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ขณะที่ความรู้สึกซึ่งพบได้บ่อยและกระทบจิตใจอย่างมากคือการไม่อยากสร้างภาระให้คนในครอบครัว

ความต้องการเหล่านี้สะท้อนว่า สำหรับผู้ป่วยวาระสุดท้าย “เวลา” เพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบ หากช่วงเวลานั้นเต็มไปด้วยอาการที่ควบคุมไม่ได้ ขาดความเป็นส่วนตัว หรือไม่สามารถดำเนินชีวิตตามสิ่งที่ตนให้คุณค่า

4 ประโยคที่ทีมรักษาได้ยินบ่อย

คำพูดที่ทีมรักษาได้ยินจึงไม่ใช่เพียงคำว่า “ช่วยให้ผมหาย” แต่กลับเป็นถ้อยคำที่สะท้อนความต้องการพื้นฐานของผู้ป่วย ได้แก่

“ไม่อยากเจ็บปวด”

“ไม่อยากเป็นผู้ป่วยติดเตียง”

“ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว”

“อยากมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด…แต่ขอให้ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดี”

ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยหมดหวังหรือไม่ต้องการรับการรักษา แต่กำลังบอกว่า ผู้ป่วยต้องการให้การรักษาสอดคล้องกับชีวิตที่ตนเองอยากมี ทั้งเรื่องความสบาย ความสามารถในการสื่อสาร การได้อยู่กับคนรัก และการรักษาศักดิ์ศรีของตนเอง

เรื่องค้างคาใจอาจสำคัญไม่แพ้อาการทางร่างกาย

นอกจากความเจ็บป่วย ผู้ป่วยหลายคนยังมีเรื่องที่ต้องการจัดการให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน พินัยกรรม ภาระทางการเงิน หรือสิ่งที่ต้องการบอกกับสมาชิกในครอบครัว เรื่องเหล่านี้อาจกลายเป็นความกังวลที่ติดอยู่ในใจ หากไม่มีโอกาสพูดคุยหรือวางแผนล่วงหน้า

บางคนมีความหวังเล็กๆ เช่น อยากเห็นลูกเรียนจบ อยากได้พบสมาชิกใหม่ของครอบครัว หรืออยากกลับไปอยู่ในบ้านของตนเอง ความหวังของผู้ป่วยแต่ละรายจึงแตกต่างกัน และไม่สามารถตัดสินแทนกันได้ด้วยสูตรสำเร็จเพียงแบบเดียว

ทำไมหลายครอบครัวไม่กล้าพูดเรื่องอนาคต?

เมื่อคนใกล้ชิดป่วยด้วยโรคร้ายแรง หลายครอบครัวหลีกเลี่ยงการพูดถึงระยะต่อไปของโรค เพราะกลัวว่าผู้ป่วยจะเสียกำลังใจ บางบ้านเลือกพูดเฉพาะเรื่องการรักษา แต่ไม่เคยถามว่าผู้ป่วยต้องการให้ดูแลอย่างไร หากวันหนึ่งอาการเปลี่ยนแปลงไป

อย่างไรก็ตาม ความเงียบอาจทำให้ทุกฝ่ายต้องเผชิญความสับสนในวันที่ผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจด้วยตนเองได้ ครอบครัวอาจไม่แน่ใจว่าควรเลือกแนวทางใด ขณะที่ทีมรักษาก็อาจไม่มีข้อมูลเพียงพอว่าผู้ป่วยให้คุณค่ากับเรื่องใดมากที่สุด

การพูดคุยเรื่องอนาคตจึงไม่ใช่การตัดความหวัง แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้ผู้ป่วยได้บอกความต้องการของตนเองอย่างชัดเจน โดยควรเลือกจังหวะที่เหมาะสม ใช้ภาษาที่อ่อนโยน และให้เวลาผู้ป่วยคิดหรือตอบเท่าที่พร้อม

4 คำถามสำคัญที่ควรถาม ขณะผู้ป่วยยังสื่อสารได้

  • หากอาการทรุดลง อยากได้รับการดูแลแบบไหน?
  • อยากใช้ช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตที่บ้านหรือโรงพยาบาล?
  • อยากรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคมากน้อยเพียงใด?
  • มีเรื่องใดที่ยังค้างคาใจ หรืออยากจัดการให้เรียบร้อยหรือไม่?

แม้คำถามเหล่านี้อาจพูดออกมาได้ยาก แต่การสนทนาในวันที่ผู้ป่วยยังสามารถคิดและตัดสินใจได้ จะช่วยลดความกังวลและความขัดแย้งภายในครอบครัว นอกจากนี้ ยังช่วยให้การตัดสินใจทางการแพทย์ในอนาคตใกล้เคียงกับความต้องการของผู้ป่วยมากที่สุด

“การรับฟัง” คือส่วนหนึ่งของการรักษา

อ.พญ.ถวัลย์รัตน์ ระบุว่า หัวใจของการดูแลแบบประคับประคองไม่ใช่เพียงการจัดการโรค แต่รวมถึงการรับฟังว่า ผู้ป่วยให้คุณค่ากับสิ่งใด เมื่อทีมรักษาเข้าใจเป้าหมายของผู้ป่วย ก็สามารถออกแบบการดูแลให้สอดคล้องกับชีวิตที่ผู้ป่วยต้องการได้มากขึ้น

การดูแลอาจครอบคลุมตั้งแต่การบรรเทาอาการปวดและอาการไม่สบาย การช่วยจัดการเรื่องที่ค้างคาใจ การสนับสนุนด้านจิตใจและสังคม ไปจนถึงการวางแผนร่วมกับครอบครัวก่อนที่ผู้ป่วยจะไม่สามารถสื่อสารได้ การรับฟังอย่างไม่รีบตัดสินจึงเป็นการดูแลที่มีความหมายไม่แพ้การรักษาทางกาย

การดูแลแบบประคับประคอง ไม่ใช่การหยุดรักษา

ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยคือ การดูแลแบบประคับประคองหมายถึงการยอมแพ้ หยุดรักษา หรือปล่อยให้ผู้ป่วยเผชิญโรคเพียงลำพัง แต่ในความเป็นจริง การดูแลรูปแบบนี้สามารถทำควบคู่กับการรักษาหลักได้

เป้าหมายคือการบรรเทาความทุกข์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และความเชื่อหรือคุณค่าทางจิตวิญญาณ เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ การดูแลจึงไม่จำเป็นต้องเริ่มเฉพาะช่วงสุดท้าย แต่อาจเริ่มตั้งแต่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงหรือโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด

มอร์ฟีนไม่ได้มีเป้าหมายเร่งให้ผู้ป่วยจากไป

อีกหนึ่งความเข้าใจผิดคือการใช้มอร์ฟีนจะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเร็วขึ้น คณะแพทยศาสตร์ มช. อธิบายว่า ยาดังกล่าวใช้เพื่อบรรเทาอาการปวดและอาการหอบเหนื่อย ภายใต้ข้อบ่งชี้และการดูแลของแพทย์อย่างเหมาะสม

การดูแลแบบประคับประคองไม่ได้มีเป้าหมายเร่งหรือยืดการเสียชีวิตโดยไม่จำเป็น แต่ช่วยให้โรคดำเนินไปตามธรรมชาติ โดยผู้ป่วยได้รับการดูแลอาการ ความสบาย และศักดิ์ศรีอย่างดีที่สุด ส่วนการุณยฆาตยังไม่มีกฎหมายรองรับในประเทศไทย และเป็นคนละเรื่องกับการดูแลแบบประคับประคอง

หนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้า ช่วยบอกความต้องการแทนผู้ป่วย

ประเทศไทยมีกฎหมายรองรับการจัดทำ “หนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้า” หรือ Living Will ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เพื่อให้บุคคลระบุความประสงค์เกี่ยวกับการดูแลในช่วงท้ายของชีวิตไว้ล่วงหน้า

เอกสารดังกล่าวช่วยให้ครอบครัวและทีมรักษาทราบความต้องการของผู้ป่วย หากวันหนึ่งผู้ป่วยไม่สามารถสื่อสารหรือตัดสินใจได้ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม หนังสือแสดงเจตนาล่วงหน้าไม่ใช่คำสั่งให้ยุติการดูแล ผู้ป่วยยังคงได้รับการบรรเทาอาการและการดูแลที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง

ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลและตัวอย่างเอกสารผ่านระบบ e-Living Will ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือปรึกษาแพทย์และบุคลากรด้านการดูแลแบบประคับประคอง เพื่อปรับรายละเอียดให้เหมาะกับความต้องการของตนเอง

สิ่งที่ผู้ป่วยต้องการ คือเวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความหมาย

ถ้อยคำจากผู้ป่วยวาระสุดท้ายสะท้อนว่า สิ่งที่หลายคนต้องการอาจไม่ใช่การมีเวลาเพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่คือการใช้เวลาที่เหลือโดยไม่ต้องเจ็บปวดเกินจำเป็น ไม่สูญเสียศักดิ์ศรี และไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นภาระของคนที่รัก

การพูดคุยเรื่องความต้องการล่วงหน้าไม่ใช่การหมดหวัง แต่เป็นโอกาสให้ผู้ป่วยมีส่วนกำหนดแนวทางการดูแลชีวิตของตนเอง ขณะที่ครอบครัวและทีมรักษาก็สามารถตัดสินใจด้วยความเข้าใจ ลดความสับสน และเคารพความตั้งใจของผู้ป่วยได้มากที่สุด

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล