อุทาหรณ์ 1 ขวบ หวิดดับ เพราะ "ผลไม้" ที่พ่อแม่ให้ หมอเตือนแบบไหน ไม่ควรให้เด็กกิน

อุทาหรณ์ 1 ขวบ หวิดดับ เพราะ "ผลไม้" ที่พ่อแม่ให้ หมอเตือนแบบไหน ไม่ควรให้เด็กกิน

อุทาหรณ์ 1 ขวบ หวิดดับ เพราะ "ผลไม้" ที่พ่อแม่ให้ หมอเตือนแบบไหน ไม่ควรให้เด็กกิน
แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook

เด็ก 16 เดือนสำลักเมล็ดเงาะเกือบปิดทางเดินหายใจ หมอเตือนผลไม้บางชนิดอย่าให้เด็กเล็กกิน ถ้าจะให้กินต้องเตรียมให้ดี

อุทาหรณ์สำหรับครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เด็กชายวัย 16 เดือนในประเทศเวียดนามเกิดสำลักเมล็ดเงาะ จนมีอาการหายใจลำบากและต้องเข้ารับการช่วยเหลือฉุกเฉิน แม้ช่วงแรกอาการจะดีขึ้น แต่แพทย์ยังสงสัยว่าสิ่งแปลกปลอมติดค้างอยู่ ก่อนพบเมล็ดเงาะขวางบริเวณกล่องเสียงและนำออกได้สำเร็จ

เหตุการณ์นี้ไม่ได้หมายความว่าเด็กเล็กห้ามกินเงาะหรือผลไม้ทุกชนิดที่มีเมล็ด แต่สะท้อนว่าผลไม้เนื้อลื่น ผลไม้ทรงกลม รวมถึงผลไม้ที่มีเมล็ดแข็งหรือเมล็ดขนาดใหญ่ ต้องนำเมล็ดออกและเตรียมเป็นชิ้นเล็กให้เหมาะกับทักษะการเคี้ยวและกลืนของเด็กแต่ละวัย

เด็ก 16 เดือนสำลักเมล็ดเงาะ อาการเข้าขั้นวิกฤต

รายงานจาก Tuổi Trẻ Online ระบุว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2569 โรงพยาบาลโรคเรื้อนและโรคผิวหนังส่วนกลางกวิญลัป ในจังหวัดเหงะอาน เปิดเผยกรณีช่วยเหลือเด็กชายวัย 16 เดือน ซึ่งสำลักเมล็ดเงาะจนเกิดการอุดกั้นทางเดินหายใจ

ครอบครัวให้ข้อมูลว่า ขณะเด็กกำลังกินเงาะ จู่ๆ ก็เกิดอาการไออย่างรุนแรง หายใจมีเสียงผิดปกติ และหายใจลำบากมากขึ้น ผู้ปกครองจึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาฉุกเฉิน

เมื่อมาถึง เด็กมีอาการซึม ตัวเขียว หายใจช้า และอยู่ในภาวะหายใจลำบากรุนแรง แพทย์ประเมินว่าอาจมีสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพราะการขาดออกซิเจนสามารถทำให้หัวใจหยุดเต้นและเกิดอันตรายต่อสมองได้ภายในเวลาไม่นาน

อาการดีขึ้นชั่วคราว แต่เมล็ดเงาะยังติดอยู่

ทีมแพทย์ดำเนินการช่วยเหลือตามแนวทางฉุกเฉินสำหรับภาวะสิ่งแปลกปลอมอุดกั้นทางเดินหายใจ หลังการช่วยเหลือ เด็กกลับมาร้องไห้ได้และสีหน้าดีขึ้น แต่เนื่องจากไม่พบสิ่งแปลกปลอมหลุดออกมา แพทย์จึงยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา เด็กกลับมาหายใจลำบากรุนแรงอีกครั้ง ทีมรักษาจึงให้ออกซิเจน ควบคุมทางเดินหายใจ และส่องตรวจกล่องเสียงโดยตรง ก่อนพบเมล็ดเงาะติดอยู่บริเวณช่องเปิดของกล่องเสียง จนเกือบปิดกั้นทางเดินหายใจทั้งหมด

แพทย์สามารถนำเมล็ดเงาะออกได้สำเร็จ ทำให้ทางเดินหายใจกลับมาเปิดโล่ง หลังรักษาและติดตามอาการเป็นเวลา 4 วัน สุขภาพของเด็กอยู่ในภาวะคงที่และได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน

 

ทำไมเด็กเล็กจึงสำลักอาหารได้ง่าย?

เด็กเล็กยังเคี้ยวและควบคุมการกลืนได้ไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะเด็กที่ยังมีฟันกรามไม่ครบ จึงอาจกลืนอาหารทั้งชิ้นแทนการบดให้ละเอียด ทางเดินหายใจของเด็กยังมีขนาดเล็ก ทำให้อาหารชิ้นกลม แข็ง ลื่น หรือมีขนาดใกล้เคียงช่องทางเดินหายใจเข้าไปอุดตันได้ง่าย

ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่อเด็กกินอาหารขณะเดิน วิ่ง เล่น หัวเราะ ร้องไห้ หรือนอนเอนหลัง รวมถึงเวลาที่ไม่มีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด การหั่นอาหารให้เล็กอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอ ผู้ดูแลควรจัดให้เด็กนั่งตัวตรงและกินอย่างสงบด้วย

ผลไม้แบบไหนไม่ควรให้เด็กเล็กกินทั้งลูกหรือทั้งชิ้น?

คำว่า “ไม่ควรให้กิน” ในที่นี้หมายถึงไม่ควรยื่นให้เด็กกินทั้งลูก ทั้งเมล็ด หรือเป็นชิ้นใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าต้องงดผลไม้นั้นทั้งหมด ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ หรือ CDC แนะนำให้เอาเมล็ดและแกนแข็งออก พร้อมปรับขนาดและความนุ่มของอาหารให้เหมาะสมกับวัย

1. ผลไม้ที่มีเมล็ดใหญ่หรือเมล็ดแข็ง

ตัวอย่างเช่น เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ ลองกอง มะปราง มะยงชิด พุทรา เชอร์รี และผลไม้ตระกูลลูกพลัม เมล็ดของผลไม้เหล่านี้อาจหลุดเข้าปากเด็กและติดทางเดินหายใจได้ โดยเฉพาะผลไม้ที่มีเนื้อลื่นและแยกออกจากเมล็ดได้ยาก

ผู้ดูแลควรคว้านเมล็ดออกให้หมด ตรวจสอบว่าไม่มีเศษเปลือกหรือชิ้นส่วนแข็งติดอยู่ แล้วหั่นเนื้อเป็นชิ้นเล็กหรือบดตามความสามารถในการกินของเด็ก ไม่ควรให้เด็กเล็กถือผลไม้ทั้งลูกแล้วกัดหรือดูดเนื้อออกจากเมล็ดด้วยตนเอง

2. ผลไม้ลูกกลมขนาดเล็ก

องุ่น เชอร์รี เบอร์รีบางชนิด และมะเขือเทศเชอร์รี มีรูปทรงกลมหรือรีซึ่งอาจพอดีกับทางเดินหายใจ หากกลืนเข้าไปทั้งลูกอาจเข้าไปอุดกั้นได้ จึงไม่ควรหั่นเป็นแว่นกลม เพราะยังคงมีรูปทรงที่เสี่ยงติดคอ

ควรผ่าตามแนวยาวเป็น 4 ส่วน แล้วปรับขนาดให้เหมาะกับวัย รวมถึงนำเมล็ดแข็งออกให้หมด สำหรับผลไม้ทรงกลมขนาดใหญ่ เช่น เมลอนที่ตักเป็นลูกบอล ก็ควรหั่นเป็นชิ้นเล็กแทนการให้ทั้งก้อน

3. ผลไม้เนื้อแข็งหรือชิ้นใหญ่

แอปเปิล ฝรั่ง แพร์ดิบ และผลไม้เนื้อแข็ง หากหั่นเป็นก้อนใหญ่ เด็กอาจกัดไม่ขาดหรือกลืนลงไปทั้งชิ้น CDC จัดชิ้นแอปเปิลดิบและผลไม้เนื้อแข็งเป็นอาหารที่อาจทำให้เด็กเล็กสำลักได้

ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าคือทำให้นิ่มด้วยความร้อน บด ขูด หรือหั่นเป็นแผ่นบางและชิ้นเล็กตามวัย ผู้ปกครองควรทดลองบีบอาหารด้วยนิ้ว หากยังแข็งจนบดได้ยาก เด็กที่เคี้ยวยังไม่คล่องก็อาจจัดการอาหารชิ้นนั้นได้ไม่ดี

4. ผลไม้แห้งที่เหนียวและเคี้ยวยาก

ลูกเกด อินทผลัมแห้ง ลูกพรุนแห้ง และผลไม้อบแห้งบางชนิดมีเนื้อเหนียว อาจจับตัวเป็นก้อนหรือติดในลำคอได้ เด็กเล็กจึงไม่ควรกินผลไม้แห้งทั้งชิ้นโดยไม่มีการเตรียมให้เหมาะสม

หากจะนำมาให้เด็กกิน ควรทำให้นิ่มและหั่นละเอียดมาก หรือใช้เป็นส่วนประกอบในอาหารที่มีความชื้น ทั้งนี้ต้องพิจารณาความสามารถในการเคี้ยวและกลืนของเด็กเป็นรายบุคคล

5. ผลไม้ที่ยังมีแกน เปลือกแข็ง หรือเมล็ดจำนวนมากที่แยกออกยาก

ผลไม้ที่มีแกนแข็ง เศษเปลือกเหนียว หรือเมล็ดแข็งซึ่งอาจหลุดออกมาเป็นชิ้น ไม่ควรให้เด็กเล็กกัดกินเอง ผู้ดูแลควรเตรียมเฉพาะส่วนที่กินได้และตรวจอย่างละเอียดก่อนเสิร์ฟ

อย่างไรก็ตาม ผลไม้ที่มีเมล็ดเล็กและกินได้ตามธรรมชาติ เช่น แก้วมังกร สตรอว์เบอร์รี หรือกีวี ไม่ได้เป็นอันตรายเพียงเพราะ “มีเมล็ดเยอะ” เสมอไป สิ่งที่ต้องพิจารณาคือขนาด ความแข็ง รูปทรง และโอกาสที่เมล็ดหรือชิ้นอาหารจะเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจ

อาหารอื่นที่เด็กเล็กเสี่ยงสำลัก

นอกจากผลไม้แล้ว สถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกายังระบุถึงอาหารที่ควรระมัดระวังในเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 4 ปี ได้แก่

  • ถั่วและเมล็ดพืชทั้งเม็ด
  • ข้าวโพดคั่ว
  • ลูกอมแข็ง หมากฝรั่ง และเยลลีชิ้นกลม
  • ไส้กรอกที่หั่นเป็นแว่นกลม
  • เนื้อสัตว์หรือชีสชิ้นใหญ่และเหนียว
  • ผักดิบเนื้อแข็ง เช่น แครอตหรือขึ้นฉ่ายชิ้นใหญ่
  • เนยถั่วที่ให้เป็นก้อนหนา ควรทาบางๆ แทน
  • อาหารชิ้นกลม แข็ง ลื่น หรือเหนียวที่เด็กอาจกลืนลงไปทั้งชิ้น

จัดอาหารให้เด็กอย่างไร ลดความเสี่ยงสำลัก?

  • นำเมล็ด แกน เปลือกแข็ง และก้างออกให้หมดก่อนเสิร์ฟ
  • หั่นอาหารทรงกลมตามแนวยาวเป็นชิ้นเล็ก ไม่หั่นเป็นแว่นกลม
  • ทำผลไม้เนื้อแข็งให้นิ่ม บด ขูด หรือหั่นบางตามวัย
  • จัดให้เด็กนั่งตัวตรงขณะกิน ไม่ป้อนอาหารขณะเด็กนอนหรือเอนตัว
  • ไม่ให้เด็กกินขณะเดิน วิ่ง เล่น หัวเราะ หรือโดยสารรถที่กำลังเคลื่อนที่
  • ให้เวลากินอย่างเพียงพอ ไม่เร่งหรือบังคับให้กลืน
  • มีผู้ใหญ่เฝ้าดูใกล้ชิดตลอดมื้อ ไม่ปล่อยเด็กเล็กกินตามลำพัง
  • ผู้ดูแลควรเรียนการปฐมพยาบาลและการช่วยฟื้นคืนชีพสำหรับทารกและเด็กจากผู้ฝึกสอนที่ได้มาตรฐาน

สังเกตอย่างไรว่าเด็กกำลังสำลัก?

หากเด็กยังไอแรง ร้องหรือส่งเสียงได้ และยังหายใจได้ ควรเปิดโอกาสให้เด็กไอเพื่อขับสิ่งแปลกปลอมออก พร้อมเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด ไม่ควรใช้นิ้วล้วงปากโดยมองไม่เห็นสิ่งที่ติดอยู่ เพราะอาจดันวัตถุให้ลึกกว่าเดิม

สัญญาณอันตราย ได้แก่ ไอหรือร้องไม่มีเสียง หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงผิดปกติ หน้าเริ่มเขียว ซึมลง หรือหมดสติ ต้องโทรแจ้งสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 และให้การช่วยเหลือตามวัยทันที หากไม่เคยได้รับการฝึก ควรเปิดลำโพงโทรศัพท์และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

วิธีช่วยเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปีแตกต่างจากเด็กอายุเกิน 1 ปี ผู้ดูแลจึงไม่ควรจดจำเพียงคำว่า “ไฮม์ลิค” แล้วใช้วิธีเดียวกับเด็กทุกวัย การเข้าอบรมปฐมพยาบาลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือจะช่วยให้สามารถประเมินและลงมือได้อย่างถูกต้องเมื่อเกิดเหตุจริง

อาการดีขึ้นแล้ว ยังต้องพาไปโรงพยาบาลหรือไม่?

กรณีเด็กชายวัย 16 เดือนแสดงให้เห็นว่า แม้เด็กจะกลับมาร้องและดูหายใจดีขึ้นชั่วคราว แต่สิ่งแปลกปลอมอาจยังติดอยู่ในทางเดินหายใจ หากยังมีอาการไอ หายใจมีเสียง หอบ ซึม เสียงเปลี่ยน หรือสงสัยว่าวัตถุยังไม่หลุดออก ควรพาไปโรงพยาบาลทันที

ไม่ควรรอให้อาการกลับมารุนแรง เพราะสิ่งแปลกปลอมอาจเคลื่อนตำแหน่งและปิดกั้นทางเดินหายใจมากขึ้น แพทย์อาจต้องตรวจเพิ่มเติมหรือใช้เครื่องมือส่องดู เพื่อยืนยันว่าทางเดินหายใจไม่มีวัตถุตกค้าง

สรุป ผลไม้มีประโยชน์ แต่ต้องเตรียมให้เหมาะกับวัย

เด็กเล็กสามารถรับประทานผลไม้ได้หลากหลาย แต่ไม่ควรได้รับผลไม้ทั้งลูก ทั้งเมล็ด หรือชิ้นใหญ่ที่มีลักษณะกลม แข็ง ลื่น หรือเหนียว เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ องุ่น เชอร์รี แอปเปิล ฝรั่ง และผลไม้แห้งไม่ได้เป็นอาหารต้องห้ามทั้งหมด เพียงต้องนำเมล็ดออกและปรับรูปแบบให้เหมาะกับพัฒนาการของเด็ก

สิ่งสำคัญไม่แพ้การเตรียมอาหารคือการให้เด็กนั่งกินอย่างสงบและมีผู้ใหญ่เฝ้าดูตลอดเวลา หากเด็กไอไม่มีเสียง หายใจไม่ได้ ตัวเขียว หรือซึมลง ให้โทร 1669 และช่วยเหลือตามคำแนะนำทันที เพราะการจัดการอย่างถูกต้องในช่วงนาทีแรกอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยชีวิตเด็กได้

แชร์เรื่องนี้
แชร์เรื่องนี้LineTwitterFacebook
ตั้ง Sanook เป็นข่าวโปรดบน Google
กำลังโหลดข้อมูล